วิพากษ์ฝ่าด่านหิน เดินหน้าแก้ ‘รัฐธรรมนูญ60’

10.06.19 | 10:30 น.

หมายเหตุ – ความเห็นจากนักวิชาการ ส.ส.จากพรรคพลังประชารัฐ เพื่อไทย และ ส.ว. กรณีพรรคอนาคตใหม่และประชาธิปัตย์เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 60

ยอดพล เทพสิทธา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

ผ มเห็นด้วยว่าเราต้องแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะทั้งมาตรา 272 และ 279 ทั้งนี้ การคงอยู่ของมาตรา 272 ในเรื่องสมาชิกวุฒิสภา หรือ ส.ว. คือการทำให้เรากลับไปสู่ยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี หรือยุคฝ่ายบริหารแต่งตั้ง ส.ว. แล้วให้ ส.ว.มาโหวตนายกฯ เราสู้กันมาเรื่อยๆ กระทั่งมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ นายกฯต้องมาจากการเลือกตั้ง หมายถึงนายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.มาก่อน ทั้งนี้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. กำหนดให้ ส.ว.เข้ามามีบทบาทในช่วง 5 ปีแรก ดังนั้น จึงเห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ก็ต้องแก้ด้วยข้อความที่ค่อนข้างชัดเจน

ย้อนกลับไปช่วงการทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ในคำถามพ่วงข้อ 2 ก่อให้เกิดมาตรา 272 ถ้าคนมีความรู้ก้ำกึ่ง คือไม่ได้

Advertisement

รู้มาก หรือในขั้นดี ย่อมจะถูกคำถามใช้ถ้อยคำทางกฎหมายหลอกเอา เพราะทุกคนเข้าใจว่านายกฯต้องมาจากการโหวตของรัฐสภา ถูกต้องแล้ว แต่เราลืมไปว่ารัฐสภามาจาก ส.ส.+ส.ว. ดังนั้น ถ้าจะแก้ไข ต้องแก้ให้ชัดเจนว่า การโหวตนายกฯต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ไม่ต้องใช้คำว่าสมาชิกวุฒิสภาร่วมกันอีกต่อไป และอย่าลืมว่าวาระดำรงตำแหน่งของ ส.ว.ชุดนี้คือ 5 ปี สามารถโหวตรัฐบาลได้ 2 ชุด

รัฐธรรมนูญฉบับนี้แก้ไขยากมาก เพราะกลไกในการแก้คือต้องใช้เสียงของ ส.ว.ด้วย ถามว่า ส.ว.ที่มาจากการสรรหาโดย คสช.เขาจะยอมแก้บทกฎหมาย 2 มาตราที่ยกอำนาจ หรือทำให้อำนาจเขาหายไปหรือไม่ ถ้ามองในทางตรรกะคือ ไม่มีใครยอมเสียอำนาจตัวเองทั้งนั้น

เบื้องต้น ต้องแก้มาตรา 279 คือบทเฉพาะกาลเรื่องอำนาจ คสช. เพราะเรามีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ทว่า อำนาจตามมาตรา 44 ยังไม่หมดไปด้วย เพราะไม่กี่วันที่ผ่านมายังมีการปลดล็อก ม.44 คืนตำแหน่ง
ผู้บริหารท้องถิ่น ถามว่าสิ่งนี้คืออะไร ทั้งนี้ หากเริ่มตั้งแต่การออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 เป็นช่องว่างให้ คสช.ใช้อำนาจตรงนี้เป็นตัวประกัน เสมือนการจับคนเป็นตัวประกัน แล้วแขวนผู้บริหารท้องถิ่นต่างๆ ไว้ เมื่อได้ผลตามที่พอใจก็ปล่อย ซึ่งไม่ใช่ เพราะเมื่อมีรัฐธรรมนูญใหม่ออกมาแล้ว อำนาจตรงนี้ก็ควรหมดไปด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเมื่อไม่นานมานี้ในกรณีเตรียมแปลงคำสั่ง คสช.เป็นกฎหมาย ซึ่งก็ไม่ใช่อีก เพราะกฎหมายต้องมาจากสภาผู้แทน มีการกลั่นกรอง มีกรรมาธิการ ไม่รู้ว่านอกจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะย้อนไปในยุค พล.อ.เปรมแล้ว ยังจะย้อนยุคไปขนาดไหน ไปถึงยุคพ่อปกครองลูกหรือไม่

ในฐานะนักกฎหมาย มองว่าถ้าเรายึดมั่นหลักการทางกฎหมาย หลักนิติรัฐ หรือหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในมาตราที่เป็นฐานอำนาจของ คสช.ควรยกเลิกทิ้งไป รวมทั้งการกระทำทั้งหมดของ คสช.ที่ผ่านมาก็ต้องนำมารีวิวว่าชอบหรือมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์นั้น พูดง่ายๆ คือต้องแก้รัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขวิธีแก้รัฐธรรมนูญ ดูแล้วประหลาด เพราะจริงๆ แล้วมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น แต่ไม่แน่ใจว่าระบบกฎหมายเราเอื้อแค่ไหน รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้หรือไม่ ยกตัวอย่างในฝรั่งเศสซึ่งมีการแก้รัฐธรรมนูญหลายครั้ง เช่น การเลือกประธานาธิบดีทางตรงหรือทางอ้อม แก้ไขโดยการนำญัตติไปยื่นให้ประชาชนเพื่อทำประชามติว่าสมควรแก้ไขหรือไม่ หรือควรแก้ไขด้วยกลไกไหน กระบวนการนี้ไม่ต้องใช้อำนาจ ส.ว.

คสช.ชอบอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติมาแล้ว ทำให้ ส.ว.มีสถานะเป็นตัวแทนของประชาชน ซึ่งไม่ใช่ อย่างที่บอกไปแล้วว่าวันที่ทำประชามติ เราไม่ได้ฟรีและแฟร์ขนาดนั้น เหมือนที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวในสภาว่า ลองไปชู 3 นิ้วหน้าหัวหน้า คสช.ดู คือเราไม่ได้ฟรีและแฟร์ขนาดนั้น ดังนั้น จะอ้างว่าเป็นฉันทามติของประชาชนไม่ได้

ชัยเกษม นิติสิริ
แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.)

 

สํ าหรับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้นขณะนี้ รอให้มีการประชุมพรรควันที่ 11 มิถุนายนนี้ ก่อนถึงจะได้มีการพูดคุยกัน คงจะต้องมาดูประเด็นกันอีกครั้งหนึ่งว่ามีประเด็นใดบ้างที่อยากดำเนินการแก้ไข อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยเองมีแนวคิดที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้หาเสียงมาตลอด เพราะจะเห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่นี้มีความพิกลพิการ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่น การเลือกนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา พรรคที่ชนะเป็นอันดับหนึ่งในสภา กลับไม่มีโอกาสเลยในการที่จะได้นายกฯ

ดังนั้นผมคิดว่าคงจะต้องแก้กันในหลายประเด็นที่มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อน อย่างไรก็ตาม สำหรับพรรคร่วมได้พูดคุยกันตลอดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ถามว่า ได้มีการพูดคุยกับพรรคอนาคตใหม่ถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 และ 279 ที่พรรคอนาคตใหม่เสนอนั้น เรามีการวางโรดแมปไว้ไม่ต่างจากที่พรรคอนาคตใหม่วาง แต่มองว่ามีหลายประเด็นที่ต้องแก้ ถ้าจะแก้ต้องดูให้รอบคอบทั้งหมดไม่ใช่แก้เฉพาะบางประเด็น ในส่วนของพรรคเพื่อไทยเราเองจะต้องมีการวางยุทธศาสตร์ก่อนแล้วนำยุทธศาสตร์ที่คุยกันไปคุยกับพรรครวมทั้ง 7 พรรคอีกครั้งหนึ่ง แต่คิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนักหรอก เพราะเขาคงไม่ยอมให้แก้ได้ง่ายๆ

แม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่ยื่นเงื่อนไขว่าจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ไม่แน่ใจว่า เขาจะเสนอให้มีการแก้อย่างไร แก้คำถูกคำผิด แค่นั้นหรือไม่ก็ไม่รู้

ธนกร วังบุญคงชนะ
รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

ต้ องยอมรับว่าหลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะเห็นว่ามีปัญหาในหลายด้าน สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของพรรครัฐบาล หากจะมีการแก้ไขจริง จะต้องพูดคุยกัน ว่าควรแก้ไขอย่างไร แก้ไขในประเด็นใดบ้าง อย่างไรก็ตาม เมื่อจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสร็จ ส่วนตัวคิดว่าควรจะแก้ไขปัญหาของประชาชนเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ปัญหาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ ฯลฯ ถือเป็นสิ่งแรกที่รัฐบาลใหม่จะต้องดำเนินการก่อน เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังสามารถทำได้ในช่วงหลัง หรือ ช่วงกลางของรัฐบาล เมื่อรัฐบาลได้แก้ไขปัญหาให้ประชาชนไปได้ในระดับหนึ่งแล้ว

การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้เวลาในการหารือระหว่างพรรครัฐบาล ฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ต้องใช้เวลาอยู่พอสมควร แต่ผมยังมองว่าสิ่งแรกที่รัฐบาลใหม่ควรทำ คือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนก่อน การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น สามารถทำได้ ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ถ้าทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นปัญหา ทุกฝ่ายก็ต้องมาหารือเพื่อหาทางออกร่วมงาน เป็นเรื่องที่สามารถคุยกันได้ ไม่ใช่ว่าจะคุยกันไม่ได้ แต่ต้องยอมรับว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่จะแก้กันโดยง่าย การจะแก้ไขได้นั้น จะต้องได้รับความเห็นชอบจากหลายฝ่าย

แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นข้อเสนอและเป็นเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาลอย่าง
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่า ควรจะแก้ไขปัญหาปากท้องก่อน เพราะภารกิจของพรรคประชาธิปัตย์ก็มีมากเช่นเดียวกัน และการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งในเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้นเมื่อถึงเวลา พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมด ก็จะต้องมาหารือกันว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร รวมถึงเดินหน้านโยบายต่างๆ อย่างไร โดยต้องเรียงลำดับความสำคัญให้เรียบร้อย เชื่อว่าไม่มีปัญหาอะไร เพราะถ้าแก้ไขแล้วเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ทุกคนก็จะพร้อมใจกันแก้ไข

สำหรับที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นคือ 1.ยกเลิกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ประกาศใช้ให้เป็นกฎหมาย 2.ยกเลิกที่มาของ ส.ว.นั้น ถือเป็นสิทธิของพรรคอนาคตใหม่ ทุกพรรคการเมืองสามารถมีความคิดเห็นและข้อเสนอแนะทางการเมืองได้ทั้งหมด แต่ทุกพรรคต้องยอมรับเช่นกัน ว่ารัฐธรรมนูญปี 2560 นั้น ได้ผ่านการออกเสียงประชามติของประชาชนมาแล้ว ฉะนั้นการจะแก้ไขก็จะต้องมีการถามความคิดเห็นของประชาชนด้วยเช่นกัน

รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้มาจาก คสช. แต่ผ่านความเห็นชอบของประชาชน ที่ประชาชน 16.7 ล้านเสียงสนับสนุน ไม่ใช่แค่ ส.ส.และ ส.ว.จะแก้ก็แก้ไขได้ ฉะนั้นแล้วพรรคพลังประชารัฐเห็นว่าเรื่องนี้ควรคุยกันกับหลายฝ่ายให้ตกผลึกก่อน

วันชัย สอนศิริ
สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

ป ระการที่หนึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือ คสช. หรือนายมีชัย ฤชุพันธุ์ อดีตประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นผู้ให้ความเห็นชอบ แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน ดังนั้นสิ่งที่พรรคอนาคตใหม่อยากจะแก้ไขต้องถามประชาชนทั้งประเทศด้วยว่าจะเห็นด้วยกับพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ ประการที่สองรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพิ่งจะประกาศใช้ ยังไม่รู้ว่าแต่ละพรรคการเมืองเห็นด้วยกับพรรคอนาคตใหม่ทั้งหมดหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญวางกลไกในการแก้ไขไว้ว่าการแก้ไขต้องเห็นด้วยทั้งพรรครัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน คณะรัฐมนตรี ส.ว. เท่านั้นยังไม่พอต้องผ่านการทำประชามติจากประชาชนด้วย เพราะฉะนั้นพรรคอนาคตใหม่อย่าคิดคนเดียวแล้วจะทำได้ จะต้องไปหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ ว่าเห็นด้วยหรือไม่

ประการที่สาม การที่สมาชิกวุฒิสภามีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการกระทำครั้งแรกและการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นไปตามความต้องการที่ผ่านการทำประชามติเป็นความต้องการของประชาชนและเป็นการพิสูจน์ให้เห็นเป็นครั้งแรกว่าถ้าไม่มีสมาชิกวุฒิสภา มาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ การเมืองจะมีปัญหามาก จัดตั้งรัฐบาลอาจถึงขั้นล้มเหลวบ้านเมืองวิกฤตได้ แต่การให้สมาชิกวุฒิสภาโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้นทำให้การเมืองเดินต่อไปได้ราบรื่น ประการที่สี่ สิ่งที่พรรคอนาคตใหม่เสนอมานั้น เห็นว่าถือเป็นการสร้างวาทกรรมทางการเมืองเท่านั้นเอง ทั้งที่ความเป็นจริงไม่สามารถเป็นไปได้และมันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้นเองซึ่งเป็นความชำนาญและเป็นบทบาทใหม่ของพรรคอนาคตใหม่ที่สร้างประเด็นทางการเมืองทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าบ้านเมืองสามารถแก้ไขปัญหาโดยกลไกรัฐธรรมนูญ

ประการสุดท้ายส่วนตัวเห็นว่าการมีเวทีของรัฐสภา ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา รัฐบาล เป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในเรื่องรัฐธรรมนูญ การที่พรรคอนาคตใหม่จะเสนอประเด็นใดนั้นควรที่จะนำเรื่องเหล่านี้มาเสนอพูดคุยในรัฐสภา ถ้าทุกภาคส่วนเห็นตรงกันมันก็จะเดินไปได้แต่สถานการณ์ขณะนี้มันเหมาะที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วหรือไม่ ส่วนตัวมองว่ายังไม่ถึงขั้นนั้น รัฐธรรมนูญ ควรใช้ไปสักระยะหนึ่ง เช่น มีรัฐบาลไปสักระยะหนึ่งแล้วรัฐบาลเห็นว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหากับเขา เพราะเขาเป็นฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ใช้รัฐธรรมนูญไปสักระยะหนึ่งแล้วทุกส่วนเห็นตรงกันว่ามีปัญหาหรือฝ่ายประจำที่ต้องปฏิบัติตามเห็นว่าเป็นปัญหา ถ้าถึงตอนที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน ผมว่าตอนนั้นจึงจะเป็นเวลาที่เหมาะสมคือการที่พรรคอนาคตใหม่แสดงท่าทีหรือเสนอแก้ไขเป็นการเล่นการเมืองมากกว่าที่จะต้องการแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ

และถ้าไม่ได้อานิสงส์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พรรคอนาคตใหม่ก็อาจจะหมดอนาคตทางการเมืองไปด้วยเพราะลงเลือกตั้งอย่างเก่งก็คงได้แค่ 20 ถึง 30 คนเท่านั้น