เผยรายละเอียด3กม.ลูก เปิดทางนิรโทษ‘กัญชา’

22.02.19 | 13:45 น.

หมายเหตุ – สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดการประชุมชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายลำดับรองที่ออกตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 โดยเป็นการประชุมแบบกลุ่มสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือโฟกัสกรุ๊ป เกี่ยวกับประเด็นร่างกฎหมายลูก 3 ฉบับ เกี่ยวกับการนิรโทษผู้ครอบครองกัญชา 90 วัน ซึ่งเป็นการสอบถามความคิดเห็นก่อนนำเสนอเข้าสู่คณะกรรมการยาเสพติดให้โทษ ที่มีการเพิ่มสัดส่วนกรรมการใหม่ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เพื่อพิจารณาขอมติก่อนประกาศใช้สัปดาห์หน้า


นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์
เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

หลังจาก พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 ทาง อย.ได้จัดทำร่างอนุบัญญัติ เพื่อมารองรับ พ.ร.บ.ดังกล่าว มีทั้งหมด 8 ฉบับ คือ 1.ร่างกฎกระทรวง การขออนุญาต และการอนุญาต ผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองยาเสพติดให้โทษ ในประเภท 5 เฉพาะกัญชา 2.ร่างประกาศ สธ.กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย และหมอพื้นบ้าน ที่สามารถปรุงและสั่งจ่ายตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ 3.ร่างประกาศ สธ.กำหนดตำรับยาที่อนุญาตให้เสพเพื่อรักษาโรคได้ 4.ร่างประกาศ สธ. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข กรณีผู้ใดมีไว้ในครอบครองกัญชา เพื่อใช้รักษาโรค/ศึกษาวิจัย ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดฯมีผลใช้บังคับ ให้ไม่ต้องรับโทษ เรียกว่าเป็นบทนิรโทษกรรม

5.ร่างประกาศคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษ กำหนดแบบบัญชีรับจ่าย และรายงานยาเสพติดประเภท 5 6.ร่างกฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไข การขออนุญาตโฆษณายาเสพติดให้โทษประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ 7.ร่างประกาศคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษกำหนดฉลาก และเอกสารกำกับ คำเตือน ข้อควรระวังการใช้ตำรับยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ และ 8.ร่างประกาศคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษ การแสดงความจำนงและการตรวจสอบผู้แสดงความจำนงเป็นผู้รับอนุญาต
โดยวันนี้ อย.ได้จัดประชุมชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศ ที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษการครอบครองกัญชา ซึ่งก็คือ ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข กรณีผู้ใดมีไว้ในครอบครองกัญชา เพื่อใช้รักษาโรค/วิจัย ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ใช้บังคับ โดยร่างประกาศนี้จะแบ่งออกเป็นร่างย่อย 3 ฉบับเพื่อง่ายต่อการดำเนินการ ดังนี้

1.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การแจงการมีไว้ในครอบครองกัญชา สำหรับผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 26/5 และบุคคลอื่นที่มิใช่ผู้ป่วยตามมาตรา 22(2) ก่อนพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ใช้บังคับให้ไม่ต้องรับโทษ พ.ศ. … ซึ่งร่างประกาศนี้จะเกี่ยวข้องกับองค์กร หน่วยงานวิจัย มหาวิทยาลัยต่างๆ แพทย์ผู้ประกอวิชาชีพ ทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทย ที่มีการครอบครองกัญชา เพื่อการวิจัยและใช้กัญชาทางการแพทย์

Advertisement

2.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข สำหรับผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคเฉพาะตัว ก่อนพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ใช้บังคับ ให้ไม่ต้องรับโทษ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นร่างประกาศสำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้กัญชา โดยต้องมีแพทย์รับรอง ซึ่งต้องเป็นไปตามกฎหมายที่กำหนด แต่ระหว่างนี้ผู้ป่วยสามารถใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ต่อไปได้จนกว่าจะเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายใหม่ และ 3.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เกี่ยวกับการส่งมอบและการทำลายกัญชาที่ได้รับมอบจากบุคคล ซึ่งไม่ต้องรับโทษ ตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 ซึ่งในกลุ่มบุคคลอื่นๆ ก็จะอยู่ในกลุ่มนี้ โดยกลุ่มนี้หากมาแจ้งการครอบครอง จำเป็นต้องถูกยึดของกลางเพื่อรอทำลาย จากนั้นหากจะขออนุญาตครอบครองก็ต้องเข้าข่ายตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในการชี้แจงวันนี้จะมีการรวบรวมความคิดเห็นเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษที่เพิ่มสัดส่วนกรรมการใหม่อีก 8 ท่านตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับใหม่กำหนด ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้แทนจากกรมสุขภาพจิต กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สภาการแพทย์แผนไทย แพทยสภา และสภาเภสัชกรรม โดยจะประชุมพิจารณาร่างประกาศนิรโทษการครอบครองกัญชาในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2562

ภญ.ศรัณยา ชวนิชย์
เภสัชกรชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

สําหรับร่างประกาศทั้ง 3 ฉบับเป็นการจัดทำตามบทบัญญัติมาตรา 22 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยาเสพติดให้โทษฯ โดยระบุว่า ผู้ใดมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย การใช้รักษาโรคเฉพาะตัว หรือการศึกษาวิจัยอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ไม่ต้องรับโทษสำหรับการกระทำนั้น เมื่อดำเนินการ ดังต่อไปนี้ 1.ให้ผู้มีคุณสมบัติตาม ม.26/5 ยื่นคำขอรับใบอนุญาตภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ ถ้าไม่ได้รับอนุญาต ให้ยาเสพติดตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อทำลาย 2.กรณีนอกจากข้อ 1.ให้แจ้งต่อเลขาธิการ อย. ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ ได้แก่ ผู้ป่วย ให้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการ สธ.กำหนด และบุคคลอื่น เมื่อแจ้งแล้วให้ยาเสพติดตกเป็นของ สธ. หรือให้ทำลาย ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนด

อย่างไรก็ตาม จากบทบัญญัติดังกล่าว ได้จัดทำร่างประกาศ สธ. เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข กรณีผู้ใดมีไว้ในครอบครองกัญชา เพื่อใช้รักษาโรค/วิจัย ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ ใช้บังคับ ไม่ต้องรับโทษ (บทนิรโทษกรรม ตามมาตรา 22) แบ่งออกเป็น 3 ฉบับ สำหรับ 3 กลุ่มที่ครอบครองกัญชา ดังนี้

ฉบับที่ 1 กลุ่มที่ 1 มีโอกาสได้รับใบอนุญาต เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายในมาตรา 26/5 ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ การศึกษาวิจัย โดยต้องแจ้งการครอบครอง ซึ่งจะเป็นหน่วยงานรัฐ ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม สัตวแพทย์ชั้น 1 แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้านตามกฎหมาย หรือสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่มีหน้าที่จัดการเรียนการสอนเกี่ยวกับการแพทย์ ส่วนผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน ก็จะอยู่ในข่าย เป็นต้น

ฉบับที่ 2 กลุ่มที่ 2 เป็นหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขสำหรับผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคเฉพาะตัว โดยสาระสำคัญ ได้กำหนดกัญชาที่มีอยู่ในครอบครองจะต้องอยู่ในลักษณะที่เป็นตำรับยา หรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมใช้ และให้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้รักษาโรคเฉพาะตัว ให้แสดงเอกสารจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม วิชาชีพด้านการแพทย์แผนไทย ผู้ประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทยประยุกต์ คือ ให้ผู้ป่วยไปขอหนังสือรับรองจากแพทยืกลุ่มนี้ว่า เป็นโรค ไม่ว่าเป็นโรคอะไรก็ตาม จะสามารถขอได้ และให้แจ้งการมีไว้ครอบครองภายใน 90 วัน และให้ใช้กัญชาดังกล่าวต่อไปได้

ส่วนปริมาณที่มีไว้ในครอบครองต้องเหมาะสมกับโรค โดยจะมีการพิจารณาจากเอกสารหลักฐาน ซึ่งก็หวังว่าภายใน 90 วัน จะมีกัญชาที่มีคุณภาพเพียงพอออกมา หรือหากยังไม่มีกัญชาจากหน่วยงานใดออกมา ก็ยังสามารถใช้ต่อไปได้จนกว่าจะมีกัญชาที่มีคุณภาพจากหน่วยงานรัฐออกมา ซึ่งก็จะมีใบอนุญาตออกให้นั่นเอง

ฉบับที่ 3 กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีคุณสมบัติตาม 2 ข้อข้างต้น คือ ไม่ใช่ผู้ป่วย และไม่ใช่กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ การรักษาผู้ป่วย โดยกลุ่มนี้เมื่อแจ้งการครอบครองจะต้องส่งมอบให้เจ้าหน้าที่เพื่อทำลาย โดยสามารถแจ้ง ณ สถานที่ที่เขาอยู่ ก็จะมีหนังสือให้ ซึ่งกลุ่มนี้หากมาแจ้งก็จะไม่ได้รับโทษเช่นกัน และหากจะขออนุญาตอีกก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

อย่างไรก็ตาม การแจ้งการครอบครองต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ จะแบ่งเป็นกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยกรุงเทพฯให้แจ้งการครอบครองที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ส่วนต่างจังหวัดให้แจ้งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด โดยแต่ละพื้นที่ก็จะมีคณะกรรมการตรวจรับ และจากนั้นท่านที่มาแจ้งก็จะได้รับเอกสาร หลักฐานที่แสดงว่าท่านไม่มีความผิด เป็นหลักเกณฑ์ตามมาตรา 22 ว่า เมื่อดำเนินการแล้วก็จะไม่ต้องรับโทษสำหรับการดำเนินการที่แล้วมา ส่วนการทำลายของกลาง ก็จะมีคณะกรรมการในการพิจารณาการทำลายอีกเช่นกัน เพื่อความโปร่งใส

ภก.อนันต์ชัย อัศวเมฆิน
อาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ และอนุบัญญัติต่างๆ เป็นเพียงกฎระเบียบ แต่สิ่งที่พวกเราอยากได้ คือ ขั้นตอน กระบวนการ และองค์กรที่จะมาดำเนินการในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่ นำไปสู่การใช้กัญชาทางการแพทย์ได้อย่างสมบูรณ์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ออกมา โดยต้องดูสถานการณ์ให้เหมาะสมกับประเทศไทย และต้องทำให้ทันใน 90 วัน ของการนิรโทษ มิเช่นนั้นห่วงโซ่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์กัญชา ผลิตภัณฑ์กัญชาที่มีอยู่แล้วในใต้ดินที่จะนำมาใช้ ก็จะไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนไข้ คนไข้ก็จะขาดตอนในการรักษาระหว่างรอระบบใหม่

มาตรการในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใหม่ การกำกับดูแลไม่จำเป็นต้องใช้กฎหมายอย่างเดียว อาจเป็นกลไกการสนับสนุนที่ต้องร่วมมือกันในทุกๆ ฝ่าย ภายใต้กรอบกฎหมาย ยกตัวอย่าง มีองค์กรหนึ่งขึ้นมาเพื่อให้ผู้ผลิตใต้ดินขึ้นมาอยู่ร่วมกัน แล้วตรวจวิเคราะห์ดูว่า สิ่งที่ผลิตมาได้มาตรฐานหรือไม่ ถ้าได้มาตรฐานก็ใช้ในคนไข้ต่อไปได้ ระหว่างรอเข้าสู่ระบบใหม่ ซึ่งก็ไม่ได้ผิด
กรอบกฎหมาย ซึ่งควรจะต้องเร่งสร้างใน 90 วัน ให้ทัน เพราะ พ.ร.บ.ออกมาบังคับใช้แล้ว