หมายเหตุ – ความเห็นของเกษตรกรต่อกรณีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมข้อมูลโครงการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจสำคัญ 4 ชนิด ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และมันสำปะหลัง เพื่อเสนอให้ รมว.พาณิชย์คนใหม่ในโควต้าของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่ใช้เป็นนโยบายการหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อ 24 มี.ค.2562 ได้พิจารณานำมาใช้
ชโยดม สุวรรณวัฒนะ
แกนนำเกษตรกรคนปลูกปาล์มแห่งประเทศไทย
ไ ด้ติดตามอธิบดีกรมการค้าภายในกล่าวถึงแนวทางการดำเนินการการประกันรายได้สินค้าให้กับเกษตรกร นำเรื่องนี้เสนอต่อให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ คนใหม่ ผมขอฝากไปถึงเกษตรกรทางภาคเหนือ และภาคอีสาน อย่างเพิ่งดีใจ เพราะว่าเกษตรกรชาวสวนปาล์มทางภาคใต้เคยชินกับยาหอม เคยชินกับการถูกหลอก ทุกครั้งที่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มเรียกร้องเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำ เจ้าหน้าที่ของรัฐ คนของรัฐบาล มาจากส่วนกลาง ทุกกรม ทุกกระทรวง ออกมารับปากว่าจะดำเนินการประกันราคาสินค้าเกษตรให้เท่านี้ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ไม่เห็นทำได้สักครั้ง เหมือนเคาะกะลาให้หมาดีใจ อะไรอย่างนั้น
ผมไม่ได้ดูถูกว่าทั้งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และรัฐบาลที่จะเข้ามาบริหารประเทศในเร็วๆ นี้ว่าไม่มีน้ำยา แต่มีความมั่นใจว่าทำไม่อย่างแน่นอน เพราะเท่าที่พูดกันยังไม่ชัดเลยว่าจะใช้วิธีการแบบไหน จะกำหนดพื้นที่หรือปริมาณสินค้าเกษตรของเกษตรกรแต่ละราย หรือว่าจะช่วยเหลือในภาพรวมทั้งหมด ก็ยังไม่ชัดเจน
โครงการประกันราคาพืชเกษตรที่ออกมาพูดกันนั้นน่าจะเป็นนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาล ทางหัวหน้าพรรค (ประชาธิปัตย์) เพิ่งเดินทางลงมายังพื้นที่จังหวัดกระบี่เมื่อเร็วๆ นี้ เดิมที ราคาปาล์มอยู่ที่กิโลกรัมละ 3.70 บาท ใกล้จะถึง 4.00 บาท แต่พอหัวหน้าพรรคมาเยี่ยมและกลับไป รุ่งขึ้นอีกวัน ราคาผลปาล์มร่วงลงเหลือแค่ 3.30 บาท มันน่าเวทนา
ที่ผ่านมารัฐบาลทุกรัฐบาล ไม่สามารถควบคุมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มได้ แม้แต่รัฐบาลของ คสช.ที่มีอำนาจในการใช้มาตรา 44 อยู่ในมือไม่สามารถควบคุมได้ โรงงานฮั้วกันจะกำหนดรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละกี่บาทก็ได้ จะปรับราคาให้ขึ้นหรือให้ลดลง โรงงานสามารถทำได้ รัฐบาลไม่มีอำนาจเข้าไปควบคุมราคา หรือกำหนดให้โรงงานรับซื้อ ผลปาล์มจากเกษตรกร ในราคาเท่านั้นเท่านี้ทำไม่ได้เลย แล้วจะให้เกษตกรหวังอะไรจากรัฐบาล
ธีระชาติ เสยกระโทก
รักษาการนายกสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังจังหวัดนครราชสีมา
นโยบายประกันรายได้พืชผลทางการเกษตรถือว่าเป็นเรื่องที่ทางสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังจังหวัดนครราชสีมา พยายามเรียกร้องมาโดยตลอดหลายปีแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนองสักครั้ง ดังนั้นเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ ได้ยกเรื่องนี้มาชูเป็นนโยบาย ทางสมาคมเห็นด้วยเป็นอย่างมาก เป็นการนำต้นทุนการผลิตของเกษตรกร มาบวกกับกำไรประมาณ 20-25% เพื่อกำหนดเป็นราคาพืชผลทางการเกษตรจะทำให้เกษตรกรมีกำไรแน่นอน ทุกคนก็ยินดี
ยกตัวอย่างเช่นราคามันสำปะหลังขณะนี้ ราคารับซื้อหน้าโรงงานกิโลกรัมละ 2.10 บาท หากต้นทุนการผลิตของเกษตรกรอยู่ที่กิโลกรัมละ 2.20 บาท ถือว่าขาดทุน ถ้าจะประกันราคาสินค้าเกษตรก็ต้องบวกกำไรเพิ่มอีก 20% จะทำให้เกษตรกรขายได้ในราคากิโลกรัมละ 2.60 บาท อาจจะให้กระทรวงพาณิชย์ประกาศราคากลางไว้ ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นจากราคากลางก็ให้รัฐบาลโอนเงินเข้าบัญชีให้เกษตรกรที่ขายมันสำปะหลัง จะทำให้ทุกคนพอใจแน่นอน
จ.นครราชสีมา ถือว่ามีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดในประเทศไทย รวมพื้นที่กว่า 1.8 ล้านไร่ มีผลผลิตปีละประมาณ 7 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็น 40% ของทั้งประเทศ ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลชุดนี้เร่งประกาศนโยบายประกันราคาพืชผลทางการเกษตรออกมาใช้โดยเร็ว
พีรวิท แซ่ลิ้ว
เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด บ้านแม่ต๋ำน้อย ต.แม่กา อ.เมืองพะเยา
ผมยอมรับว่าโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าควรครอบคลุมถึงผลผลิตของเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิด้วย และควรต้องเผื่อทางเลือกให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการด้วย เช่น หากในสถานการณ์ราคาข้าวโพดตามกลไกตลาด
มีราคาสูงกว่าราคาที่ประกันโดยรัฐบาล เกษตรกรควรสามารถเลือกที่จะขายให้เอกชนที่มีราคาสูงกว่าได้ เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของเกษตรกร
มานะ เซียงสันเทียะ
ประธานเกษตรกรกลุ่มปลูกข้าวลดต้นทุน อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา
โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่านโยบายประกันราคาพืชผลทางการเกษตรของทุกรัฐบาลจะเน้นไปที่การช่วยเหลือเกษตรกรระยะสั้นมากกว่า แต่ในระยะยาวไม่มีใครพูดถึงมากนัก อาจจะเนื่องจากว่าการเมืองยังไม่มั่นคง เข้ามาอยู่ได้ไม่กี่ปีก็เปลี่ยนรัฐบาลแล้ว ทำให้ไม่มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรในระยะยาว สิ่งที่ทำได้จึงมีการอัดฉีดเงินงบประมาณจำนวนมากให้เกษตรกรตามนโยบายประชานิยม ง่ายกว่ากันมาก แต่ถือว่าเป็นผลพลอยได้สำหรับเกษตรกรที่สามารถรวมกลุ่มพึ่งพาตนเอง อย่างเช่น ในส่วนของกลุ่มปลูกข้าวลดต้นทุน อ.โนนไทย ในอดีตก็เคยรอแต่เงินจากนโยบายประชานิยมมาช่วยเหลือเท่านั้น พื้นที่นี้เป็นดินเค็มเสียส่วนใหญ่ ปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้น แต่ภายหลังมีการรวมกลุ่มกันขึ้นมา จนถึงปัจจุบันมีกว่า 150 ครัวเรือน มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวกว่า 1,000 ไร่ ทำให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีปลูกข้าวในพื้นที่ดินเค็มได้สำเร็จ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ เช่น ใช้ปุ๋ยชีวภาพ ไม่ซื้อปุ๋ยเคมี ใช้วิธีลงแขกทำนา ดำนา เกี่ยวข้าวด้วยมือ ทำบัญชีบริหารจัดการต้นทุนการผลิต แบ่งข้าวที่ได้ไว้สำหรับบริโภค 5 กระสอบต่อคนต่อปี ส่วนหนึ่งแบ่งไว้สำหรับทำเมล็ดพันธุ์ปลูกฤดูกาลต่อไป
หากรัฐบาลสามารถทำควบคู่กันไปกับนโยบายประชานิยมได้จะทำให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง
อนุรักษ์ โปร่งสุยา
ผู้ประสานงานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด อ.ปง จ.พะเยา
ก รณีโครงการประกันรายได้เกษตรกรนั้น หลักการถือว่าเป็นโครงการที่ดี แต่หากในทางปฏิบัติแล้วมีข้อต้องระวังและข้อสังเกตมากมายที่ทำให้รัฐจะต้องสูญเสียงบประมาณเพิ่มขึ้น ที่สำคัญทำให้ส่งผล
กระทบต่อกลไกการตลาดไม่เป็นอิสระ เนื่องจากโครงการประกันรายได้เกษตรกร หรือประกันราคาผลผลิต สิ่งที่รัฐจะต้องแบกรับคือ ใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้องเพิ่มบุคลากรในการทำงาน ยิ่งกว่านั้นรัฐเสี่ยงกับเงินงบประมาณที่ใช้ดำเนินงานโครงการรั่วไหลออกจากระบบที่ควบคุมได้ยาก เช่น กรณีจุดรับซื้อกำหนดความชื้นที่ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร การทำตัวเลขที่ไม่เป็นจริงรายงานต่อรัฐ สิ่งเหล่านี้เสี่ยงทำให้รัฐเสียหายมากกว่าความคุ้มค่า
ดังนั้น เกษตรกรเจ้าของสวนข้าวโพดเห็นว่า ทางออกที่ดีกว่าการประกันรายได้และประกันราคา คือ การช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกรโดยตรง โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรไม่ต้องผ่านมือผู้ใด ปิดช่องทางการทุจริตเชิงนโยบาย รัฐไม่ต้องแบกรับภาระเรื่องผลผลิตลการซื้อขาย โดยเฉพาะปล่อยให้กลไกการตลาดการซื้อขายข้าวโพดเป็นไปโดยอิสระด้วย
ปราโมทย์ เจริญศิลป์
นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย
ผมไม่ได้ตื่นเต้นอะไร เพราะว่าไม่ได้เฝ้ารอในกรณีจะนำเรื่องนโยบายประกันรายได้พืชเศรษฐกิจมาใช้ แต่สิ่งที่เกษตรกรทั่วประเทศตั้งตาเฝ้ารอคือ การแถลงนโยบายด้านการเกษตรของรัฐบาลที่นำโดยพรรคพลังประชารัฐมากกว่าว่าจะสามารถทำได้จริงตามที่หาเสียงไว้หรือไม่ เช่น นโยบายเรื่องข้าว ทางพรรคพลังประชารัฐหาเสียงไว้ว่า จะช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ 2,000 บาท ค่าบำรุงดินไร่ละ 1,500 บาท รวมรายละไม่เกิน 20 ไร่ จะทำให้ข้าวเปลือกเจ้า ราคาสูงถึงตันละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิตันละไม่กว่า 15,000 บาท
แต่หากมีการจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว พรรคพลังประชารัฐ เป็นแกนนำหลักของรัฐบาลใหม่ ไม่ยอมบรรจุเป็นนโยบายโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ต้องทำได้จริง หรือไม่สามารถทำได้ตามที่หาเสียงไว้ กลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศ โดยเฉพาะชาวนาก็ต้องมาประชุมกันว่าจะมีมติและจะดำเนินการอย่างอื่นอย่างใด หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถทำได้ตามที่หาเสียงเอาไว้
ขณะนี้เกิดปัญหาเร่งด่วนคือ ราคาข้าวเปลือกตกต่ำลงอย่างมาก โดยเฉพาะข้าวเปลือกเจ้า ราคารับซื้อที่ 8,000 บาท/ตัน แต่ต้องเป็นความชื้นไม่เกิน 5% ในความเป็นจริง ชาวนาเกี่ยวข้าวสดและขายในทันที เพราะไม่มียุ้งฉางและลานตาก ทำให้ความชื้นอยู่ที่ 25% เมื่อถูกตัดความชื้นจุดละ 100 บาท /ตัน หรือ 1% ถูกตัด 100 บาท เท่ากับชาวนาได้เงินจริง 6,000 บาท/ตันเท่านั้น และในความเป็นจริง ชาวนาไม่สามารถทำได้ 1 ไร่ ต่อ 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม แต่ชาวนา ทำได้ประมาณ 800 กิโลกรัม/ไร่เท่านั้น หมายความว่าเราทำเงินได้เพียง 4,800 บาท/ไร่ เท่านั้น ต้นทุนช่วงนี้สูงมาก ชาวนาจึงไม่มีกำไร ตรงจุดนี้ฝากเป็นการบ้านให้รัฐบาลใหม่ได้ไปคิดด้วยเช่นกัน

