หมายเหตุ – รายละเอียดส่วนหนึ่งของรายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปีที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2560-12 กันยายน 2561 จำนวน 421 หน้า ที่รัฐบาลจะต้องรายงานต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตามกฎหมาย
รายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปีที่ 4 ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2560-12 กันยายน 2561 เป็นการรวบรวมผลการดำเนินงานของรัฐบาลตามที่ได้แถลงไว้ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก่อนเข้าทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน เป็นการรายงานต่อเนื่องจากรายงานผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบปีที่ 1-รอบปีที่ 3 รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้เป็นข้อมูลที่ถูกต้องแก่สมาชิก สนช.และสร้างการรับรู้แก่สาธารณชน รวมทั้งเพื่อประโยชน์ ในการค้นคว้าอ้างอิง ศึกษาเปรียบเทียบหรือติดตามผลการดำเนินงานของรัฐบาลต่อไป
ทั้งนี้ ในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลได้นำยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศว่าด้วยการเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา มาเป็นหลักสำคัญ และยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นความพอดี พอสม พอควรแก่ฐานะ ความมีเหตุมีผล และการมีภูมิคุ้มกัน มาเป็นแนวคิดในการดำเนินการภายใต้หลักการ “ทำก่อน ทำจริง ทำทันที” เพื่อเป้าหมาย “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหล้ง ในรอบ 4 ปี ของการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐบาลได้เดินหน้าแก้ไขปัญหาที่สำคัญต่างๆ ของประเทศในระยะยาว โดยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) ขึ้น เป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทย และจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศด้านต่างๆ เพื่อให้การพัฒนาประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างต่อเนื่อง
สาระสำคัญของรายงานฉบับนี้ได้เน้นให้เห็นผลการดำเนินงานที่สำคัญของรัฐบาลในช่วงปีที่ 4 แบ่ง ออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย (1) ผลการดำเนินงานสำคัญของรัฐบาล (2) ผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล 11 ด้าน ตามที่ได้แถลงต่อ สนช. และ (3) การวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว สรุปได้ดังนี้
ส่วนแรก : ผลการดำเนินงานที่สำคัญของรัฐบาลในช่วงปีที่ 4
การดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงปีที่ 4 ได้แก้ไขปัญหาที่สำคัญของประเทศ โดยมีแนวทางและมาตรการที่ทั้งดำเนินการต่อเนื่องมาจากปีที่ผ่านมาและการริเริ่มใหม่ อาทิ การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
รัฐบาลได้ดำเนินการพัฒนาจิตสำนึกและสร้างความเข้มแข็งของกลไกต่อต้านการทุจริต โดยการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการพัฒนาระบบราชการให้เกิดความโปร่งใส หลักเกณฑ์ และมาตรการป้องกันและปราบปราม
การกระทำอันเป็นการขัดต่อผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนร่วม รวมไปการอบรมเชิงปฏิบัติการเครือข่าย (MOC Watch Dog) เฝ้าระวังการทุจริตในองค์กร โดยร่วมมือกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) นอกจากนี้ ในโครงการลงทุนก่อสร้างของภาครัฐได้ดำเนินการภายใต้ “โครงการความโปร่งใสในงานก่อสร้างภาครัฐ” (Construction Sector Transparency Initiative: CoST) เป็นการริเริ่มโดย Department for International Development ของสหราชอาราณาจักรภายใต้การสนับสนุนจากธนาคารโลก โดยในปีงบประมาณ พ.ศ.2561 มีโครงการก่อสร้างภาครัฐที่เข้าร่วมโครงการ CoST จำนวน 147 โครงการ คิดเป็นมูลค่าร่วมก่อสร้าง 113,665 ล้านบาท โดยมีโครงการเปิดเผยข้อมูลในระบบ CoST แล้ว 120 โครงการ โดยการเปิดเผยข้อมูลส่วนร่วมอยู่ในระดับที่น่าพอใจ เฉลี่ยร้อยละ 82.81
ทั้งนี้ การจัดอันดับล่าสุดของ The Corruption Perceptions Index (CPI) องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) ได้ประกาศผลคะแนนค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perception Index: CPI) ประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งในการสำรวจได้อาศัยการประเมินจาก 13 แหล่งดัชนี ซึ่งประเทศไทยได้รับคะแนน 37 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 96 จากประเทศที่เข้าร่วมทั้งหมด 180 ประเทศ โดยเป็นระดับคะแนนที่เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ที่มีคะแนน 35 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 101 จาก 176 ประเทศ
ส่วนที่สอง : ผลการดำเนินการตามแนวนโยบายรัฐบาล 11 ด้าน
การดำเนินการตามแนวนโยบายทั้ง 11 ด้านนั้น นอกจากดำเนินตามความจำเป็นเร่งด่วน การแก้ไขปัญหาที่สั่งสมคั่งค้าง และการมุ่งเน้นประเด็นหลักเพื่อวางรากฐานสำหรับการพัฒนาในระยะยาว โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญในแต่ละนโยบาย อาทิ
– นโยบาย การลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และการสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐ
รัฐบาลได้ดำเนินการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานของรัฐให้แก่ประชาชน ในแต่ละกลุ่มและช่วงวัย เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ โดยดำเนินการใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ (1)การเร่งสร้างโอกาส การมีอาชีพ และการมีรายได้ที่มั่นคง เพื่อให้คนไทยทุกคนได้มีงานทำและมีรายได้ (2)การป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ แรงงานต่างด้าว คนขอทาน (3)การพัฒนาระบบการคุ้มครองทางสังคม ซึ่งให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูง อายุ เด็ก สตรี คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส (4)การพัฒนาระบบการออมและพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนเพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในช่วงวัยหลังเกษียณ และ (5)การจัดระเบียบสังคม สร้างมาตรฐานด้านคุณธรรม จริยธรรม เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีและความสงบสุขในการอยู่ร่วมกันในสังคม
– นโยบาย การเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ
รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายด้านการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ประเทศ มีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่มั่นคง สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในตลาดโลก ผลักดันให้ประเทศได้รับการยอมรับจากนานาประเทศทั่วโลก รวมทั้งให้ความสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และควบคู่กับการทำให้ประชาชนในประเทศมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความเท่าเทียมกันในการครองชีพ โดยประชาชนต้องสามารถเข้าถึงระบบสาธารณูปโภคและระบบคมนาคมขนส่งได้อย่างทั่วถึง กระจายรายได้ให้แก่ประชาชนทุกระดับอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
อาทิ การดูแลเกษตรกร รัฐบาลได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มต่างๆ ประกอบด้วย ผู้ปลูกข้าว เช่น โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2561 มีกรอบวงเงินในการอุดหนุนเบี้ยประกันภัย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,841,10 ล้านบาท ผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 30 กันยายน 2561 โดยมีพื้นที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 27.60 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 91.99 ของพื้นที่เป้าหมายสูงสุด 30 ล้านไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการ จำนวน 1.92 ล้านราย และโครงการส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ (อินทรีย์ 1 ล้านไร่) มีเกษตรกรเข้าร่วม 28,749 ราย จำนวน 308,103.98 ไร่ ผู้ปลูกยางพารา เช่น โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อรวบรวมยางมีกรอบวงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท โดยมีสหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกร และกลุ่มวิสาหกิจชุมนุมเข้าร่วมโครงการ จำนวน 510 แห่ง วงเงินขอกู้ 5,055,45 ล้านบาท เป็นต้น
– การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
รัฐบาลได้ปรับปรุงประมวลกฎหมายที่ล้าสมัย ไม่เป็นธรรม ให้มีความทันสมัย มีมาตรฐานตามหลักสากล และเป็นธรรม สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในทุกด้าน โดยแบ่งกลุ่มกฎหมายออกเป็นกลุ่มต่างๆ 7 กลุ่ม ได้แก่
(1)กลุ่มกฎหมายด้านเศรษฐกิจ (2)กลุ่มกฎหมาย ที่ออกตามพันธกรณีระหว่างประเทศ (3)กลุ่มกฎหมายที่ลดความเหลื่อมล้ำ (4)กลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับสวัสดิการและมนุษยธรรม (5)กลุ่มกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาสังคมและวัฒนธรรม (6)กลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงและการรักษาความสงบเรียบร้อย และ (7)กลุ่มกฎหมายเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีกฎหมายสำคัญที่ดำเนินการแล้วเสร็จ เช่น พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง
ของรัฐ พ.ศ.2561 พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ.2561 พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ.2561 เพื่อส่งเสริมเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ.2481 พ.ศ.2561
เพื่อแก้ไขปัญหาการทางการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing: IUU Fishing) เป็นต้น
ส่วนที่สาม : การวางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว
นอกเหนือจากการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลในช่วงปีที่ 4 ที่รัฐบาลได้วางรากฐานการพัฒนาประเทศในระยะยาว โดยการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อเป็นกรอบในระยะยาว และการปฏิรูปประเทศในด้านที่สำคัญโดยต่อยอดการดำเนินงานของ สปช. และ สปท.ให้เป็นรูปธรรม เพื่อปรับโครงสร้างปัจจัยพื้นฐานสำคัญในด้านต่างๆ ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 20 ปี ดังนี้
3.1 การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการวางรากฐานการพัฒนาให้กับประเทศในระยะยาว จึงได้ตรา พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 เพื่อกำหนดกระบวนการจัดทำและการรับฟังความคิดเห็นในการจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลัก
ธรรมาภิบาล รวมทั้งเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่างๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการ เพื่อผลักดันไปสู่เป้าหมาย โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้แต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้าน คือ (1)คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ด้านความมั่นคง (2)คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (3)คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ (4)คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม (5)คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ (6)คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ
ทั้งนี้ เพื่อจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติในด้านที่รับผิดชอบ ดำเนินการรับฟังความคิดเห็น และเสนอร่างยุทธศาสตร์ชาติ ตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 โดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คณะรัฐมนตรี และ สนช.ได้พิจารณาตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.จัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2560 และร่างยุทธศาสตร์ชาติได้รับความเห็นจาก สนช.เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และต่อมาเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2561 ได้มีพระราชโองการ ประกาศให้ใช้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ.2561-2580)
3.2 การจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศ
รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยได้มีการตราพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ.2560 เพื่อกำหนดวิธีการจัดทำแผน การมีส่วนร่วมของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ การวัดผลการดำเนินการ และระยะเวลาดำเนินการ ปฏิรูปประเทศทุกด้านให้มีความชัดเจน ซึ่งต่อมาได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศเพื่อดำเนินการจัดทำแผนการปฏิรูปประเทศตาม
พระราชบัญญัติดังกล่าว จำนวน 11 ด้าน ประกอบด้วย
(1)ด้านการเมือง (2)ด้านการบริหารราชการ (3)ด้านกฎหมาย (4)ด้านยุติธรรม (5)ด้านเศรษฐกิจ (6)ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (7)ด้านสาธารณสุข (8)ด้านสื่อสารมวลชนเทคโนโลยีสารสนเทศ (9)ด้านสังคม (10)ด้านพลังงาน และ (11)ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
สำหรับอีก 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการศึกษา และด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ และมีกรอบระยะเวลาการดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ สำหรับแผนการปฏิรูปประเทศ 11 ด้านได้ดำเนินการจัดทำแล้วเสร็จตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติดังกล่าว และประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี (พ.ศ.2561-2565)

