หมายเหตุ : นักวิชาการวิเคราะห์เทียบฟอร์มผู้สมัครชิงหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เหมาะสม
กับสถานการณ์การเมืองที่จะนำพาพรรค ปชป.กลับมารุ่งเรือง ได้หรือไม่ อย่างไร

สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง
แคนดิเดตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แต่ละคนมีจุดเด่นแตกต่างกัน นายกรณ์ จาติกวณิช มีความน่าเชื่อถือเรื่องเศรษฐกิจ นายจุรินทร์ ลักษณะวิศิษฏ์ อาจไม่มีจุดเด่นเรื่องนโยบาย แต่เป็นที่ไว้วางใจของผู้อาวุโสในพรรค และมีภาพของนักการเมืองน้ำดี นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ความเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่ประสบความสำเร็จ ได้รับเลือกตั้ง 2 ครั้ง ยังคงอยู่ในความทรงจำของประชาชน และสำหรับคนรุ่นใหม่อาจ
มองว่านายอภิรักษ์เป็นน้ำใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มีความเป็นประชาธิปัตย์ในแนวคนกรุงเทพฯ สายตาของผู้คนที่มองเข้าไป ก็เห็นว่าเขาเป็นแนวหน้าเกรดเอของพรรคคนหนึ่ง เพราะมีประสบการณ์การเป็น ส.ส.มายาวนาน
อย่างไรก็ตาม แม้ตัวเขาอาจไม่เคยมีเรื่องเสียหาย แต่ก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น ดังนั้น ด้วยคุณสมบัติถือว่าทั้ง
4 คนมีความเหมาะสมแตกต่างกันไป และคิดว่าผู้ออกเสียงที่เป็น ส.ส. มีเสียงเป็นใหญ่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์
คงตัดสินใจเลือกตามสถานการณ์ นอกจากนี้ ผู้จะมาเป็นเลขาธิการพรรคก็คงมีส่วนต่อการตัดสินใจด้วย เพราะรู้กันอยู่แล้วว่า ส.ส.นั้นมีก๊ก เช่น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน มี ส.ส.ภาคกลางอยู่ในสังกัด
ส่วนกรณีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความเป็นห่วงเรื่องความขัดแย้งภายในพรรคภายหลังการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น ส่วนตัวประเมินว่าการเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้
น่าจะดีกว่าครั้งที่ผ่านมา แม้แต่ครั้งที่แล้ว ดูเหมือนจะแตกหัก แต่สุดท้ายก็ประคับประคองกันไปได้ และในอดีตก็เคยมีเหตุการณ์ที่หนักหนากว่านี้ แต่ตอนนี้ยังเห็น นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม นายอลงกรณ์ พลบุตร
และนายชวน ประชุมร่วมกันโดยไม่ได้ดูเคอะเขิน เพราะคนในพรรคประชาธิปัตย์มีสปิริตพอสมควร ด้วยความเป็นนักการเมืองมานาน เขาเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน
ท่ามกลางความขัดแย้ง ทั้งที่เขาไม่ได้คิดเห็นทุกอย่างไปในแนวเดียวกันทั้งหมด
สำหรับแนวโน้มการไปร่วมรัฐบาลนั้น จะเห็นได้ว่าแคนดิเดตหัวหน้าพรรคทุกคนต่างหลีกเลี่ยงแสดงความเห็นในเรื่องนี้ การที่ทุกคนต่างอุบ ต่างไม่พูด ก็ยิ่งแสดงว่าไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยอมให้เสียงมากลากไป เพราะถ้าจะไม่ไป ก็ต้องพูดออกมาแล้ว ต้องมองว่ากลุ่มผู้ออกเสียงที่เป็น ส.ส.ของพรรค เขาคงอยากเป็นรัฐบาล ขณะที่กลุ่มซึ่งยืนยันว่าไม่ไปร่วมกับพรรคพลังประชารัฐแน่ๆ อย่างกลุ่มนิวเด็ม เขาไม่ได้มีบทบาท หลังจากนี้ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ต้องไปดูเรื่องการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีเสียมากกว่า
อย่างไรก็ดี หากรัฐบาลชุดใหม่อยู่ได้ไม่นาน และมีการเลือกตั้งทั่วไปเกิดขึ้น คาดว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่สามารถฟื้นขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เพราะประชาชนยังฝังความรู้สึกเดิม และคงยังเลือกระหว่าง 2 ฝ่าย คือฝ่ายเอากับฝ่ายไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือ ฝ่ายเอากับฝ่ายไม่เอานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งอย่างหลังนั้น พรรคประชาธิปัตย์สู้มา 2-3 ครั้ง แต่ก็แพ้ทุกที วันนี้ประชาชนจึงเปลี่ยนคนสู้ เพราะไม่เชื่อมือพรรคประชาธิปัตย์แล้ว
จุดที่น่ามองคือ อาจต้องรอให้ประเด็นการเมืองเปลี่ยน หรือพรรคประชาธิปัตย์ทำให้คนเปลี่ยนใจได้ ต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน เช่นวันนี้ชัดเจนมาก คือพื้นที่เก่าของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ ส.ส.หายไปเยอะ เพราะราคายางและราคาปาล์มตกต่ำ การประมงพื้นบ้านมีปัญหา ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์อาจมี 2 แนวทาง คือ 1.ถ้าได้เข้าร่วมรัฐบาล อาจต้องขอรับผิดชอบด้านการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นี่คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง หรือ 2.เลือกเป็นฝ่ายค้าน แล้วพรรคพลังประชารัฐเป็นรัฐบาล แต่แก้ปัญหาไม่ได้ และยิ่งทำให้ราคาตกลงไปอีก พรรคประชาธิปัตย์ก็อาจใช้จุดนี้ในการหาเสียงได้ เพราะในอดีต สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็เคยทำให้พืชผลเหล่านี้มีราคาสูงมาแล้ว

ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ปัญหาขณะนี้ของพรรคประชาธิปัตย์คือสิ่งที่เป็นปัจจัยภายใน เพราะฉะนั้นการตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์ ในการที่จะเดินหน้าเป็นสิ่งที่สำคัญมากกับเรื่องของยุทธศาสตร์ของพรรค เพราะในแง่ของการฟื้นวิกฤตศรัทธาของพรรคถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ วันนี้เราเห็นรายชื่อของว่าที่หัวหน้าพรรค สามารถแยกออกเป็น 2 สายคือสายประชาธิปัตย์กรุงเทพมหานคร มีนายกรณ์ จาติกวณิช และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ขณะที่ประชาธิปัตย์สายใต้คือนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ แต่ก็ไม่สามารถกำกับ ส.ส.ภาคใต้ได้ทั้งหมด เพราะมี ส.ส.บางส่วน เช่น กลุ่มของนายถาวร เสนเนียม เชื่อมโยงกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีทีท่าสนับสนุนนายกรณ์มากกว่า แม้ว่านายสุเทพจะไม่ได้อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ แต่บารมียังคงมีอยู่ ความใกล้ชิดกับนายกรณ์ก็น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ดังนั้นประชาธิปัตย์จึงเสียงแตกพอสมควร
สมมุติประชาธิปัตย์สายกรุงเทพฯได้มาเป็นหัวหน้าพรรค วันนี้พยายามจะชูเศรษฐกิจทีมใหม่ แต่อย่าลืมว่า ส.ส.กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ขณะนี้ 0 ที่นั่ง คือไม่มีเลย ขณะที่ ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรคคือภาคใต้ การดำเนินการในเรื่องทิศทางของการเข้าร่วมรัฐบาลจะเป็นอย่างไรหากเป็นนายจุรินทร์ โอกาสร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐจะน้อย แต่ถ้าเป็นนายกรณ์ โอกาสร่วมน่าจะเยอะกว่า หากเป็นแบบนี้ทิศทางของพรรคประชาธิปัตย์ก็จะยิ่งไม่ชัดเจน ไม่ช่วยฟื้นวิกฤตศรัทธาให้ดีขึ้น
วันนี้สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องยึดถือคือหลักการถูกต้องในระบอบประชาธิปไตยและการยึดอุดมการณ์ของพรรคที่เป็นอุดมการณ์ตั้งต้นเป็นจุดยืนที่สำคัญและเดินหน้าไปตามนี้ ซึ่งก็คืออุดมการณ์ประชาธิปไตย แต่ถ้าหากว่าประชาธิปัตย์ยังไม่ชัดเจนแบบนี้ ความเห็นพรรคอย่างหนึ่ง ความเห็นส่วนตัวอย่างหนึ่ง ก็อาจจะเห็นการฟรีโหวตของพรรคประชาธิปัตย์ในสภาได้
การไม่มีเอกภาพของพรรคในเรื่องทิศทาง โอกาสจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์ฟื้นฟูหรือกู้วิกฤตศรัทธาเป็นไปได้ยากขึ้น ภาพตรงนี้ไม่เป็นผลดีกับพรรค เพราะพรรคไม่มีความเป็นหนึ่งเดียวหรือมีแนวคิดทางการเมืองสอดคล้องต้องกัน กลุ่มที่เสนอเรื่องการเป็นฝ่ายค้านอิสระก็คือกลุ่มนิวเดม ไม่ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.เลย แต่อย่าลืมว่ากลุ่มเป็นตัวแทนคนรุ่นเก่าก็คือกลุ่มนิวเดม หากกลุ่มนิวเดมไม่รู้สึกว่าอุดมการณ์ตรงนี้จะเป็นที่หมายมั่นกับเขาได้ ก็เป็นไปได้อาจจะเห็นนิวเดมออกมาตั้งพรรคการเมือง ตรงนี้ไม่เป็นผลดีในระยะยาวพรรคประชาธิปัตย์เลย การที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจน สุดท้ายเกิดเสียงแตก การเดินหน้าของพรรคก็จะเป็นไปได้ยาก
พรรคประชาธิปัตย์มีจุดแข็งคือเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ มีความเป็นสถาบันมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ แต่ความเป็นสถาบันการเมืองของพรรคกลับกลายเป็นปัญหาอุปสรรคในระยะหลัง เพราะพอเป็นสถาบันการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ก็ไปยึดตัวเองกับกฎระเบียบ วิธีคิด วิธีทำงานแบบระบบราชการ ตรงนี้ไม่ว่าจะมีคนรุ่นใหม่เข้ามาอย่างไรก็จะถูกวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปัตย์หล่อหลอมกล่อมเกลา เลยทำให้สิ่งที่เป็นจุดแข็งกลับกลายมาเป็นจุดอ่อน
ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ต้องพลิกวิกฤตเป็นโอกาสโดยเอาจุดแข็งของพรรคมาปรับโฉม ยึดอุดมการณ์ทางการเมืองของพรรค มาปรับเปลี่ยนวิธีคิดวิธีทำงานใหม่ เชื่อว่าจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าไปได้ และการเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ก็จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นอีกหนึ่งพรรคที่มีความน่าสนใจ นิวเดมก็เป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถแต่การเลือกตั้งที่ผ่านมากลไกของพรรคบดบังคนรุ่นใหม่หมด เพราะเมื่อพูดถึงคนรุ่นใหม่ทุกคนมุ่งไปที่พรรคอนาคตใหม่แต่เพียงอย่างเดียวถ้าพรรคประชาธิปัตย์ปรับลุคโฉมการทำงานต่างๆจะเป็นทางออกที่ดีให้กับพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตได้

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา
กรณีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนตัวมองว่านายกรณ์ จาติกวณิช มีภาพลักษณ์และต้นทุนทางสังคมดี มีการบริหารเศรษฐกิจเชิงมหภาคได้อย่างเป็นที่ยอมรับของนักลงทุน แต่ในทางการเมือง ยังไม่ค่อยเชื่อมั่นนัก ปัญหาหลักของพรรคประชาธิปัตย์ มาจากความขัดแย้งและแตกแยกภายในที่แบ่งเป็นหลายกลุ่มหลายก๊ก โดยมีจุดยืนทางการเมืองเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ 1.กลุ่มสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 2.กลุ่มยังไม่สนับสนุน 3.กลุ่มมีท่าทีเป็นกลาง
ปัญหานี้นำมาสู่ปัญหาของนายกรณ์ กล่าวคือนายกรณ์มีภาพลักษณ์ที่ดีในสาธารณะ แต่ไม่มั่นใจว่าจะสามารถจัดการปัญหาความขัดแย้ง แตกแยกภายในได้หรือไม่ นอกจากนายกรณ์ได้แรงหนุนในทางลับจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ส่วนนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน คล้ายคุณกรณ์ คือมีภาพลักษณ์ที่ดี มีธรรมาภิบาล และมีความพยายามจะเอาทีมงานคนรุ่นใหม่ซึ่งจะมาเปลี่ยนแปลงพรรคประชาธิปัตย์ มาแก้ปัญหาวิกฤตนี้ แม้มีเจตนาดี แต่ไม่มั่นใจว่าจะมีบารมีประสานประโยชน์ ข้อขัดแย้งต่างๆ ทางการเมืองของพรรคได้หรือไม่ แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะให้การสนับสนุนก็ตาม
ประชาธิปัตย์มีปัญหาทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกคือจุดยืนว่าจะยืนหยัดต่อฝั่งไหน ส่วนภายในคือการจัดการปัญหาความขัดแย้ง คนที่เหมาะสมมากสำหรับการเป็นหัวหน้าพรรค จะต้องสร้างความสมดุลทั้ง 2 อย่างนี้ให้ได้ ทั้งจุดยืนทางการเมือง กระแสสังคม และปัญหาความขัดแย้งภายใน
สำหรับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตรัฐมนตรีและ ส.ส.หลายสมัย มีประสบการณ์ทางการเมือง อาจจะไม่โดดเด่น เท่านายกรณ์และนายอภิรักษ์ แต่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรค เวลาพรรคมีปัญหา มีข้อขัดแย้ง นายจุรินทร์จะได้เป็นตัวแทน เป็นตัวกลางในการจัดการเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมเรื่องการตัดสินใจต่างๆ เป็นผู้มีประสบการณ์ เข้าใจธรรมชาติของพรรค ความเป็นอาวุโสตรงนี้จึงมีความได้เปรียบมากกว่า 2 ท่านที่กล่าวมาในการจัดการปัญหาภายใน แต่อาจมีภาพลักษณ์ข้างนอกที่ไม่โดดเด่นเท่า ถ้านายจุรินทร์มีโอกาสได้เป็นหัวหน้าพรรค ต้องพยายามสร้างภาพลักษณ์ต่อสาธารณะ ต่อสังคมและทิศทางของประชาธิปัตย์ในอนาคต แต่ถ้าเป็นปัญหาภายในพรรค ส่วนตัวไม่ค่อยกังวลหากนายจุรินทร์เป็นหัวหน้าพรรค
สุดท้ายนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มีลักษณะคล้ายนายจุรินทร์มากๆ แต่มีความโดดเด่นน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะมีกลุ่มก้อนของตน และเป็นคนที่รู้ธรรมชาติของประชาธิปัตย์
ตอนนี้อยากให้ทั้ง 4 คน แสดงจุดยืนชัดเจนของพรรคที่ไม่ลื่นไหลไปกับกระแสสังคม ให้ชูจุดยืนชัดเจนว่าทิศทางของพรรคเป็นอย่างไร ปัญหาของประชาธิปัตย์เกิดขึ้นหลังปี 2540 ในพรรคเกิดหลายกลุ่มหลายก้อน หลายก๊กเกินไป เมื่อทำนโยบายออกมา ก็ต้องไปประสานผลประโยชน์ ไปต่อรองกันเยอะแยะมากมายภายในพรรค ความเป็นเอกภาพในพรรคไม่มี ดังนั้น ประชาธิปัตย์ต้องทำให้อุดมการณ์ จุดยืนทางการเมืองชัดเจน และเสนอนโยบายเป็นรูปธรรม จับต้องได้ ทำกิจกรรมทางการเมือง ทำให้เป็นเสมือนหนึ่งพรรคคลุกคลีกับมวลชนตลอดเวลา โดยเฉพาะกลุ่มคนกลุ่มใหญ่ของสังคม คือกลุ่มคนระดับกลาง ระดับล่าง และคนระดับรากหญ้าให้มากขึ้น
กล่าวโดยสรุปคือ มี 2 ประเด็นหลักที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ต้องทำให้ได้ คือ 1.จัดการภาพลักษณ์ นโยบาย จุดยืน 2.สร้างความสมดุลในผลประโยชน์ ในความขัดแย้ง ต้องมีบารมีพอที่จะทำให้ทุกกลุ่มในพรรคให้ความเคารพ

