หมายเหตุ – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและ รมว.พาณิชย์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ร่วมงานเสวนา หัวข้อ ทิศทางประเทศไทยภายใต้รัฐบาลใหม่ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่5 สิงหาคม
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
รมว.พลังงาน
ช่ วง 3 เดือนแรก จะเร่งดำเนินการ ได้แก่ 1.แก้ไขปัญหา สร้างความสมดุล โดยจะปรับโครงสร้างไบโอดีเซล โดยต้องมีแนวทางในการแก้ปัญหาสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่ชัดเจน ซึ่งขณะนี้กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) อยู่ระหว่างศึกษา คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานในการแก้ไขปัญหาภาคการเกษตร ในการดึงพืชน้ำมัน ปรับทิศทางผลผลิตของปาล์มที่มีปัญหามานาน 30 ปี เพื่อให้เกษตรกรมีราคาผลผลิตที่มั่นคง หากแก้ไขปัญหาเรื่องไบโอดีเซลได้ จะเป็นการนำร่องเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาเรื่องอื่นๆ ต่อไป
ประเทศไทยมีการผลิตปาล์มดิบเพียง 10% ของโลก น้อยกว่าอินโดนีเซียและมาเลเซียที่มีกำลังผลิตถึง 90% ของโลก ฉะนั้น แค่แก้ปัญหาโอเวอร์ซัพพลายในประเทศให้ได้ก็จะเกิดสมดุล โดยผลักดันสู่การใช้ดีเซล บี10 เป็นน้ำมันพื้นฐานแทนดีเซล บี7 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และใช้ บี20 สำหรับกลุ่มรถขนาดใหญ่
2.จะร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ปรับแนวทางการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย สามารถใช้พลังงานได้ในราคาถูก โดยจะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น ค่าไฟฟ้า ก๊าซหุงต้ม เป็นต้น
3.จะขับเคลื่อนเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (กองทุนอนุรักษ์พลังงาน) ที่มีงบประมาณปีละกว่า 10,000 ล้านบาท เข้ามาช่วยสนับสนุนโครงการ โดยสั่งการให้ปรับเงื่อนไขหลักเกณฑ์ยื่นขอรับเงินสนับสนุนโครงการ เพื่ออนุมัติเงินส่วนนี้ให้กับชุนชนเป็นหลัก คาดว่าจะประกาศกรอบการพิจารณาได้กลางเดือนสิงหาคมนี้
มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) พิจารณาแนวทางใช้พลังงานเป็นตัวแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยส่งเสริมให้โรงไฟฟ้าชุมชนเกิดขึ้น และให้ประชาชนที่อยู่รอบโรงไฟฟ้าได้รับสิทธิพิเศษในการใช้ไฟฟ้าในอัตราพิเศษ หรือใช้ไฟฟ้าฟรี เพราะเป็นผู้เสียสละอยู่ในพื้นที่ที่ตั้งโรงไฟฟ้า และเพื่อให้การขยายโรงไฟฟ้าในอนาคตทำได้ง่ายขึ้น
รวมถึงจะร่วมมือกับกระทรวงการคลัง ปรับแนวทางการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยตัวจริงให้เข้าถึงการใช้ไฟฟ้าผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และในอนาคตจะเชื่อมโยงกับกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อให้รัฐวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ใช้ไฟฟ้าในราคาถูก
ทั้งนี้ สั่งการให้ปรับแก้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ ปี 2561-2580 (พีดีพี 2018) โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้น เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงพลังงาน ผ่านการจัดตั้งโรงไฟฟ้าชุมชน ซึ่งเชื้อเพลิงจะมาจากโซลาร์เซลล์ ไบโอแก๊ส และไบโอแมส เป็นต้น เรื่องนี้จะเร่งรัดให้เกิดขึ้นโดยเร็ว และเปิดโอกาสให้ภาคชุมชนเข้ามาร่วมลงทุน เพราะไฟฟ้าจะต้องไม่ใช่เรื่องของรายใหญ่เพียงคนเดียว อีกทั้งจะเปิดให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้ด้วย
ขณะที่ เรื่องการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานนั้น กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญกับการกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าให้เหมาะสม ทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และพลังงานทางเลือก ภายใน 1-2 วันนี้ ได้เรียกประชุมทีมงานกระทรวงพลังงาน ว่าจะปรับสัดส่วนพลังงานทางเลือกอย่างไร รวมถึงเรื่องก๊าซนั้น จะต้องมีการวางแผนงานเพื่อดูแลความมั่นคงในระยะยาวด้วย
สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
รมว.อุตสาหกรรม

ส งครามการค้าสหรัฐและจีน มีความรุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่แล้ว จนถึงปีนี้ ทำให้เศรษฐกิจโลกกระทบรุนแรง ทำให้จีดีพีของประเทศจีนตกต่ำสุดในรอบ 28 ปี จีดีพีสิงคโปร์ก็ตกต่ำสุดในรอบทศวรรษ ไทยจึงหลีกเลี่ยงผลจากสงครามการค้าไม่ได้ เพราะไทยส่งออกสินค้าไปอเมริกาและจีนรวมกันกว่า 21%
ทั้งนี้ ใน 3 เดือนจากนี้ไปกระทรวงอุตสาหกรรมจะดูว่าทำอย่างไรให้ได้ประโยชน์จากสงครามการค้า แน่นอนเมื่อมีการขึ้นกำแพงภาษีระหว่างจีนและสหรัฐ นักธุรกิจ นักลงทุนจะต้องหาทางขยับขยายไปประเทศอื่น ตรงนี้ถือเป็นโอกาสของไทยดึงการลงทุนจาก 2 ประเทศเข้ามาในไทย
ดังนั้น ช่วง 2-3 เดือนจากนี้ไปกระทรวงเศรษฐกิจของไทยรวมถึงกระทรวงอุตสาหกรรม จะเดินทางไปโรดโชว์ในประเทศจีน สหรัฐ หรือเชิญนักธุรกิจทั้ง 2 ประเทศที่อยู่ในไทยมาพูดคุยกันว่าอยากให้รัฐบาลตอบสนองอะไรบ้าง
ขณะนี้มีความเป็นกังวลว่าไทยจะไม่สามารถดึงดูดนักลงทุนเหล่านั้นมาได้ เพราะคู่แข่งอย่างเวียดนามกำลังมาแรง ซึ่งปัจจัยสำคัญดึงการลงทุนไม่ใช่เฉพาะค่าแรง แต่ต้องดูถึงศักยภาพ ความแข็งแกร่งทางด้านโครงสร้างพื้นฐาน วิศวกร พื้นที่ศักยภาพของอีอีซี (เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก) ทำให้ไทยได้เปรียบเวียดนาม จึงไม่กังวลว่าจะสูญเสียความสามารถดึงดูดนักลงทุน แต่ต้องมียุทธศาสตร์ที่เหมาะสม
การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเอสเอ็มอี ต้องเริ่มดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะเอสเอ็มอีมีสัดส่วนการจ้างงานเกินกว่า 70% เรื่องนี้เป็นเรื่องหลักจะเดินไปอย่างรูปธรรม โดยเตรียมยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ยกระดับผลิตภาพอุตสาหกรรม และนวัตกรรม มุ่งสู่เศรษฐกิจวิถีไทยให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจฐานราก ทำให้เอสเอ็มอีเชื่อมโยงกับภาคเกษตร เป็นเกษตรอุตสาหกรรม ใช้นวัตกรรมในภาคเกษตร เป็นสมาร์ทฟาร์มมิ่ง เพื่อสร้างรายได้ให้กับภาคเกษตร กระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
กระทรวงอุตสาหกรรมจะส่งเสริมผู้ประกอบการเกษตรเพื่อผลักดันเกิดการเกษตรแปรรูปพันธุ์ใหม่ จัดการธุรกิจแบบมืออาชีพ ทำตลาดผ่านดิจิทัล ขยายผลหมู่บ้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เชื่อมโยงเศรษฐกิจชุมชน สนับสนุนแหล่งเงินทุน ผ่านมาตรการใหม่ๆ โดยให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เข้ามาช่วย
ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนยากมาก ในการขอสินเชื่อยังเน้นเรื่องหลักประกันที่ต้องวางค้ำประกัน ซึ่งระบบเศรษฐกิจไทยเป็นระบบทุนนิยม แต่ถ้าผู้ประกอบการไม่มีทุน เป็นไปได้ยากที่ธุรกิจจะเกิด ดังนั้น เตรียมไปพูดคุยกับ ธพว.เพื่อให้ผ่อนปรนการสนับสนุนสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอี และจะอธิบายให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผ่อนเกณฑ์เงื่อนไขในการปล่อยกู้ให้เอสเอ็มอี
ส่วนการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานมีปัญหาใต้โต๊ะจนเป็นต้นทุนของผู้ประกอบการ เคยวางแนวทางไว้ให้ขอได้ง่าย ไม่มีปัญหาเหมือนเมื่อ 10 ปีก่อน แต่พบว่าช่วงหลังๆ การขอใบอนุญาตมีการปรับเงื่อนไข จนไปสู่ภาพพจน์ที่ไม่ดี เกิดการร้องเรียน ทั้งนี้ มอบนโยบายผู้บริหารกรมโรงงานแล้วว่าการขอใบอนุญาตโรงงานต่อจากนี้ต้องง่ายขึ้น
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
รองนายกฯและรมว.พาณิชย์
ก ระทรวงพาณิชย์จะเร่งรัดดำเนินงานที่ประชาชนอยากเห็น เร็วที่สุดโดยมี 4 เรื่องหลัก ได้แก่ เรื่องแรก การประกันรายได้เกษตรกรเพื่อช่วยเติมเต็มเศรษฐกิจฐานรากให้สามารถยังชีพได้ เพราะหัวใจสำคัญ คือ เกษตรกร โดยตามนโยบายกำหนด 5 พืชเกษตร คือ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด
โดยหลักการประกันรายได้ คือ จะจ่ายชดเชยส่วนต่างจากราคาที่ตั้งไว้ และราคาในตลาดโลก เช่น หากตั้งว่าราคาข้าวที่เหมาะสมอยู่ที่ข้าวเกวียน 10,000 บาทต่อตัน ส่วนราคาตลาดอยู่ที่ 8,000 บาทต่อตัน จะมีช่องว่างหรือส่วนต่าง 2,000 บาทให้เกษตรกร แต่หากรัฐบาลจะชดเชยตลอดไปก็จะเป็นภาระงบประมาณ ดังนั้น จะต้องเพิ่มคุณภาพสินค้าเกษตรเพื่อให้ราคาตลาดปรับเพิ่มขึ้น ส่วนพืชอื่นๆ จะมีมาตรการช่วยเหลือเช่นกัน แต่ยืดหยุ่นตามความเหมาะสม
เรื่องที่สอง การเข้าไปดูแลควบคุมราคาสินค้าเพื่อดูแลค่าครองชีพและดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรม เพราะเมื่อเพิ่มรายได้แล้วต้องควบคุมรายจ่ายเพื่อให้เหลือเงินออม
เรื่องที่สาม แม้ว่าขณะนี้ทุกประเทศได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐและจีน แต่จะต้องผลักดันการส่งออกให้เพิ่มขึ้น โดยการส่งออกยุคนี้ภาคเอกชนที่มีประสบการณ์การค้าและทำรายได้เข้าประเทศตัวจริงจะเป็นทัพหน้า ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะเป็นทัพหนุน หากเอกชนขาดเหลืออะไรภาครัฐจะเข้าไปช่วยคลี่คลายขจัดปัญหาเพื่อให้ผู้ส่งออกไทยไปรบชนะในต่างแดน
กระทรวงพาณิชย์จะตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) เพื่อให้เป็นเวทีและกลไกสำคัญในการพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีผมเป็นประธาน มีตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ส่งสินค้าทางเรือ (สรท.) สมาคมธนาคารไทย
ทั้งนี้ จะประชุมนัดแรกวันที่ 9 สิงหาคมนี้ ที่กระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือเร่งรัดการส่งออกในระยะต่อไป ภายใต้กลยุทธ์ 1.รักษาและขยายตลาดเดิม โดยเฉพาะตลาดอาเซียนและการค้าชายแดน จะมีการจัดเวทีในพื้นที่ด่านชายแดนต่างๆ เพื่อพบปะเอกชนว่ามีปัญหาอุปสรรคอะไรหรือไม่และจะมีการหารือร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย
2.เปิดตลาดใหม่ เช่น อินเดีย อเมริกาใต้ และตะวันออกกลาง และ 3.ฟื้นตลาดเก่าที่เคยขยายตัวดี เช่น ตลาดข้าวในอิรัก จอร์แดน เป็นต้น คาดว่าจะช่วยเพิ่มตัวเลขส่งออกปีนี้ให้มากขึ้น หรือหากลดจะให้ลดน้อยที่สุด
เรื่องที่สี่ คือการเจรจาระหว่างประเทศที่ค้างท่อต้องมาเร่งดำเนินการ ได้แก่ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ หรืออาร์เซ็ป หรืออาเซียน+6 (จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) โดยการประชุมล่าสุดที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้ง 16 ประเทศ จะผลักดันทำให้เสร็จในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ และปี 2563 จะลงนามให้เรียบร้อย
อาร์เซ็ปเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของโลก มีประชากรรวมกว่า 3,500 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรโลก มูลค่าอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะเป็นอันดับต้นๆ ของโลก หรือจีดีพีรวมกัน 30% ของโลก หากสามารถบรรลุความตกลงกันได้ สินค้าสำคัญที่ไทยสามารถส่งออกไปได้ อาทิ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ อาหาร เป็นต้น
นอกจากนี้ จะเร่งฟื้นการเจรจาการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (อียู) ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมข้อมูลแล้ว จะนำเสนอขอกรอบต่อ ครม.ต่อไป

