นายกฯเปิดประชุมผู้นำเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ชวนเอกชนร่วมลงทุน เตรียมความพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาค
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 15 มิถุนายน ที่โรงแรมแชงกรี-ลา ถนนเจริญกรุง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวเปิดการประชุม ACMECS CEO Forum ภายใต้หัวข้อ “บทบาทของภาคเอกชนในการสร้างประชาคมลุ่มน้ำโขง” ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (ACMECS Summit) ครั้งที่ 8 โดยกล่าวว่า การพัฒนา ACMECS ต่อไปอย่างยั่งยืน ประการแรก ภาคเอกชน ACMECS ต้องร่วมมือกับภาครัฐในการขับเคลื่อนการลงทุนใน ACMECS เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิตในอนุภูมิภาค ACMECS ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ และเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกอย่างครบวงจร ความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน ซึ่งในส่วนของประเทศไทยเอง ก็ได้เริ่มดำเนินความร่วมมือในรูปแบบ Public-Private Partnership หรือ PPP กับภาคเอกชนไปแล้วส่วนหนึ่ง เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ โดยโครงการลงทุนหลักที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ได้แก่ โครงการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ซึ่งรัฐบาลจะเปิดประมูลในโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญหลายโครงการ อาทิ การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และอู่ตะเภา การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเป็นเมืองการบินภาคตะวันออก การพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 การพัฒนาท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 เป็นต้น
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ประเทศไทยมองว่า หากโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานในไทยสามารถเชื่อมโยงเข้ากับประเทศอื่นๆ ใน ACMECS ได้ด้วย ก็จะยิ่งช่วยเพิ่มพูนการค้าการลงทุนตามแนวชายแดน ซึ่งจะช่วยในการสร้างงานสร้างรายได้ ลดช่องว่างในการพัฒนา และกระตุ้นให้เศรษฐกิจทั้งอนุภูมิภาคขยายตัวเพิ่มมากขึ้น จึงได้ผลักดันให้แผนแม่บทบรรจุ เรื่อง การเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างไร้รอยต่อ เป็นหนึ่งในเสาหลักของทิศทางการพัฒนา ACMECS ในอนาคต และจะผลักดันให้มีการจัดตั้งกองทุน ACMECS ขึ้น เพื่อระดมทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ ACMECS อย่างไรก็ดี ในการขับเคลื่อนกองทุน ACMECS ให้ประสบผลสำเร็จนั้น จำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงกฎระเบียบด้านการเงินของภาครัฐให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยประเทศหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาและภาคเอกชนจะต้องเป็นพลังสำคัญในการช่วยแสวงหาแหล่งทุนและช่วยระดมทุนสำหรับการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา ACMECS โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี ของไทย
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ประการที่สอง ภาคเอกชนจำเป็นต้องเพิ่มบทบาทในการเตรียมพร้อมให้ ACMECS สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยีและนวัตกรรม เช่น นวัตกรรมด้านดิจิทัล e-commerce และ Fintech เทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ได้เข้ามามีบทบาทในเศรษฐกิจของ ACMECS อย่างมาก และอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อรูปแบบการทำธุรกิจในอนาคต ซึ่งหากภาคธุรกิจปล่อยปละละเลย ไม่เตรียมการไว้ให้พร้อมแล้ว ก็อาจส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของ ACMECS ในภาพรวม อีกทั้งยังอาจเป็นช่องทางให้เกิดอาชญากรรมทางเศรษฐกิจข้ามชาติได้ ประเทศไทยมองว่า ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ในเชิงธุรกิจนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงความต้องการของภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก เราจึงมีความพร้อมที่จะร่วมมือกับภาคเอกชนในการปรับตัวให้ทันโลกธุรกิจสมัยใหม่ โดยการพัฒนาเกษตรกรยุคใหม่ (smart farmer) ตลอดจนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) รวมทั้งวิสาหกิจเริ่มต้น (startup) ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน Smart ACMECS ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกองค์ประกอบหนึ่งของแผนแม่บท ACMECS ที่ผู้นำ ACMECS จะพิจารณารับรองในวันพรุ่งนี้ ผมจึงขอเชิญชวนภาคเอกชนให้เข้ามามีบทบาทในการร่วมกำหนดเป้าหมายเร่งด่วน ในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และนวัตกรรม ตลอดจนประเด็นที่ต้องการให้ภาครัฐช่วยอำนวยความสะดวก หรือปรับเปลี่ยนกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและสอดประสานกันมากขึ้น เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในด้านเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในขณะนี้

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า รัฐบาลไทยขอให้ความมั่นใจว่า ไทยมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับภาคเอกชนในการลดอุปสรรคทางการค้า และอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ที่ผ่านมา ความพยายามดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ได้รับการยอมรับจากธนาคารโลก ซึ่งได้ปรับการจัดอันดับความสะดวกในการทำธุรกิจกับไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในกรณีของการค้าชายแดน ซึ่งมีมิติของความมั่นคงและผลกระทบด้านสังคมเพิ่มเข้ามาด้วยนั้น ขอความร่วมมือจากภาคเอกชนให้ร่วมกันทำงานกับภาครัฐและภาคประชาสังคม เพื่อสร้างบรรยากาศที่มีความมั่นคง บรรยากาศแห่งความเป็นมิตร และบรรยากาศของการทำงานข้ามพรมแดนร่วมกัน และช่วยกันรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงบริเวณชายแดน เพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจริมชายแดนที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ประการที่สาม ภาคเอกชน ACMECS ต้องร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์จากการพัฒนา สามารถเจริญเติบโตไปได้พร้อมกัน และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Leave No One Behind) โดยในการส่งเสริมให้เกิดการกระจายการพัฒนาไปยัง ชาติสมาชิก ACMECS ให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมนั้น ประเทศไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับชาติ ACMECS ทุกประเทศ โดยยึดหลักการพัฒนาที่ครอบคลุม มีพลังจากความร่วมมือที่เป็นเอกภาพ (Power in Unity) เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความเข้มแข็งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรือที่เรียกว่า Stronger Together ประเทศไทยขอยืนยันว่า เราพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการต่อประเทศสมาชิก ACMECS อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในหลักสูตรการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาท้องถิ่นให้เข้มแข้ง เกิดการพัฒนาภาคเกษตรจากภายในสู่ภายนอก ในขณะเดียวกัน เราก็พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาที่จำเป็น โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของความต้องการ และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับประเทศ และในระดับชุมชน
“ภาคเอกชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการกระจายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปยังท้องถิ่นต่างๆ ให้ทั่วถึงกันด้วย ความจริงนั้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ภาคเอกชนของไทยจำนวนมาก มีความพร้อมที่จะเข้าไปลงทุนในชาติ ACMECS อื่นๆ ซึ่งหากภาคเอกชนไทยและชาติสมาชิก ACMECS อื่นๆ สามารถที่จะเชื่อมโยงการลงทุนได้อย่างเป็นระบบ และดำเนินโครงการที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาร่วมกันของชาติ ACMECS แล้ว ก็จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการกระจายเม็ดเงินลงทุนภายในอนุภูมิภาค และนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย ผมมีความเชื่อมั่นว่าภาคเอกชนไทยสามารถเชื่อมต่อกับภาคเอกชนของชาติ ACMECS ทุกชาติได้ง่าย เพราะมีความใกล้ชิดกันทั้งในด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในขณะที่การเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจกับประเทศนอกภูมิภาค กลับดูเหมือนจะเป็นได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในสภาวะที่มีกระแสนโยบายกีดกันทางการค้าที่รุนแรงมากขึ้นเป็นลำดับในเวทีเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยมองว่า นอกจากการร่วมมือกันพัฒนาชายแดน และส่งเสริมการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุตสาหกรรมการผลิตแล้ว ภาคธุรกิจที่สามารถเร่งรัดการพัฒนาให้เห็นผลได้ในทันที ได้แก่ การท่องเที่ยวภายในอนุภูมิภาค ACMECS และการจ้างงานแรงงานจากชาติสมาชิก ACMECS” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในด้านการท่องเที่ยว ประเทศไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับภาคเอกชน ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวทั่วทั้งอนุภูมิภาค ACMECS เพื่อให้ ACMECS เป็นจุดหมายปลายทางในการท่องเที่ยวร่วมกัน โดยอาศัยศักยภาพของประเทศไทยที่เป็นจุดหมายลำดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ในการกระจายนักท่องเที่ยวไปสู่ประเทศสมาชิก ACMECS อื่นๆ ตามนโยบาย Thailand + 1 เพื่อพัฒนาตลาดการท่องเที่ยวให้ขยายตัวไปทั่วทั้งอนุภูมิภาค ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยอดนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวใน ACMECS ส่วนมากยังกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่เพียงไม่กี่เมืองของไทย รัฐบาลไทยจึงได้ริเริ่มนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวไปยังชุมชนท้องถิ่นต่างๆ รวมถึงพื้นที่บริเวณชายแดนด้วย ดังนั้น หาก ACMECS สามารถร่วมมือกัน เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวข้ามแดนไปท่องเที่ยวต่อในชาติสมาชิก ACMECS อื่นๆ ด้วย อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยรวมของ ACMECS ก็จะเกิดการพัฒนาขึ้นไปได้พร้อมๆ กัน จึงขอฝากภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ACMECS ให้ร่วมกันเชื่อมโยงและส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อที่ทุกประเทศจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในด้านการจ้างแรงงาน รัฐบาลไทยขอยืนยันต่อชาติสมาชิก ACMECS และภาคเอกชนว่า ประเทศไทยมีนโยบายต้อนรับแรงงานต่างด้าวที่เดินทางมาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เราตระหนักดีถึงบทบาทของแรงงานเหล่านี้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ และพร้อมที่จะให้การดูแลแรงงานเหล่านี้ให้ได้รับสิทธิต่างๆ อย่างเป็นธรรม เราทราบดีว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของ ACMECS และที่ผ่านมา รัฐบาลไทยก็ได้เร่งรัดการปฏิรูปการจัดทำทะเบียนประวัติ และการขออนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าว เพื่อสร้างระบบการจ้างงานที่เป็นธรรม และป้องกันปัญหาการค้ามนุษย์ ในการนี้ ผมขอความร่วมมือจากภาคเอกชน ให้ช่วยกำกับดูแลการจ้างงานให้มีความเป็นธรรม หลีกเลี่ยงการจ้างงานที่มีลักษณะเป็นการเอารัดเอาเปรียบ ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้แรงงานจากทุกชาติได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเศรษฐกิจของ ACMECS โดยเท่าเทียมกัน

