หมายเหตุ – ความเห็นจากนักวิชาการกรณีการอภิปรายในวาระการแถลงนโยบายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่อรัฐสภาสัปดาห์ที่ผ่านมา
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

กรณีประธานรัฐสภา สำหรับนายชวน หลีกภัย ถือว่าผ่าน แต่ภาพรวม ขอให้คะแนนอยู่ที่ 6.5 เต็ม 10 เพราะประธานวุฒิสภา คือนายพรเพชร วิชิตชลชัย ยังไม่สามารถควบคุมการประชุมได้ดีเท่านายชวน พบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในการประชุมสภาหลายครั้ง เกิดจากประธานวุฒิสภาไม่สามารถควบคุมสถานการณ์อะไรได้เลย แตกต่างจากนายชวนเมื่อเปรียบเทียบกัน
นายพรเพชรเป็นประธานสภาที่มาจาก ส.ว. ทำให้คะแนนตก เพราะไม่สามารถควบคุมสภาได้ ก่อนหน้านี้คุม สนช.ได้ เนื่องจาก ส.ว.หรือ สนช. เป็นกลุ่มคนมาจากกระบวนการเดียวกันทั้งหมด จึงไม่มีข้อขัดแย้งมากนัก แต่เมื่อมาอยู่ในกระบวนการสภา มีทั้ง ส.ว.และ ส.ส. มาจากการเลือกตั้ง เป็นคนละพวก คนละน้ำกัน บารมีตัวเองไม่พอจะควบคุมสถานการณ์มีทั้ง ส.ว.และ ส.ส. ถ้านับนายพรเพชรคนเดียว ถือว่าสอบตก
ส่วนกรณีของนายกรัฐมนตรี คะแนนโดยรวมอยู่ที่ 5 เต็ม 10 การนำเสนอของท่านคือการอ่าน ถามว่าทำไมการอ่านจึงมีปัญหา นั่นเพราะไม่ได้เตรียมตัวอ่าน จริงๆ แล้วอย่างน้อยต้องซ้อมมาบ้าง สัก 2-3 ครั้ง เพื่อความคุ้นชินกับภาษาเหล่านั้น แต่ปรากฏว่าท่านไม่ได้เตรียม หรือทำการบ้านมาน้อย ทำให้มีการใช้วิธีการสื่อสารที่ส่วนตัวคิดว่านำไปสู่ปัญหา ทำให้ลิ้นรัว เปิดข้ามหน้า ส่วนหนึ่งอาจมาจากความประหม่าด้วย
สำหรับภาพรวมของสภา ยังมองเห็นอะไรไม่ชัดเจนมากนักในนโยบายของพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาล ส่วนหนึ่งเป็นภาพกว้างที่เป็นผลจากรัฐธรรมนูญ กรณีพรรคฝ่ายค้าน ขอให้น้ำหนักพรรคอนาคตใหม่ สามารถอภิปรายได้ตรงประเด็นต่อนโยบายต่างๆ และไม่ใช้โอกาสนี้พูดไปในลักษณะที่เหมือนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องชื่นชมว่าพรรคอนาคตใหม่ทำการบ้านได้ดี ในขณะที่พรรคเพื่อไทยในบางครั้งเหมือนใช้โอกาสนี้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวนายกรัฐมนตรีในด้านคุณสมบัติ รวมถึงปัญหาค้างเก่าทั้งหมด ตรงนี้ทำให้กระบวนการทางสภาขาดความน่าสนใจไป แทนที่จะใช้โอกาสในการแถลงนโยบายหรือตรวจสอบ สอบถามความข้องใจในนโยบายต่างๆ
ดาวเด่นสภาโดยรวม ถ้าเป็นตัวบุคคล คือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อภิปรายประเด็นปัญหาด้านการเกษตร และนางสาวกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ พรรคอนาคตใหม่ พูดเรื่องการศึกษา ทำให้เห็นว่านโยบายที่รัฐบาลนำเสนอมีจุดอ่อน มีข้อบกพร่องอย่างไรบ้าง รวมถึงนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรคเพื่อไทย พยายามจะชี้ให้เห็นว่านโยบายที่คุณหาเสียงไว้มันหายไปไหน แกนหลักอยู่ที่นโยบายและชี้ให้เห็นว่านโยบายนั้นขาดตกบกพร่องอย่างไรบ้าง และอีกท่านที่พูดได้ดีคือ นายปิยบุตร แสงกนกกุล พรรคอนาคตใหม่ แต่มี ส.ส.ส่วนหนึ่งไปพูดถึงรัฐประหาร ถามว่าพูดได้ไหม ก็พูดได้แต่ประเด็นสำคัญ ณ วันนี้คือการแถลงนโยบาย จึงต้องวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาลว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน มีความเลื่อนลอยหรือข้อจำกัดอะไรบ้างที่จะนำไปสู่การปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จ
ในการอภิปรายครั้งนี้คนสนใจติดตามรับชมมาก ต้องขอบคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้คนติดตามการเมืองมากขึ้น หลังจากการเลือกตั้งเป็นต้นมา คนเฝ้าดูสถานการณ์ทางการเมือง ไม่ว่าชนชั้นใด สถานะใด อาชีพใด วันก่อนจะไปรับประทานอาหารที่ร้านข้างถนน ทางร้านบอกว่าอย่าเพิ่งสั่งได้หรือไม่ ขอฟังการอภิปรายก่อน ส่วนตัวก็รู้สึกหิว แต่ในอีกด้านหนึ่งรู้สึกว่าคนจำนวนมากสนใจการเมืองอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ถ้าทางสภาก็ดี ทางฝ่ายค้านก็ดี รัฐบาลก็ดีใช้โอกาสนี้ในการทำให้กระบวนการทางการเมืองเติบโตจะมีประโยชน์มาก
สิ่งที่ประชาชนได้เห็นในครั้งนี้ คือได้เห็นคุณภาพ ส.ส.หรือ ส.ว. โดยภาพรวมว่า คนที่เลือกเข้าไปมีคุณภาพอยู่ตรงไหน ใช้ศักยภาพเต็มที่หรือไม่ และคนที่ไม่ได้เลือกนั้นมีบทบาทมากน้อยแค่ไหน ทั้งหมดสะท้อนให้เห็นคุณภาพซึ่งจะนำไปสู่ผลของการเลือกตั้งครั้งหน้าว่าคนจำพวกไหนที่มีโอกาสกลับมาและคนประเภทไหนสมควรที่จะไม่ได้กลับมา
ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่

การแถลงนโยบายครั้งนี้ ท้ายที่สุดแล้ว ดูเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐประหารหรือการแสดงออก ความคับข้องใจที่มีต่อรัฐบาลชุดที่แล้วในระยะเวลา 5 ปีมากกว่า การอภิปรายเกี่ยวกับตัวบุคคล คุณสมบัติของรัฐมนตรี กระแสความต่อเนื่องของความไม่พอใจรัฐประหาร เพราะฉะนั้นในแง่ของการให้ผ่านหรือไม่ผ่านของการอภิปรายครั้งนี้ ไม่สามารถประเมินได้ เพราะยังเป็นนามธรรมมากๆ อีก 3 เดือนค่อยมาดูว่านโยบายที่มาแถลงวันนี้ทำได้จริงไหม เนื่องจากระหว่างตัวนโยบายกับเกมในรัฐสภา ก้ำกึ่งกันมาก จนทำให้หลายครั้งกลบกระแสของนโยบายที่จะถูกนำไปใช้จริง
สิ่งที่ประชาชนได้จากการฟังอภิปราย 2 วันคือ 1.นโยบายตอนหาเสียงถูกนำไปใช้จริงหรือไม่ 2.ได้เห็นว่าเวลาเข้าสู่กลไกรัฐสภา ผลประโยชน์ของประชาชนได้รับการปกป้องมากน้อยแค่ไหน ทั้งรัฐบาลเองและฝ่ายค้าน 3.หากเป็นไปได้ประชาชนอาจต้องกระตือรือร้นออกมาตรวจสอบควบคู่เชิงซ้อนควบคู่กับรัฐสภา เราไม่สามารถฝากความหวังไว้ที่ตัวรัฐสภาฝ่ายค้านได้อย่างเดียว ต้องมีแรงของประชาชนอีกชั้น นโยบายที่แถลงออกมาจะทำได้จริงหรือไม่ ประชาชนต้องติดตามอย่างใกล้ชิดมาก
สำหรับการทำหน้าที่ของประธานสภา สิ่งที่กระแสสังคมเห็นคือนายชวน หลีกภัย สอบผ่าน แต่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ไม่ผ่าน อย่างไรก็ตาม รัฐสภาชุดนี้ประธานรัฐสภามีความพิเศษ กล่าวคือมี ส.ว.มาจากการแต่งตั้งเข้าร่วมด้วยนอกจากพรรคการเมืองหลายพรรค เพราะฉะนั้นข้อบังคับสภาต้องทันกับเกมในรัฐสภา จุดนี้ทำให้คนที่มีประสบการณ์ในรัฐสภาดูเหมือนนายชวนจะได้เปรียบกว่านายพรเพชร อาจจะทันในแง่ของระเบียบข้อบังคับ แต่ถ้าไม่เท่าทันในการที่รัฐสภาประกอบด้วยบุคคลหลายฝ่าย ก็จะมีปัญหา
การอภิปรายครั้งนี้ หลายคนในฝ่ายค้านมีความโดดเด่นขึ้นมา ตัวคนรุ่นใหม่ถูกจับจ้องเป็นพิเศษ โดยเฉพาะผู้เข้าใจปัญหาปากท้องของประชาชน คนรุ่นใหม่และวิธีคิดใหม่ๆ ทำให้คนจับจ้องสนใจ อย่างนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ พรรคอนาคตใหม่ สามารถกล่าวถึงปัญหาของเกษตรกรได้อย่างถูกต้อง ส่วนตัวมีข้อสังเกตว่าการที่คนรุ่นใหม่จะกลายเป็นดาวเด่นของสภาได้คือ การแยกให้ออกระหว่างปัญหาปากท้องของประชาชนในชนบท กับคุณภาพชีวิต มักเป็นปัญหาของคนในเมือง
จรัส สุวรรณมาลา
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
โดยภาพรวมของการแถลงนโยบาย มีทั้งส่วนที่ดีและไม่ดี ส่วนดีที่เห็นคือมี ส.ส.จากแทบทุกพรรค ยกประเด็นนโยบายมาทักท้วงและให้ข้อคิดเห็น ถือเป็นเรื่องที่ดี เช่น ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นคุณหมอท่านหนึ่ง อภิปรายว่ารัฐบาลเสนอนโยบายโดยไม่ได้มีรายละเอียดเรื่องงบประมาณ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าเวลารัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นโยบายที่เป็นสาระสำคัญจะต้องแจงว่าใช้เงินจากไหน เท่าไร่ รัฐบาลไม่ได้ใส่ไว้และเป็นประเด็นที่อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญได้ เหล่านี้เป็นการแถลงนโยบายที่สร้างสรรค์
มีหลายท่านที่พูดถึงนโยบายที่ชอบ บางท่านพูดถึงนโยบายกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ส่วนมากเป็นฝ่ายค้าน น่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย บอกว่า ครม.ชุดที่ผ่านมาไม่ได้สนใจเรื่องกระจายอำนาจเท่าไหร่
ความจริงไม่ได้สนใจที่จะให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นด้วยซ้ำ เพราะประกาศในรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เห็นการดำเนินการ จึงอยากเห็นรัฐบาลจริงจังกับเรื่องนี้ เขาพูดดี บอกว่าถ้ารัฐบาลต้องการจะทำเรื่องกระจายอำนาจก็พร้อมจะสนับสนุน เป็นสัญญาณที่ดี การอภิปรายเช่นนี้ทำให้เกิดประโยชน์และทำให้เห็นความตั้งใจจริงของคนที่ได้รับการเลือกตั้ง
ส่วนที่ไม่ดี คือ ส.ส.หลายคนใช้เวลาไปกับเรื่องน้ำเน่า ตั้งใจยั่วยุให้อารมณ์เสีย รวมทั้งการอภิปรายของคุณเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ทำให้นายกฯต้องลุกขึ้นมา น็อตหลุด ซึ่งเข้าทาง เพราะความจริงมีเจตนาจะทำอย่างนั้น ส่วนตัวเห็นว่าการทำเช่นนี้ไม่ได้ประโยชน์บ้านเมือง แต่เป็นการหาช่องทางที่จะทำให้เกิดปัญหา เวลาอภิปรายส่วนใหญ่ยกเอาประเด็นที่รัฐบาลชุดที่แล้วทำไว้แล้วมีปัญหา ความจริงไม่เฉพาะรัฐบาลชุดก่อนหน้า แต่เป็นจากรัฐบาลชุดก่อนหน้านู้นด้วย เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เวลาของการอภิปราย เป็นนอกประเด็นและเสียเวลาไปมาก
เชื่อว่าหลายคนที่ฟังการอภิปรายจะรู้สึกเสียดายเงินที่ให้คนเหล่านี้มาเป็น ส.ส. รับเงินรวมกว่า 4.5 แสนบาทต่อเดือน ยังมีกองทุน สิทธิประโยชน์ที่จะได้ตลอดชีวิต บอกตามตรงว่ารู้สึกเสียดาย คัดเอา ส.ส.ที่อภิปรายดีๆไว้ และเอา ส.ส.ที่อภิปรายอย่างไม่ทรงเกียรติออกไป รู้สึกรังเกียจเสียด้วยซ้ำ เพราะเงินเดือนที่มาจากประชาชนใช้ไม่คุ้ม เราไม่จำเป็นต้องมี ส.ส.มากขนาดนั้น ให้เหลือสักประมาณ 50 คนก็พอ ที่เหลือไม่ต้องมีก็ได้ ไม่รู้ว่าคนที่อยากเลือกตั้งได้ฟังการอภิปรายหรือไม่ ได้ฟังแล้วรู้สึกว่าอยากเลือกตั้งหรือไม่ ผมเองก็อยากให้มีการเลือกตั้ง แต่ถ้าเลือกตั้งแล้วได้ ส.ส.คุณภาพแบบนี้ก็ไม่คุ้ม
นี่เป็นเพียงยกแรก ตามยกต่อไปว่ากฎหมายต่างๆ ที่สภาจะทำหน้าที่ในการออกและแก้ จะทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา สภาที่มาจากการเลือกตั้งมักจะผ่านกฎหมายได้ค่อนข้างน้อย 1 ปี ได้ 10 กว่าฉบับ การทำหน้าที่ออกกฎหมายก็น่าจะสอบตกอีก เพราะไม่รู้ได้ทำหน้าที่หรือไม่ เพราะจวักที่ตักแกงไม่เคยรู้รสชาติแกง แต่ต้องรอดูยกต่อไป
การทำหน้าที่ของประธานสภา คุณชวน หลีกภัย ค่อนข้างโอเคกว่า คุณพรเพชร วิชิตชลชัย คนนี้สอบไม่ค่อยผ่าน ยังทำหน้าที่ไม่ค่อยดีเหราะความยืดหยุ่นที่มีกับ ส.ส.ค่อนข้างน้อย และเข้าใจว่า ส.ส.ก็ไม่ค่อยเกรงใจคุณพรเพชร เป็นเพราะที่มาด้วย แต่เกรงใจคุณชวนมากกว่า เพราะเป็น ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง มาจากพรรคการเมือง ทำให้รู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกันมากกว่า
โดยวาระของการประชุมการทำงานของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งวุฒิสภายังแสดงบทบาทได้ไม่เต็มที่ เป็นที่รู้กันเรื่องที่มาแต่รัฐบาลจะตำหนินโยบายของตัวเองไม่ได้ ก็ต้องนั่งฟังให้ครบถ้วน ความจริงเสนอแนะหรือตั้งข้อสังเกตก็ได้ แต่ขณะนี้ยังทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่าวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งแล้วเชื่อว่าต่อไปอีก 4-5 ปีก็น่าจะทำหน้าที่ได้ประมาณนี้ ไม่คิดว่าจะดีกว่านี้
ส่วนฝ่ายค้าน ให้คะแนนสอบตก แต่ไม่ใช่ทุกคน ที่ดีก็มี ส่วน ส.ส.พรรคฝ่ายค้านที่สอบตกก็เพราะไม่ได้ทำหน้าที่ในเชิงนโยบาย แต่เป็นลักษณะของการด่าทอมากกว่า ไม่น่าให้สตางค์
ส่วนนายกรัฐมนตรี ความจริงแล้วก็มีคนคาดหวังว่า ไม่ว่าใครจะพูดอะไร นายกฯจะไม่โต้ตอบ ถ้าจะอธิบายในเชิงที่มีการต่อว่า เช่น การปฏิวัติ หรือการเป็นนายกฯ 4-5 ปีไม่ได้เลือกตั้งคราวนี้มาเป็นอีกสมัย น่าอาย ทำนองนี้เป็นประเด็นที่นายกฯไม่ควรโต้ตอบเพราะเป็นเรื่องที่ไม่ใช่ประเด็น แต่เข้าใจว่าตั้งแต่เช้าถึงเย็น นายกฯก็คงจะมีอารมณ์เสียบ้าง แต่จากนี้ไปนายกฯน่าจะเข้าใจแล้วว่าเกมในสภาเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องการอ่านข้าม มองว่าไม่น่าจะเป็นสาระ เพราะไม่ว่านโยบายจะมีกี่หน้า ก็อาจจะสรุปใน 5 นาที โดยไม่ต้องอ่านก็ได้ นายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาหลายคนพูดเก่ง ก็ไม่นำเสนอด้วยการอ่าน แต่ใช้การอธิบาย ส่วนเรื่องการอภิปราย โดยมารยาทแล้วต้องพูดผ่านประธานสภา เป็นหนึ่งในข้อบังคับ
โดยภาพรวมของการแถลงนโยบาย ถ้าประเมินก็ให้คะแนนแค่ 50 เต็ม 100 เพราะวัตถุประสงค์ของการอภิปราย เป็นการทำหน้าที่ร่วมกัน เพื่อหาสาระสำคัญเพื่อเป็นแนวทาง เป็นกรอบของรัฐบาลต่อไป กล่าวคือ ฝ่ายรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นนโยบายและแสดงความรับผิดชอบ สภาควรไล่เรียงว่าควรทำเรื่องไหนก่อนหลังอย่างไร ที่ให้คะแนนเท่านี้ เพราะสภาไม่ได้มุ่งเรื่องนโยบาย แต่ใช้เวลาส่วนมากกับการทะเลาะ ไม่ใช่หน้าที่ของผู้แทนราษฎร และรัฐบาลเองก็อภิปรายไม่ครบถ้วน

