หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการและนักการเมือง กรณีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐสภา เพื่อให้การดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสภาผู้แทนราษฎรและรัฐสภาเป็นไปอย่างมีระเบียบแบบแผนตามระบบรัฐสภา ประกอบด้วย คณะที่ปรึกษาและกรรมการ 67 คนนั้น
วิเชียร ชวลิต
นายทะเบียนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะรองประธาน
คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล)

ปกติวิปรัฐบาลจะมีไม่มากเท่านี้ เพราะรัฐบาลที่ผ่านมามีพรรคการเมืองไม่มากเท่านี้ ดังนั้นจำนวนพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาล จึงเป็นตัวแปรสำคัญในการมีจำนวนวิป
รัฐบาล เพราะวิปมีหน้าที่ดูแล ส.ส.ของแต่ละพรรค แต่ละกลุ่ม ซึ่งเมื่อรัฐบาลปัจจุบันประกอบด้วยหลายพรรคจึงมีวิปถึง 61 คน
แต่ไม่ว่าจะมีมากหรือน้อย ก็ไม่ใช่ประเด็นปัญหาหรืออุปสรรคในการทำงาน เพราะที่สำคัญคือ
จะทำอย่างไรให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน หน้าที่ของวิปรัฐบาลนั้นคือ เชื่อมโยงการทำงานของรัฐบาลมายังสภาผู้แทนราษฎร เช่น การตั้งกระทู้ถาม การหารือ เสนอกฎหมายของรัฐบาล
โดยวิปทำหน้าที่ประสานให้เกิดความเข้าใจ ให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งนี้ เนื่องด้วยฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน มีเสียงไม่ต่างกันมากนัก วิปรัฐบาลจึงต้องทำงานอย่างละเอียด โดยต้องมีการเช็กเสียงของ ส.ส.อย่างต่อเนื่อง
แต่ไม่ใช่การกำกับ เพียงแต่ต้องดูแล เช่น จะมีสมาชิกเข้าประชุมเท่าใด ตรงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ เพราะรัฐบาลกับฝ่ายค้านนั้นมีเสียงใกล้เคียงกัน พร้อมกันนี้ยังต้องประสานงานกับวิปฝ่ายค้านด้วย เพื่อทำงานร่วมกันในสภา ซึ่งไม่ใช่
การตกลงกัน แต่ต้องประสานงานเพื่อให้การทำงานในสภาเป็นไปอย่างราบรื่น เชื่อว่าการประสานงานนี้ จะทำให้ทุกอย่างราบรื่น
มากขึ้น
การทำงานของวิปรัฐบาลที่ผ่านมา เป็นไปอย่างเรียบร้อยในระดับที่น่าพอใจ เพราะแม้ว่าฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล
จะประกอบด้วยพรรคการเมืองที่มากเหมือนกัน แต่ทุกอย่างกลับเรียบร้อยดี
ส่วนที่มีประเด็นว่าฝ่ายรัฐบาลโหวตแพ้ฝ่ายค้านเกี่ยวกับข้อบังคับการประชุมสภานั้น ถือเป็นประเด็นคลาดเคลื่อน เพราะข้อบังคับการประชุมนั้น เป็นเรื่องของกรรมาธิการเสียงข้างมากและกรรมาธิการเสียงข้างน้อย
ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน
เพราะไม่ใช่กฎหมายที่เสนอโดยรัฐบาล ดังนั้นเรื่องดังกล่าวนี้ จึงเป็นเรื่องความเห็นที่ต่างกันของสมาชิกในสภา และเรื่องนี้จะไม่มีผลต่อการทำงานของฝ่ายรัฐบาลในอนาคต
กฎหมายสำคัญหลังจากนี้คือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ซึ่งคาดว่าจะเข้าสภาในเดือนตุลาคมนี้ โดยวิปได้เตรียมความพร้อม สร้างความเข้าใจในหมู่สมาชิก
กระนั้นก็มีอุปสรรคหลายประการ เช่น อาคารที่ประชุม ซึ่งเป็นอาคารที่ใช้ชั่วคราว ที่เรายืม ส.ว.ใช้อยู่ นอกจากนี้ การเสียบบัตรและเรื่องต่างๆ ก็ยังมีปัญหาอยู่ รวมถึงห้องอื่นๆ ที่จะสนับสนุนการทำงานก็ยังไม่สมบูรณ์ เหล่านี้เป็นอุปสรรคที่จะต้องได้รับการแก้ไขให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อย
ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่
ในขั้นต้น ถ้ามองกันจริงๆ แล้ว สิ่งที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำอยู่คือการบริหารการเมืองมากกว่าบริหารบ้านเมือง ปัญหาของรัฐบาลคือเสียงที่ค่อนข้างน้อย ที่สำคัญเป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งไม่สามารถจัดตั้งเสียงข้างมากได้ ปัญหาที่ต้องรีบแก้คือร่างเกี่ยวกับพระราชบัญญัติงบประมาณ เพราะฉะนั้นแล้ว สิ่งที่สังคมจะต้องจับตาดูในอนาคตคือ การบริหารการเมือง กับการบริหารบ้านเมืองในฐานะนายกรัฐมนตรี จะวางน้ำหนักไว้ตรงไหนเป็นสำคัญ
สมมุติ ถ้าเป็นการบริหารการเมืองหมายความว่า การบริหารบ้านเมืองในโครงการเฉพาะหน้าหลายๆ เรื่องตั้งแต่ด้านเศรษฐกิจ ภัยพิบัติต่างๆ สามารถที่จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากหากบริหารการเมืองมากไป มองว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงของรัฐบาลมากกว่าความมั่นคงของประชาชน
เอาจริงๆ ต้องมองว่าข้าราชการการเมือง ต่างจากข้าราชการประจำ แต่สิ่งที่กำลังทำดูเหมือนกับมาสร้างระบบของข้าราชการในการทำงานบริหารประเทศให้ใหญ่เทอะทะมากขึ้นไปอีก
ฉะนั้นการบริหารการเมืองนั้น สิ่งที่ต้องพิจารณาให้มากที่สุดคือ จะทำอย่างไรให้เกิดความคล่องตัวในการตัดสินใจเชิงนโยบาย ไม่ควรทำให้ระบบของการบริหารการเมืองสร้างคนมาเทอะทะ
ซึ่งการตั้งกรรมาธิการขึ้นมาอย่างนี้ ประเทศต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน เพราะผู้แบกรับภาระที่แท้จริงคือ ประเทศ
ชินวรณ์ บุณยเกียรติ
ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล)

การแต่งตั้งเป็นไปตามสัดส่วนของพรรคการเมือง เรามีพรรคร่วมหลายพรรค ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ต้องให้ช่วยดูแล ส.ส.และควบคุมเสียงอยู่แล้ว เพราะหน้าที่ของวิปคือ ต้องควบคุมเสียง
อย่างไรก็ตาม ภารกิจของวิปปัจจุบันมีหลายส่วนคือ ส่วนที่ควบคุมเสียงของแต่ละพรรคประมาณ 5 ต่อ 1 คือ วิป 1 คน คุมเสียง 5 เสียง อีกส่วนหนึ่งทำหน้าที่ประธาน รองประธาน รวมถึงการติดตามกระทู้ และญัตติ เพื่อประสานงานกับฝ่ายวิชาการเพื่อจัดทำข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย
นอกจากนี้ มีบางคนที่ได้รับมอบหมายที่จะประสานรัฐมนตรีมาตอบกระทู้ด้วย ทั้งนี้ เรายังไม่ได้มีการแบ่งงานกันชัดเจน ซึ่งเบื้องต้นทำงานกันตามสัดส่วนของพรรค และรายละเอียดของงานก็ยังช่วยๆ กันทำอยู่
ส่วนที่ถามเรื่องที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการต่อรองกันเยอะในพรรคร่วมจนต้องตั้งวิปจำนวนมากขึ้นมาคุมเสียงนั้น ผมขอเรียนว่า วิปเป็นกลไกปกติของการเมืองในระบบรัฐสภาที่ต้องมีการควบคุมเสียงให้ไปในทิศทางเดียวกกัน
และวิปก็มาจากภาษาฝรั่งที่หมายถึง แส้ม้า ที่จะต้องใช้ควบคุมเสียงอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาในหลายยุคที่มีการตั้งวิปจำนวนประมาณนี้ โดยครั้งนี้มีพรรคร่วมรัฐบาลจำนวนมาก เราก็ต้องมีตัวแทนของทุกฝ่ายมาร่วมกัน เราก็ต้องทำงานอย่างร่วมมือ และประสานการทำงานกัน รวมถึงทำงานให้เป็นเอกภาพกันมากยิ่งขึ้น เพื่อควบคุมเสียงในสภาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งไม่น่าจะมีปัญหา เพราะการทำงานก็เริ่มเป็นเอกภาพมากขึ้น
ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เป็นธรรมดาที่รัฐบาลตั้งวิปรัฐบาลขึ้นมา เพราะต้องมีคนมาช่วยงาน เพียงแต่จะแต่งตั้งจำนวนมากหรือน้อยก็คงเป็นเรื่องที่สามารถใช้ดุลพินิจได้ระดับหนึ่ง ทั้งนี้ ควรคำนึงนิดหนึ่งว่าตำแหน่งเหล่านี้เป็นตำแหน่งทางการเมือง สามารถให้คุณให้โทษได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้นเมื่อมากับการเมืองก็ต้องไปกับการเมือง ถึงจะมาจากฝ่ายการเมืองอย่างถูกต้อง ใช้ภาษีจากประชาชนก็ตาม
ที่สำคัญคือเรื่องการควบคุม เพราะหากพูดกันตามจริงแล้ว ไม่ว่าจะภาคราชการ หรือมหาวิทยาลัย ต้องระมัดระวังเรื่องวินัยทางการเงินการคลังอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อแต่งตั้งอะไรที่เกินความเหมาะสมก็จะก่อภาระทางการคลังด้วย นี่เป็นเรื่องของรัฐบาลที่ขอติงเล็กน้อย
นอกจากนี้ ในเรื่องความเหมาะสม คิดว่ารัฐบาลคงคิดแล้วว่ามีความจำเป็น มีความต้องการ จึงแต่งตั้งขึ้นมาเช่นนี้ ถ้าตั้งแบบนี้ก็หมายความว่าการต่อรองกระจัดกระจาย
อย่างไรก็ดี รัฐบาลนี้มีพรรคการเมืองรวม 20 พรรค ตอนนี้อาจเหลือ 19 หากนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ไม่อยู่ โดยเสถียรภาพรัฐบาลปริ่มน้ำที่เราเห็นทำให้เกิดความกังวล ผลคือตั้งวิปรัฐบาลถึงกว่า 60 คน
การแต่งตั้งหลายสิบคน ส่วนหนึ่งอาจเพราะไม่ต้องการแพ้โหวตในสภา แต่เหนือกว่านั้นคือ หากพูดตามความจริง วิปรัฐบาลทำให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปได้ ทำให้ทำงานได้ สื่อสารกับคนในรัฐบาลได้ และที่แต่งตั้งเยอะเพราะพรรคการเมืองเยอะ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงของรัฐบาลเองซึ่งแก้ด้วยการตั้งคนจำนวนมากขนาดนี้
วิปรัฐบาลสำคัญแน่ เพราะรัฐบาลหลายพรรค เป็นจำนวนเสียงโหวตที่หากไม่มีวุฒิสภามาช่วยก็ยากที่จะพ้นไปได้ ดังนั้น การระดมคนเข้าประชุม การเช็กจำนวนยิ่งกว่าเด็กนักเรียนเช็กชื่อเสียอีก
ทั้งนี้ รัฐบาลเป็นผู้แต่งตั้งวิป ตามที่เป็นคำสั่งตั้งเป็นข้าราชการการการเมือง มีจำนวน 61 ตำแหน่ง อาศัยอำนาจตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินปี 2534 เขาก็บอกว่าเป็นมติ ครม.ตั้งกรรมการบริการราชการแผ่นดินเกี่ยวกับกิจการรัฐสภาขึ้นมาคณะหนึ่ง เรียกว่าคณะกรรมการประสานงานกับสภาผู้แทนราษฎร โดยมีองค์ประกอบและหน้าที่ตามที่ระบุ นอกจากนี้ ยังมีส่วนผู้แทนส่วนราชการจำนวนหนึ่ง มีฝ่ายเลขาธิการทำหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับกิจการรัฐสภาให้สอดคล้องกับการบริหารกิจการของรัฐบาล
อีกส่วนหนึ่งคือประสานงานกับสมาชิกรัฐสภา พรรคการเมืองในปัญหาต่างๆ พิจารณาระเบียบวาระหรือการกลั่นกรองว่าเรื่องไหนจะเข้าก่อนหลัง โดยคณะชุดนี้จะพิจารณาว่าร่างกฎหมายใดจะเข้าช่วงไหนอย่างไร เป็นการจัดระเบียบวาระ และเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลปกติ
การแต่งตั้งจำนวนมากขนาดนี้คือการกังวลเสถียรภาพ และไม่ใช่ความกังวลว่าจะแก้ปัญหายังไง แต่กังวลกับเสียงโหวตว่าหากคนไม่อยู่จะทำอย่างไร
นี่คือความห่วงใยที่ชัดที่สุด การตั้งอย่างนี้เป็นกระจกสะท้อนความอ่อนไหวที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ จึงต้องตั้งคนเข้าไปช่วยจัดระเบียบเยอะขนาดนี้ แต่อย่างน้อยก็ให้โอกาสเขาทำงานหน่อย

