แม้บทสรุปที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะได้รับเลือกมาเป็นอันดับ 1 ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะมาจากพื้นฐานเก่าข้อมูลเก่าที่อิงอยู่กับ
1 การเลือกตั้งเมื่อเดือนมกราคม 2544
1 การเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2548 1 การเลือกตั้งเมื่อเดือนธันวาคม 2550 และ 1 การเลือกตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554
ยังไม่มีใครรู้ว่า ผลการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นอย่างไร
กระนั้น บทสรุปนี้ก็ได้กลายเป็น “ความเชื่อ” ที่ดำรงอยู่ในแวดวงทางการเมืองอย่างจำหลัก หนักแน่นยิ่ง
ไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองใด แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์
เชื่อได้เลยว่าแม้กระทั่งพรรคพลังประชารัฐซึ่งได้สมญาว่าเป็น “พลังดูด” อันแข็งแกร่งที่สุดในขณะนี้ก็ดำเนินการดูดบนพื้นฐานความเชื่อเช่นนี้จึงได้วางเป้าหมายไปยังพรรคเพื่อไทย
ตรงนี้ต่างหากที่เท่ากับเป็นการยอมรับโดยอัตโนมัติ
การยอมรับในบทบาทและความหมายที่ดำรงอยู่ของพรรคเพื่อไทยมิได้อยู่ที่การวางเป้าอยู่กับการจะทำทุกวิถีทางเพื่อดูดเพื่อดึงคนของพรรคเพื่อไทยมาให้ได้
ไม่ว่าจะใช้ “คดี” มาต่อรอง ไม่ว่าจะใช้ “เงิน” มาเป็นปัจจัย
บทบาท 1 ซึ่งไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาดก็คือ การพยายามต่อยอดนโยบายของพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย
เพียงแต่เรียกใหม่ว่าเป็น “ประชารัฐ”
ไม่ว่าจะมองผ่าน 1 รัฐบาล ไม่ว่าจะมองผ่านการเคลื่อนไหวของ “กลุ่มสามมิตร” เมื่อสัญจรออกไปพบประชาชนในแต่ละพื้นที่
สรุปได้เลยว่า เป็น “การก๊อป”
ไม่ว่าจะในเรื่องของ “โครงการ” ไม่ว่าจะในเรื่องของการทุ่ม “งบประมาณ” ลงไปด้วยความหวังว่าจะสามารถชนะใจชาวบ้านได้
เหมือนที่ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทยชนะมาแล้ว
อย่าได้แปลกใจเลยที่เมื่อคำพูดจากปาก นายเสนาะ เทียนทอง เดินทางไปถึงทำเนียบรัฐบาล ไม่ว่าจะในด้านที่คาดหมายว่าพรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส.กว่า 200
ไม่ว่าจะในด้านที่ไม่เชื่อว่าการสืบทอดอำนาจจะเป็นไปโดยราบรื่น
จึงสร้างความหงุดหงิด สร้างความไม่พอใจให้เป็นอย่างสูง เพราะในอีกด้านหนึ่งก็มีความเชื่อมั่นว่าผลงานและความสำเร็จตลอด 4 ปีน่าจะดีกว่า
โพลที่สำรวจมาก็คะแนนนำลิ่ว
ความหงุดหงิด ไม่พอใจ จึงไม่เพียงแต่เป็นการตอบโต้ไปยังพรรคเพื่อไทยอันเป็นปรปักษ์ทางการเมืองโดยตรง หากแต่ยังเป็นความหงุดหงิดต่อชาวบ้าน หากว่ายังมอบความไว้วางใจให้กับพรรคเพื่อไทยมากกว่าพรรคพลังประชารัฐ
เท่ากับคำพูดจากปาก นายเสนาะ เทียนทอง ทะลวงเข้าไปยังจุดอันเปราะบางอย่างที่สุดภายในทำเนียบรัฐบาล
ทั้งๆ ที่เป็นการพูดบนพื้นฐานแห่ง “รัฐธรรมนูญ”
ยิ่งการเลือกตั้งตามโรดแมปย่างสามขุมเข้ามาใกล้เพียงใด ความหงุดหงิด ไม่พอใจภายในทำเนียบรัฐบาลจะบังเกิดขึ้นอย่างชนิดรายวัน
เพราะนี่คือวิถีทางการเมืองอย่างธรรมดา ปกติ
การแบ่งสายในทางการเมืองจะค่อยๆ มีความแจ่มชัดขึ้น ไม่ว่าในทาง “ความคิด” ไม่ว่าในทาง “การเมือง” และที่สุดการตัดสินใจในการเลือกของ “ประชาชน” จะเป็นปัจจัยชี้ขาด
คำพูดของใครถูกต้อง คำพูดของใครไม่ถูกต้อง

