รายงาน : ‘บิ๊กขรก.’ยื่นทรัพย์สิน ‘ป้อง-ปราบ’โกงได้ผล?

3.11.18 | 13:00 น.

หมายเหตุ – ความเห็นกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกประกาศ เรื่องกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินตามมาตรา 102 พ.ศ. 2561 โดย ที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 234 (3) บัญญัติให้ ป.ป.ช.มีหน้าที่และอำนาจกำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะรวมทั้งตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลดังกล่าว

สดศรี สัตยธรรม

อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

ประกาศ ป.ป.ช.เรื่องการกำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของเจ้าหน้าที่รัฐมีการกำหนดให้ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐหลายตำแหน่งจะต้องดำเนินการยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะจะได้ป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การกำหนดให้ตำแหน่งที่สุ่มเสี่ยงต่อการคอร์รัปชั่นนั้นได้ยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมแล้ว แต่ที่น่าจะต้องทำก็คือตัว ป.ป.ช.เองก็ควรที่จะต้องแจ้งด้วยเช่นกัน โดยให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้ตรวจสอบ เพราะมันควรมีหน่วยงานที่สามารถตรวจสอบระหว่างกันเองได้ ขณะนี้ ป.ป.ช.ตรวจสอบหน่วยงานอื่นๆ ได้ แต่ไม่มีใครตรวจสอบ ป.ป.ช.ได้เลย การแสดงบัญชีทรัพย์สินก็ควรเปิดเผยให้ประชาชนได้รับทราบ บางตำแหน่งมันมีโอกาสที่จะได้อะไรขึ้นมาได้

Advertisement

หากว่าไม่มีการแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินว่าตอนก่อนเข้ามามีเท่าไรตอนออกจากตำแหน่งมีเท่าไร
ก็จะเป็นการเอาเปรียบตำแหน่งอื่นๆ ได้ แบบองค์กรอิสระคือโดนกันหมดคือต้องยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สิน


เกรียงไกร เธียรนุกุล

รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

เรื่องนี้หากมองในมุมของการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในหมู่ข้าราชการก็ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะในการคอร์รัปชั่นนั้นมักทำเป็นกระบวนการ และหลายครั้งจะมีข้าราชการระดับรองลงมาร่วมดำเนินการเป็นลักษณะแขนขา มีการชงกัน ตั้งเรื่องขึ้นมา และรู้กัน เพื่อร่วมกระทำผิด อย่างไรก็ตามแนวทางนี้อาจช่วยแก้ปัญหาได้ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะหลักสำคัญคือการสร้างจิตสำนึกในระบบราชการให้เกรงกลัวต่อกฎหมาย ขณะเดียวกันระบบการตรวจสอบโดยเฉพาะ ป.ป.ช.ก็ต้องมีประสิทธิภาพ มีกรอบเวลาชัดเจน ไม่ใช่เอื้อพวกพ้อง หรือเกรงกลัวผู้มีอำนาจ เพราะหลายคดีที่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก กว่าจะตรวจสอบ ดำเนินคดี ไปสู่ขั้นตอนตัดสิน ตลอดจนบทลงโทษที่ล่าช้า กว่าจะดำเนินการกับผู้กระทำผิดได้อาจเกษียณหรือเสียชีวิตไปแล้ว

ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์

ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย

วัตถุประสงค์ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่น่าจะส่งผลทางจิตวิทยามากกว่า ความเป็นจริง การจะทุจริตคอร์รัปชั่นขึ้นอยู่กับตัวบุคคลนั้นๆ ที่จะมีจิตสำนึกต่อสังคมและประเทศชาติแค่ไหน ตรงกันข้ามในความเป็นจริง จะกลายเป็นอุปสรรคและเพิ่มความยุ่งยาก เพราะกฎหมายได้ครอบคลุมไปถึงกรรมการภาคเอกชน ซึ่งทำให้ภาคเอกชนถอยที่จะเข้ามาเป็นกรรมการลดลงต่อเนื่อง และที่มีอยู่กำลังถอนตัว เพราะต้องมีการยื่นและชี้แจงต่างๆ น่าจะใช้การรณรงค์และปลุกจิตสำนึก แล้วทำ
บทลงโทษทางสังคมมาเป็นตัวป้องกัน และให้สังคมเป็นหู
เป็นตาในการชี้เบาะแสเพื่อให้นำคนทำผิดมาลงโทษ

ประมนต์ สุธีวงศ์

ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย)

ประกาศราชกิจจานุเบกษาเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สิน จะช่วยเตือนข้าราชการว่าทางหน่วยงานตรวจสอบมีข้อมูลที่จะเป็นหลักฐาน ถ้าทำอะไรที่ไม่ถูกไม่ต้อง หรือไม่โปร่งใส อาจจะถูกตรวจสอบได้ ก็ช่วยปรามได้ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามในประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับดังกล่าวนั้นบังคับใช้กับข้าราชการทุกประเภท รวมถึงข้าราชการพลเรือนด้วย แต่อาจจะจำกัดเฉพาะบางระดับขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม การยื่นบัญชีเป็นการแสดงหลักฐานว่ามีฐานะการเงินอย่างไรเมื่อกรอกข้อมูลเข้าทำงาน ซึ่งปกติก็จะเก็บไว้เฉยๆ ไม่ได้เปิดเผย นอกจากกรณีที่มีเรื่องถูกสอบสวน ก็จะต้องตรวจบัญชีทรัพย์สิน ซึ่งหากไม่สามารถอธิบายได้ในภายหลังจะลำบาก ซึ่งก็มองว่าช่วยเรื่องการทุจริตได้ โดยเฉพาะเรื่องการเตือนใจ ทั้งนี้ในต่างประเทศ บางประเทศก็มีให้ข้าราชการในหน่วยงานรัฐยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่บางประเทศก็ไม่มี

ยอดพล เทพสิทธา

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

เรื่องการทุจริตผมมองว่าจะยื่นหรือไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน มันไม่มีประโยชน์ถ้าวัฒนธรรมในระบบการบริหารราชการไม่เปลี่ยน เช่น เรื่องการจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อแลกความสะดวกสบายต่างๆ ทั้งนี้การที่กฎหมายบังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินมันก็เป็นเรื่องสมควรในระดับหนึ่งเป็นเจตนาที่ดี แต่ถ้าถามว่าจะป้องกัน
การทุจริตได้หรือไม่นั้น ผมมองว่ามันก็น่าจะไม่ได้อย่างเต็มที่ เพราะการยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินเป็นการยื่นขณะที่ดำรงตำแหน่ง ทีนี้ทรัพย์สินที่ได้เพิ่มขึ้นมาบางทีมันไม่ได้เพิ่มขึ้นมาในฐานะของที่มันมีทะเบียน เช่น ได้รับเป็นเงินสด มาเก็บใส่ตู้เซฟไว้พอพ้นตำแหน่งค่อยเอามาใช้ นอกจากนี้ ก็ยังมีเรื่องเทคนิคการตกแต่งบัญชีทรัพย์สินมีเยอะ

ส่วนของผู้บริหารท้องถิ่นที่เพิ่มเข้ามา ถ้าเรามองดูในส่วนของการกระจายอำนาจ ในตัวของกฎหมายเกี่ยวกับการกระจายอำนาจจะมีหลายตัวที่มันยังค่อนข้างหลวม เพราะเราให้โอกาสผู้นำในท้องถิ่นสามารถประกอบธุรกิจได้ตราบใดที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับท้องถิ่น แต่ถามว่าเป็นไปได้ไหม คำตอบคือมันเป็นไปไม่ได้ถ้าดูผู้บริหารท้องถิ่นในความเป็นจริง หลายคนเป็นพ่อค้า เป็นนักธุรกิจในธุรกิจในท้องถิ่นบ้าง แล้วต้องเข้าใจด้วยว่าเงินเดือนของผู้บริหารท้องถิ่นมันไม่ได้เยอะขนาดที่จะต้องเลิกกิจการหรือหยุดกิจการที่ทำมาเป็นผู้บริหารท้องถิ่นอย่างเดียว แล้วมันจะอยู่ได้ ดังนั้นถามว่าเป็นไปได้ไหมที่การยื่นบัญชีทรัพย์สินจะช่วยป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ในเมื่อกฎหมายไม่ได้ห้ามการทำธุรกิจทำให้บัญชีมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา ดังนั้น การยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินมันก็ดีในระดับหนึ่ง แต่อย่าไปคาดหวังว่ามันจะป้องการทุจริตคอร์รัปชั่นได้

กรณีการประกาศ ป.ป.ช.ให้ผู้ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยาของผู้บริหารระดับสูง ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วย แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสก็ตามนั้นมองว่า ในความเป็นจริงมันนิยามไม่ได้ว่าการอยู่กินฉันสามีภรรยาในทางพฤตินัยเราจะนิยามมันแค่ไหน บางคนอยู่ด้วยกัน บางคนไม่ได้อยู่ด้วยกัน บางคนมีบุตรด้วยกันแต่ไม่ได้จดทะเบียนรับรองบุตร ตรงนี้ผมมองว่ามันเป็นการนิยามค่อนข้างกว้าง กรณีที่เป็นสามีภรรยาเปิดเผยแต่ไม่จดทะเบียนหรือจดทะเบียนหย่าด้วยเหตุผลทางการเมือง ต้องไม่ลืมว่าเป็นเรื่องที่ทำกันมาและทำได้อยู่แล้ว

ดังนั้น ถ้าจะแก้ปัญหาการทุจริตจริงๆ ต้องเริ่มตั้งแต่วัฒนธรรมในระบบของเราตั้งแต่พื้นฐาน ทั้งการทำงานของระบบราชการ ที่ต้องปฏิรูประบบการทำงานของระบบราชการไม่ใช่ตัวบุคคลให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน เพื่อไม่ให้เกิดการใช้เงินเพื่อให้อำนวยความสะดวก