หมายเหตุ – นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บรรยายพิเศษ “เจาะลึกเศรษฐกิจไทย ครึ่งปีหลัง 2561” ที่สยามพารากอน เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม
ขณะนี้เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดการขยายตัวต่ำสุด พลิกฟื้นตัวและอยู่ในวัฏจักรเศรษฐกิจที่เป็นขาขึ้น โดยปกติเมื่อเป็นวัฏจักรขาขึ้นแล้วเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ต่อเนื่องไปในอีก 7-8 ปี ยกเว้นแต่จะมีเหตุการณ์หรืออุบัติเหตุทางเศรษฐกิจที่มากระทบให้เศรษฐกิจสะดุด ทั้งนี้ หากพิจารณาอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ตั้งแต่ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารงาน จะเห็นการขยายตัวของจีดีพีที่ดีขึ้น ปี 2557 จีดีพีขยายตัวไม่ถึง 1% และขยับขึ้นมา
ปี 2558 ราว 2.7% ก่อนที่จะขยายตัว 3.0% ในปี 2559 และจีดีพีปี 2560 ขยายตัว 3.9% ทั้งนี้ ไตรมาสแรกปี 2561 ที่ผ่านมาจีดีพีขยายตัวได้ถึง 4.8% สูงสุดรอบ 20 ไตรมาส และสูงกว่าที่ธปท.ประเมินไว้ และหากพิจารณาการขยายตัวเศรษฐกิจ จะพบว่าที่ผ่านมาเศรษฐกิจขยายตัวดีจากตลาดโลกที่กลับมาฟื้นตัว ส่งผลให้ตลาดทั่วโลกปรับดีขึ้น โดยเฉพาะปี 2560 ที่ผ่านมาชัดเจนแล้วว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว จีดีพีจึงขยายตัวถึง 3.9% แต่หลักๆ มาจากอานิสงส์ต่างประเทศ การส่งออกและการท่องเที่ยว ส่วนกำลังซื้อในประเทศยังไม่มีผลต่อเศรษฐกิจมากนัก
อย่างไรก็ดี ธปท.ได้ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง และในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ จะมีการประกาศตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 อย่างเป็นทางการ ธปท.คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวมากกว่า 4.0% แน่นอน แต่มีแนวโน้มที่อาจจะขยายตัวที่ระดับเดียวกันที่ 4.8% ก็ได้ ไม่อยากคาดเดา เพราะตัวเลขของ ธปท.เป็นตัวเลขมายา ต้องรอติดตามตัวเลขของสภาพัฒน์ที่จะออกมา
แม้ว่า ธปท.จะประเมินจีดีพีขยายตัวชะลอลง แต่มองว่าเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 เป็นการขยายตัวอย่างมีคุณภาพมากกว่าไตรมาสแรก เนื่องจากจีดีพีไตรมาสแรกที่ 4.8% การขยายตัวราว 2.8% เป็นตัวเลขการขยายตัวของสต๊อกสินค้าคงคลังที่สะสมไว้ ส่วนตัวเลขจากทั้ง การบริโภค การลงทุน และส่งออกสินค้าและบริการ คิดเป็นเพียง 2% ซึ่งตัวเลขจากสต๊อกสินค้าคงคลังที่สัดส่วนมากกว่าครึ่งของจีดีพี จึงไม่น่าแปลกใจที่คนส่วนมากจะยังไม่รู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยดีขึ้นจริง แต่ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 2 ที่จะออกมา จะเริ่มเห็นผลจากกำลังซื้อในประเทศและการลงทุนมากขึ้น เป็นตัวเลขการใช้จ่ายจริง ประกอบกับการส่งออกที่ยังขยายตัวดี โดยรวมแล้วปีนี้ดีทั้งในและนอกประเทศ
จากที่เคยได้ยินคนพูดถึงเศรษฐกิจไทยว่า แข็งนอกอ่อนในในปีก่อนๆ ปีนี้เศรษฐกิจข้างในเริ่มแข็งขึ้นแล้ว ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ทั้งนี้จะเห็นอุปสงค์ในประเทศพลิกฟื้นชัดเจนในครึ่งปีหลัง 2561 โดยการบริโภคเอกชนหรือการใช้จ่าย เห็นพัฒนาการที่ดีที่สุด คือ สินค้าคงทน เช่น ตู้เย็น ทีวี และรถยนต์ ปีนี้รถยนต์ขายดีมาก ด้านการลงทุนเอกชน โดยรวมมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่เป็นการดีขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทย มีการพูดกันถึงว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ถึง 8% แต่ ธปท.มองว่าโอกาสที่จะพลิกฟื้นไปถึง 5% ยังยาก หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้ เรื่องแรก คือ ไทยมีการลงทุนน้อยมาก เพราะไม่รู้ว่าจะลงทุนในอะไร เพื่ออะไร ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ การลงทุนที่ผ่านมาเฉลี่ยเพียง 1% ต่อปี เรื่องที่สอง สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยและมีแรงงานจำนวนหนึ่งที่ออกจากตลาดแรงงานเร็ว เมื่อกำลังแรงงานหายไป รวมทั้งอัตราการเกิดน้อย ทำให้เศรษฐกิจโตช้า และเรื่องที่สาม คือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ปัจจุบัน รัฐบาลได้มีการผลักดันโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ถือเป็นความหวังใหม่ของประเทศไทย คาดการณ์ว่าจะมีการลงทุนในระยะ 5 ปี ราว 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 10% ของจีดีพี เป้าหมายเพื่อกระตุ้นการลงทุนในประเทศ ยกระดับการพัฒนาโครงสร้าง
พื้นฐาน และยังเป็นการสะสมการพัฒนาของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เพราะไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน หากไทยเดินหน้าเพียงคนเดียว อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจอาจจะไม่มาก แต่เราต้องเกาะกระแสไปกับเพื่อนบ้าน ดังนั้น เราจึงจะเห็นการให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านที่จะมาเชื่อมโยงกับไทยมากขึ้น โดยเรียกเป็นกลุ่มซีแอลเอ็มวีที คือ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย
สำหรับโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) เชื่อม 3 สนามบิน ระหว่างสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก โครงการพัฒนาท่าเรือ แหลมฉบัง ระยะที่ 3 และท่าเรืออุตสาหกรรม มาบตาพุด ระยะที่ 3 โครงการรถไฟทางคู่เชื่อม 3 ท่าเรือ ระหว่างท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และสัตหีบ และศูนย์บริการซ่อมบำรุงอากาศยาน (เอ็มอาร์โอ) คาดว่าโครงการต่างๆ เหล่านี้จะเริ่มลงนามสัญญาภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า และคาดว่าจะเริ่มทำให้เม็ดเงินเข้ามาในปีหน้า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้หลังจากที่ได้เริ่มเดินหน้าโครงการอีอีซีชัดเจน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นการลงทุนและทำให้มีเม็ดเงินลงทุนบางส่วนเข้ามาก่อนหน้า
ความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศเข้มแข็ง ขณะที่ภายนอกพบว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าปรับดีขึ้นทั้งราคาและปริมาณและแนวโน้มที่ยังดีต่อเนื่องประเมินว่าการส่งออกน่าจะขยายตัวดีทั้งปีนี้และปีหน้า ซึ่ง ธปท.คาดการณ์ส่งออกขยายตัว 9% ในปีนี้ และปี 2562 ขยายตัว 5% ทั้งนี้ พบว่าการส่งออกสินค้ากระจายตัวดีทุกรายสินค้า และการส่งออกมีการกระจายตัวในรายประเทศด้วย
ทั้งนี้ หากพิจารณาตัวเลขการระดมทุนจะพบว่าสินเชื่อธนาคารพาณิชย์กลับมาขยายตัวดี โดยมีความต้องการระดมทุนทั้งธุรกิจรายใหญ่ และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) การบริโภคก็ขยายตัวดี การท่องเที่ยวจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติขยายตัวต่อเนื่องทั้งหมดถือเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งยืนยันได้ว่าตัวเลขโดยรวมเศรษฐกิจดีขึ้นจริงตามที่นายกรัฐมนตรีระบุ แต่ที่คนยังบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดีก็มีเหตุผล เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเป็นเศรษฐกิจสองความเร็ว หรือ 2-Speed Economy แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาจากส่วนบนพีระมิดหรือมาจากคนส่วนน้อยของประเทศ เหมือนความเร็วของรถสปอร์ต ขณะที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เป็นคนส่วนมากของประเทศเหมือนรถตุ๊กตุ๊ก ซึ่งรัฐบาลได้พยายามสร้างอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจใหม่ผ่านโครงการอีอีซี และพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและลดความเหลื่อมล้ำ โดยการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยจึงเห็นมาตรการต่างๆ ของรัฐที่ออก รวมทั้งการช่วยเหลือเกษตรกร
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังยังมีอยู่ โดยเร็วๆ นี้ที่เกิดขึ้นคือ เรื่องวิกฤตค่าเงินลีราของตุรกี ปัญหาคล้ายกับช่วงที่ไทยเคยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 โดยตุรกีมีการก่อหนี้ต่างประเทศจำนวนมาก มีการนำเข้าน้ำมันสูง มีการขาดดุลทางการค้า ขณะที่เงินสำรองระหว่างประเทศต่ำ ทำให้มีเงินไหลออกรุนแรงและค่าเงินปรับอ่อนค่า อย่างไรก็ตาม สำหรับผลกระทบกับประเทศไทย สัดส่วนการค้าและการลงทุนระหว่างกันมีสัดส่วนไม่มากนัก โดยไทยส่งออกไปตุรกีเพียง 0.5% ของการส่งออกทั้งหมด ส่วนการลงทุนมีนักลงทุนที่ไปลงทุนในตลาดตุรกีบ้างในส่วนของการลงทุนผ่านกองทุนรวมต่างประเทศ (เอฟไอเอฟ) ซึ่งจะมีผลกระทบบ้างแต่ถือว่าเป็นสัดส่วนน้อยหลักพันล้านบาทหากเทียบกับการลงทุนเอฟไอเอฟทั้งหมด ทั้งนี้ ด้านความกังวลว่าจะทำให้เกิดเงินทุนไหลออกในประเทศตลาดเกิดใหม่ด้วยนั้น ค่าเงินบาทไทยถือว่าอ่อนค่าน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่น จากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีและเสถียรภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าวิกฤตของตุรกีจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของยุโรปด้วยหรือไม่ เพราะมีความเชื่อมโยงกันสูง ซึ่งขนาดเศรษฐกิจของตุรกีคิดเป็นอันดับที่ 17 ของโลก และธนาคารกลางในยุโรปก็มีการปล่อยกู้แก่ตุรกี เช่น อิตาลี สเปน มีการปล่อยกู้ให้กับตุรกี หากสถานการณ์ค่าเงินลีรายังอ่อนค่าลงไปเรื่อยๆ จนทำให้อาจจะเกิดการถูกเบี้ยวหนี้จะกระทบกับภาคสถาบันการเงินของยุโรป หากเกิดเหตุการณ์นี้ก็จะกระทบมากและกลับมากระทบไทยได้
แต่สถานการณ์ที่น่ากังวลมากกว่า คือ ปัญหาสงครามการค้าที่ขณะนี้สหรัฐและจีนมีมาตรการตอบโต้ทางด้านการปรับขึ้นอัตราภาษีระหว่างกัน แม้ว่าจะยังไม่กระทบกับเศรษฐกิจไทยในปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ แต่มีแนวโน้มว่าอาจจะมีการเพิ่มความเข้มข้นในการขึ้นอัตราภาษีระหว่างกันอีกถึงราว 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และภาษีจากยานยนต์ด้วย จะส่งผลกระทบต่อการค้าทั่วโลกหากเกิดขึ้นจริง ซึ่ง ธปท.คาดการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้น จะทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจโลกลดลงไป 0.5% ไทยก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบเพราะเป็นประเทศผู้ส่งออกและเป็นประเทศที่เป็นซัพพลายเชนการผลิต คาดว่าจะกระทบให้จีดีพีไทยลดลงราว 0.5% เช่นกัน จะกระทบให้จีดีพีที่ ธปท.มองว่าจะขยายตัว 4.2% ในปี 2562 ขยายตัวไม่ถึงระดับนี้
ทั้งนี้ อีกปัจจัยเสี่ยงหนึ่ง คือ กรณีเหตุการณ์เรือล่มที่ จ.ภูเก็ตที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนลดลง แม้ว่าจะมีการประเมินกันว่าสถานการณ์จะคลี่คลายใน 3-6 เดือน แต่ที่ผ่านมาในโซเชียลมีเดียของจีนมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการให้ความช่วยเหลือของทางการไทยเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ประกอบกับเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับนักฟุตบอลทีมหมูป่าติดในถ้ำหลวง ซึ่งมองกันว่าให้ความสำคัญกับเหตุการณ์นี้มากกว่าช่วยนักท่องเที่ยวจีน ดังนั้นจะต้องติดตามสถานการณ์และเรียกความเชื่อมั่น เพราะหากจีนมีการบอยคอตไม่เดินทางมาไทยจะส่งผลต่อการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเม็ดเงินที่มาจากการท่องเที่ยวก็จะหายไปด้วย
สำหรับปีนี้ ธปท.ยังประเมินจีดีพีขยายตัวที่ 4.4% โดยเสถียรภาพเศรษฐกิจดี ภาพรวมเศรษฐกิจดีขึ้นแม้จะยังมีปัญหาการกระจายตัวแต่คาดว่าวัฏจักรเศรษฐกิจเริ่มต้นแล้วจะดีขึ้นต่อเนื่อง รถตุ๊กตุ๊กจะถูกอัพเกรดให้ความเร็วดีขึ้นและจะยิ่งดีหากมีเม็ดเงินจากอีอีซีเข้ามาหนุน โดยจีดีพีที่ระดับนี้ มองว่าสูงกว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันที่ประมาณ 3.5% แล้ว แต่ด้วยแรงหนุนต่างๆ ที่เข้ามา จากรัฐบาลและการลงทุนเอกชน รวมทั้งกำลังซื้อที่ปรับดีขึ้น การขยายตัวเศรษฐกิจไทยอาจจะเป็นไปตามเป้าหมายที่แผนยุทธศาสตร์ชาติวางไว้ว่าจะขยายตัวได้ 5% ซึ่งต้องติดตามในระยะต่อไป

