แม้ในเบื้องต้นจะแลเหมือนว่าทุกอย่างดำเนินไปแบบสะดวกดาย ไม่น่ามีอะไรซับซ้อน หากแต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ ที่ต้องอธิบายความกลับยากยิ่ง
ดังที่ทราบว่าเบื้องต้นการประชามติวันที่ 7 สิงหาคม มีเพียง 2 คำถาม
หนึ่ง รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานกรรมการร่างฯ
หนึ่ง เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำถามของ สนช.ที่ว่า จะให้อำนาจ ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่
หากแต่เมื่อทั้งร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงเคลื่อนเข้าสู่กระบวนการประชามติ กลับพบความสับสนในการทำความเข้าใจ
เป็นความสับสนทั้งคนที่อยู่ในประเทศ และคนที่อยู่นอกประเทศ
สับสนทั้งคนในชาติ และคนต่างชาติ
ทุกอย่างจึงหวังพึ่งกระบวนการสื่อสารเพื่อความเข้าใจ
ขณะนี้ คสช.และแม่น้ำ 5 สายต่างตระหนักถึงกระบวนการทำความเข้าใจ
นับตั้งแต่ที่ คสช.มอบหมายให้ฝ่ายทหารช่วยรณรงค์ให้ประชาชนรับรู้เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ
จากนั้นประสานงานกับ กกต.ในฐานะเจ้าภาพการจัดทำประชามติ ให้ประชาสัมพันธ์เนื้อหาที่ต้องทำประชามติ
ทั้งเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ และเนื้อหาของคำถามพ่วง
แต่การอธิบายความเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.ไม่อนุญาตให้ สนช.ตอบคำถามแทน
เช่นเดียวกับการอธิบายเรื่อง “คำถามพ่วง” กรธ.ก็จะไม่เข้าไปยุ่ง
และเมื่อทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการทำความเข้าใจ ข้อสงสัยเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงก็พรั่งพรู
ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศโดย นายนรชิต สิงหเสนี
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศชี้แจงให้แก่ทูตและตัวแทน
สถานทูต รวม 47 ประเทศรับทราบ
หลังจากมีคำชี้แจง ทูตและตัวแทนทูตกลับสงสัยเนื้อหาในบทเฉพาะกาล
สงสัยถึงการกำหนดบทบาทของสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 250 คนที่ระบุไว้ในบทเฉพาะกาล
คำถามของทูต และตัวแทนทูต อาจตีความได้ว่า เป็นคำถามที่ชาวต่างชาติยังไม่เข้าใจร่างรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ยังมีคนไทยในต่างแดนที่ทราบรายละเอียดการทำประชามติน้อยนิด
ผลจากการรับทราบข้อมูลไม่เพียงพอ ย่อมส่งผลต่อการตัดสินใจยอมรับหรือไม่ยอมรับ
และอาจรวมไปถึงการตัดสินใจออกไปลงประชามติด้วย
ส่วนข้อสงสัยในเมืองไทย ทาง กรธ.ไม่ได้ลงไปชี้แจงทำความเข้าใจด้วยตัวเองในทุกพื้นที่
กรธ.รู้สึกว่าหากเดินทางไปชี้แจง อาจไม่ได้รับการต้อนรับจากประชาชนในบางพื้นที่
กรธ.รู้สึกเสี่ยง และไม่แน่ใจในความปลอดภัย
กรธ.จึงเสนอแนวทางประชาสัมพันธ์ โดยหารือกับกลไกหน่วยราชการ
เสนอให้ใช้ อสม. กรรมการหมู่บ้าน อปพร. เป็นช่องทางการถ่ายทอด
มีการจัดอบรม โดยเรียกว่า “ครู ก.” แล้วให้ครู ก. ไปถ่ายทอดให้ “ครู ข.” และครู ข. จะนำเอาเนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญไปเผยแพร่แก่ชาวบ้านต่อไป
น่าสังเกตว่า กระบวนการดังกล่าวทำให้มีการสื่อสารหลายขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอนการสื่อสารอาจเกิดบิดเบือนเนื้อหาสาระได้
ยิ่งการอบรม “ครู ก.” และ “ครู ข.” ซึ่งไม่ใช่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ย่อมเสี่ยงต่อความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญ
หากผู้ถ่ายทอดเข้าใจไปอย่างหนึ่ง แต่ กรธ.เข้าใจไปอีกอย่างหนึ่ง
โอกาสจะยุ่งยากในอนาคตย่อมมี
ยิ่งเมื่อ พ.ร.บ.ประชามติออกประกาศใช้ และมีบทบัญญัติอย่างมาตรา 61 ที่จำกัดสิทธิในการอภิปรายเกี่ยวกับร่าง รธน.
ยิ่งมีผลต่อกระบวนการทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วง
ต่อมา กกต.ได้หารือและออกกฎ 6 ข้อทำได้ 8 ข้อห้ามทำขึ้น ประกอบด้วย
สิ่งที่ประชาชนทำได้ 6 ข้อ คือ
1.ศึกษาค้นคว้าข้อมูลร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติมจากเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลแสดงความเห็น
2.แสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพ
3.แสดงความเห็นด้วยข้อมูลที่ชัดเจน
4.นำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยเพื่อแสดงความเห็น แต่ควรตรวจสอบความถูกต้องของงานวิจัยด้วย
5.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อเพื่อแสดงความเห็นพร้อมเหตุผล
6.การโพสต์ข้อมูล ความเห็นในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือการแชร์ข้อมูลโดยไม่แสดงความเห็นเพิ่มเติม
ส่วนสิ่งที่ทำไม่ได้ 8 ข้อ ประกอบด้วย
1.การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความเท็จหรือก้าวร้าวรุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่
2.การโพสต์ หรือแชร์ ข้อความเท็จ หรือก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดมหรือข่มขู่
3.การทำหรือส่งสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายที่ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่
4.จัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชน ตามกฎหมายเข้าร่วม และมีเจตนาปลุกระดมทางการเมือง
5.ชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขาย การแจกจ่ายสิ่งของในลักษณะรณรงค์เพื่อปลุกระดม
6.การใช้เอกสารใบปลิวหรือแผ่นพับ ที่มีข้อความเท็จหรือก้าวร้าวรุนแรง หยาบคาย หรือปลุกระดมทางการเมือง
7.การรายงานข่าวหรือจัดรายการทางสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดม
และ 8.รณรงค์เพื่อให้คล้อยตามในการออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีลักษณะปลุกระดมหรือขัดขวางการออกเสียง
การออกกฎเหล็กเช่นนี้ ทำให้กลุ่มเห็นต่างจากร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงเป็นกังวล
จากวันนี้ไปถึงวันที่ 7 สิงหาคม หากจะให้การทำประชามติเห็นผล ประชาชนผู้มีสิทธิจำเป็นต้องผ่านกระบวนการรับรู้ทั้งเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วง
และจากการรับรู้ จึงจะไปถึงขั้นการตรึกตรอง ก่อนจะตัดสินใจรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ
เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำถามพ่วง
อย่างไรก็ตาม จากปรากฏการณ์ที่ดำรงอยู่ เกิดคำถามว่า
เส้นทางดังกล่าว คสช.จะทำได้ครบถ้วนสำเร็จแค่ไหน
ทั้งนี้เพราะประการแรก การชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญเป็นการชี้แจงผ่าน “ครู ก.” และ “ครู ข.”
เท่ากับว่า คนร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ชี้แจง แต่คนชี้แจง คือคนที่ไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญ
ประการที่สอง การยับยั้งกลุ่มเห็นต่างอย่างเข้มงวดเกินไป อาจทำให้สังคมไม่มีข้อซักถาม ขาดการอธิบายซ้ำๆๆ ซึ่งเป็นกระบวนการทำความเข้าใจ
และหากไม่รับรู้ ไม่เข้าใจ การตัดสินใจย่อมต้องใช้ปัจจัยอื่นที่นอกเหนือจากเนื้อหา
การประชามติอาจจะใช้ความรู้สึกอยาก “เลือกตั้ง”
การประชามติอาจจะใช้ความรู้สึก “ชอบ” หรือ “ไม่ชอบ”
ผู้ยกร่าง
การประชามติอาจจะใช้ความรู้สึกอื่นๆ ที่มิใช่เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วง
การใช้ความรู้สึกลงประชามติจึง ขึ้น-ขึ้น ลง-ลง มิอาจคาดเดาอะไรได้
ประชามติวันที่ 7 สิงหาคม จึงยังคงต้องลุ้น
รับหรือไม่รับ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย…ด้วยใจระทึก

