รายนงาน : ถอดรหัส-ทิศทาง ส.ว.โหวตนายกฯ

2.06.19 | 13:00 น.

หมายเหตุ – ความคิดเห็นของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรณีการโหวตลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี ในการประชุมรัฐสภา วันที่ 5 มิถุนายน ที่หอประชุมใหญ่บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ

คำนูณ สิทธิสมาน

สมาชิกวุฒิสภา

หลักคิดในการเลือกนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นบุคคลที่ตอบโจทย์ เหตุผลพิเศษ ได้ใกล้เคียงที่สุดในเชิงเปรียบเทียบ การเลือกบุคคลใดก็ตาม บุคคลนั้นต้องตอบโจทย์เหตุผลพิเศษนี้ได้ อาทิ บุคคลนั้นเข้าใจแผนปฏิรูปประเทศทั้ง 10 + 2 ด้านหรือไม่ บุคคลนั้นจะปฏิบัติตามแผนปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่องหรือไม่

Advertisement

ขอให้ข้อมูลซ้ำอีกครั้งว่า ขณะนี้แผนปฏิรูปประเทศรวม 10 ด้านมีผลบังคับใช้โดยประกาศราชกิจจานุเบกษาไปแล้วตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2561 ส่วนแผนปฏิรูปประเทศอีก 2 ด้าน คือด้านการศึกษา และตำรวจ ตัวร่างกฎหมายหลักยกร่างเสร็จแล้วในชั้นคณะกรรมการกฤษฎีกา รอคณะรัฐมนตรีส่งเข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ ทั้งหมดเกิดขึ้นในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งสิ้น จึงออกจะได้เปรียบในประเด็นนี้ เพราะเป็นประธานในการอนุมัติแผนฯเองทั้งในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ และนายกรัฐมนตรี

ส่วนการปฏิบัติตามแผนปฏิรูปประเทศของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้ปฏิบัติบ้าง ประเด็นนี้สำคัญกว่า การทำตามแผนปฏิรูปประเทศของรัฐบาลมีไปมากพอสมควร อาทิ พ.ร.บ.คุ้มครองประชาชนในการทำสัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย พ.ศ.2562 (กฎหมายขายฝากที่ดินคนจน)เรื่องกฎหมายขายฝากที่ดินคนจนเป็นสิ่งที่ทุกรัฐบาลก่อนหน้าในช่วงระยะเวลา 46 ปี ตั้งแต่หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไม่อาจทำได้สำเร็จ

ขอทำความเข้าใจเป็นพื้นฐานว่าในกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมร่วมของรัฐสภานั้นมีกระบวนการอยู่ 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การเสนอชื่อ ขั้นตอนที่ 2 การรับรองชื่อที่เสนอ และขั้นตอนที่ 3 การลงมติ

สมาชิกวุฒิสภามีส่วนร่วมเฉพาะในขั้นตอนที่ 3 เท่านั้น โดย 2 ขั้นตอนแรกเป็นหน้าที่และอำนาจเฉพาะของ ส.ส.เท่านั้นที่มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยจำกัดลงไปอีกว่าจะเสนอได้แต่จากรายชื่อที่แต่ละพรรคการเมืองยื่นบัญชีพรรคละไม่เกิน 3 คนต่อ กกต.ในวันสมัครรับเลือกตั้ง และเฉพาะรายชื่อของพรรคการเมืองที่มีจำนวน ส.ส. 25 คนขึ้นไปเท่านั้น ทำให้เหลือบุคคลอยู่ในข่ายนี้เพียง 7 คน กล่าวคือ พรรคเพื่อไทย (พท.) 1.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ 2.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ 3.นายชัยเกษม นิติสิริ 4.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 5.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรคอนาคตใหม่ 6.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พรรคประชาธิปัตย์ 7.นายอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย

เมื่อเสนอรายชื่อแล้วต้องมี ส.ส.รับรองรายชื่อนั้นอีกอย่างน้อย 50 คน จึงจะเป็นแคนดิเดตได้

ภายใต้สภาวการณ์การเมือง 2 ขั้ว เชื่อว่าบุคคลในข่ายที่เหลือ 7 คน น่าจะได้รับการเสนอชื่อและผ่านการรับรองให้ขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้เพียง 2 คนเท่านั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา จะเป็น 1 ใน 2 คนนี้แน่ ในฐานะผู้อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรค พปชร. โดยการสนับสนุนของกลุ่มพรรคพันธมิตรอีกจำนวนหนึ่ง

ส่วนอีกคนหนึ่งจะเป็นใครจากขั้วพันธมิตร 7 พรรคที่ชิงแถลงข่าวตั้งแต่หลังเลือกตั้งหมาดๆ ขณะนี้ยังไม่ชัด เมื่อถึงเวลานั้น ส.ว.ต้องตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรี

สำหรับผมตัดสินใจได้แล้วบนฐานหลักคิดที่กล่าวมา โดยเป็นบุคคลที่ทั้งได้ใจและค้างคาใจ แต่เมื่อผ่านการชั่งน้ำหนักโดยเปรียบเทียบกับแคนดิเดตที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นใครแล้ว คำตอบออกมาชัดเจน พร้อมจะเปล่งวาจาขานชื่อบุคคลผู้นี้ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาในวันที่ 5 มิถุนายน เพราะเป็นบุคคลที่สามารถตอบโจทย์เหตุผลพิเศษได้ใกล้เคียงมากที่สุด ทั้งนี้ โดยพิจารณาเชิงเปรียบเทียบกับบุคคลที่อยู่ในข่ายเป็นแคนดิเดตที่เหลืออยู่ ขณะเดียวกัน ยังเป็นบุคคลที่สามารถตอบโจทย์ เหตุผลทางการเมืองทั่วไปได้มากที่สุด ทั้งนี้ โดยพิจารณาเชิงเปรียบเทียบด้วยเช่นกัน

วันชัย สอนศิริ

สมาชิกวุฒิสภา

การลงมติใดๆ โดยหลักการถือเป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ทั้งหมด 750 คน
ที่จะต้องตัดสินใจโดยอิสระ ไม่ว่าอิทธิพลที่มาจากพรรคการเมือง บุคคล หรืออิทธิพลอื่นใดก็ไม่สามารถครอบงำเอกสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาได้ เพราะเมื่อตัดสินใจไปแล้วก็จะเป็นความรับผิดชอบต่อประชาชนและประเทศชาติของแต่ละคนเอง แม้ในขณะนี้พวกเราจะยังไม่ได้มีการพูดคุยหรือการตกลงใดๆ ผ่านวิปวุฒิสภา แต่ผมก็เชื่อว่า ส.ว.จะมีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจใดๆ ได้เอง โดยไม่จำต้องให้มีใครมาชี้นำ

สำหรับการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ส่วนตัวจะตัดสินใจตามความต้องการของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ รวมทั้งความต่อเนื่องในการทำงาน และพิจารณาถึงตัวบุคคลด้วย โดยเฉพาะรายชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรคการเมืองที่สามารถเสนอในที่ประชุมได้ ไม่ว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ นายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ จากพรรคอนาคตใหม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากพรรคพลังประชารัฐ

จากบุคคลอันเป็นแคนดิเดตทั้งหมด ผมได้ตัดสินใจแล้วที่จะเลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯคนต่อไป เพราะ 1.จากความต่อเนื่องการทำงานที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปประเทศตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ให้ ส.ว.เข้ามาทำภารกิจดังกล่าวในระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ถือว่าได้วางรากฐานงานเหล่านี้ไว้ 2.ผมยังถือว่า พล.อ.ประยุทธ์เป็นบุคคลที่ประชาชนเลือกมาด้วยเสียงส่วนใหญ่ รวมทั้งพรรคการเมืองต่างๆ ก็สนับสนุนรวมเป็นเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกรัฐสภาแล้ว และ 3.ที่สำคัญที่สุดคือ การพิจารณาถึงบุคลิกภาพของคนกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่กำหนดให้มีการผสมผสานประนอมอำนาจกัน ระหว่างฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งกับฝ่ายที่ คสช.ตั้งมา จึงเชื่อเหลือเกินว่า พล.อ.ประยุทธ์จะสามารถประนอมอำนาจดังกล่าวได้ดี และทำให้เกิดความลงตัวทางการเมืองในระยะเปลี่ยนผ่านนี้ได้ ซึ่งบุคลิกภาพเช่นนี้เป็นสิ่งที่แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ไม่มีเหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์มี นี่คือเหตุผลของผม 1 เสียงที่ตัดสินใจยกมือให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯในวันที่ 5 มิถุนายนนี้