หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการ กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ปฏิเสธข้อเสนอของฝ่ายค้านที่จะให้ถือธงนำในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ทั้งที่เป็นนโยบายเร่งด่วน 12 ข้อของรัฐบาลด้วยนั้น
ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา

อั นดับแรก คิดว่านายกฯ กำลังทำผิดสัญญาประชาคม การแถลงนโยบายของรัฐบาลระบุว่าการแก้รัฐธรรมนูญ (รธน.) เป็นวาระเร่งด่วน ดังนั้น การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไม่สนใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญถือว่าผิดหลักการ ประการต่อมา เหตุผลที่นายกฯ เลือกกล่าวเช่นนี้ เพราะเกรงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคฝ่ายค้าน ของภาควิชาการหรือภาคประชาสังคม จะไปกระทบผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำที่ได้รับผลประโยชน์จากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ รวมถึง ส.ว. ที่จะเสียประโยชน์ เนื่องจากข้อเสนอหลายอย่างของหลายฝ่าย ระบุว่า ส.ว.ชุดนี้เป็นกลไกสำคัญในการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลชุดต่อไป
ประการที่ 3 เข้าใจว่านายกฯ คงประเมินสถานการณ์ว่ายังมีประชาชนส่วนหนึ่งที่ยังสนับสนุนท่าน และไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ท่านลืมประเมินว่าการสื่อสารทางการเมืองหรือการสร้างข้อเสนอแบบนี้ ทำให้สังคมแตกออกเป็น 2 ฝ่าย มีโอกาสที่จะแตกแยกทางความคิดได้ จึงกลับไปที่ประเด็นเดิมซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญอยู่ในวาระเร่งด่วนของรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้ฝ่ายค้านได้เปรียบในทันทีเพราะนายกฯ พูดผิดหลักการที่ตัวเองให้สัญญาประชาคมไว้ตอนแถลงในสภา จึงยิ่งสร้างความชอบธรรมให้พรรคฝ่ายค้านว่านายกฯ ไม่ทำตาม นโยบายที่แถลงไว้ ฝ่ายค้านและแนวร่วมก็มีโอกาสขยายเรื่องนี้ต่อไปให้เป็นประเด็นสาธารณะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น อาการไม่ทำตามสิ่งที่แถลงในสภา ทำให้ความเชื่อถือของนายกฯ มีปัญหา เมื่อพูดในเชิงหลักการไปแล้วว่าจะตั้งกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีมติในสภาด้วย
แต่วันนี้กลับพูดอีกอย่างหนึ่งทำให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือของคำพูดน้อยลง เพราะเป็นเรื่องของหลักการ การที่ท่านพูดว่าไปถามสังคมหรือยังว่าเห็นด้วยหรือเปล่ากับเรื่องนี้ แสดงว่าไม่ได้คำนึงถึงหลักการ ทั้งยังเหมือนการจุดชนวนให้สังคมเกิดความขัดแย้งซึ่งไม่เป็นผลดีต่อภาพรวมของรัฐบาล
สำหรับกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงการโหวตตั้งกรรมาธิการศึกษารัฐธรรมนูญในต้นเดือนพฤศจิกายนนี้ ว่าสภาผู้แทนราษฎรจะให้ตั้งหรือไม่นั้น มองว่าก็เหมือนกับการตั้งกรรมการอีอีซี จากกลไกอำนาจรัฐ ฝ่ายค้านแทบจะทำอะไรไม่ได้เลย
ในขณะเดียวกันก็ไม่ทราบว่าสถานการณ์ภายในของพรรคฝ่ายค้านในขณะนี้ โดยเฉพาะในพรรคเพื่อไทยมีเอกภาพมากน้อยแค่ไหน จึงเห็นว่าในการขับเคลื่อนต้องประสานการร่วมมือกันหลายๆฝ่าย ไม่ใช่แค่ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายสภา แต่หมายถึงองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ คนรุ่นใหม่ กระแสสังคมที่เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ต้องมีการแก้ไข ถ้าคาดหวังแค่จากพรรคฝ่ายค้านอย่างเดียว รู้สึกกังวลต่อสถานการณ์ทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้านเอง ถ้าทำได้ก็ดี เพราะจะมีองค์กรที่เป็นทางการคอยเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน
กรณีที่คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ร่วมกับ 30 องค์กรประชาธิปไตย และพรรคฝ่ายค้านมีการประชุมหารือเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ คิดว่านี่คือบรรยากาศที่ดี จะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ฟากฝั่งคู่ขัดแย้งทางการเมืองมามีจุดยืนคล้ายคลึงกันในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นับเป็นโอกาสที่ดีมาก ถ้าภาคการเมืองทำได้ ภาคสังคมทำได้ ทั้ง 2 ส่วนนี้จะเป็นแรงกดดันไปสู่ ส.ว.ต่อไป
บุญทา ชัยเลิศ
รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย ฝ่ายสัมพันธ์อาเซียน ในฐานะนักวิชาการอิสระ
เ ห็นด้วยที่จะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 ยังมีจุดบกพร่อง ไม่สามารถผลักดัน และขับเคลื่อนการบริหารหรือพัฒนาประเทศไปข้างหน้าได้มากนัก ทำให้ต่างชาติไม่เชื่อมั่น ไม่กล้าลงทุน ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวหรือ ซบเซามากขึ้น ซึ่งรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่เปิดโอกาสหรือให้ประชาชน มีส่วนร่วมทางการเมืองมากนัก เพราะเอื้อประโยชน์แก่คนบางกลุ่มเท่านั้น
ประชาชนส่วนใหญ่ ต้องมีส่วนร่วมแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นักการเมืองทุกระดับต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ใช่การแต่งตั้งจากผู้มีอำนาจ เพื่อสืบทอดอำนาจแก่พวกพ้องตนเอง ส่วนตัวอยากให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี 2540 เอื้อประโยชน์แก่นักการเมือง แต่รัฐธรรมนูญ ปี 2560 เอื้อประโยชน์แก่นายทุนที่อยู่เบื้องหลังรัฐบาลหรือการบริหารประเทศ สังเกตนโยบายแจกเงินเที่ยวฟรีรายละ 1,000 บาท เงินส่วนใหญ่ไปตกอยู่ในมือของกลุ่มนายทุนจำนวนมาก ส่วนผู้ประกอบการขนาดย่อม-ขนาดกลาง ได้รับอานิสงส์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ดังนั้นอยากให้ทุกฝ่ายร่วมมือแก้ไขหรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อสร้างรากฐานประเทศให้แข็งแรง มั่นคง ยั่งยืน เดินหน้าพัฒนาประเทศต่อไปได้ ที่สำคัญรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องมีกฎหมายพิเศษควบคุมดูแลองค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด หากทำผิดต้องมีบทลงโทษ ไม่มีข้อยกเว้น ไม่ใช่ตรวจสอบและลงโทษใครก็ได้
แต่ไม่มีบทลงโทษองค์กรตัวเอง ซึ่งไม่เป็นธรรมกับประชาชนผู้เสียภาษีที่จ่ายเป็นเงินเดือน หรือค่าตอบแทนแก่องค์กรดังกล่าว ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยากให้ประชาชน จดจำคุณงามความดีที่ทำประโยชน์แก่ประเทศบ้าง ควรเป็นแนวหน้าถือธงนำทุกภาคส่วน ร่วมผลักดันและขับเคลื่อนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อประโยชน์ประชาชนและประเทศดีกว่า
ทวิสันต์ โลณานุรักษ์
นักวิชาการอิสระจังหวัดนครราชสีมา
ผ มเห็นว่ารัฐธรรมนูญเป็นของคนไทยทุกคน ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญฉบับแรกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2475 และเราก็ปรับปรุงแก้ไข รวมทั้งฉีกทิ้งมาโดยตลอด รัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดประกาศใช้เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2560 มี 279 มาตรา และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการด้วย รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายขั้นมูลฐาน เราจึงต้องมีกฎหมายประกอบมากมาย เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ รัฐบาลได้ประกาศเป็นนโยบาย 12 ข้อ โดยข้อที่ 11 คือการสนับสนุนให้มีการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติม นี่ก็ชัดว่าต้องมีการแก้ไข ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ส่วนการที่จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนถือธงนำ ผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยนัก เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นของคนไทยทุกๆ คน อีกทั้งเห็นว่าพรรคร่วมรัฐบาลเองก็เห็นด้วยว่าต้องแก้ไขในบางมาตรา เช่นพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีปัญหากัน เรื่องนี้คงเป็นการแสดงความจริงจังของฝ่ายค้านที่ตระเวนไปจัดเวทีให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฝ่ายรัฐบาลเองแม้ว่าอยากจะให้แก้ แต่เกมทางการเมือง คงไม่อาจแสดงการสนับสนุนฝ่ายค้านได้ตรงๆ
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น นักการเมืองไม่ถามประชาชนบ้างว่าเขาอยากแก้ไขหรือไม่ และอยากแก้เรื่องอะไรมากที่สุด การเมืองของเราเดินได้ช้า เพราะนักการเมืองชอบทำอะไรข้ามหัวประชาชน รัฐธรรมนูญที่ร่างๆ กันมาเป็นการร่างจากฝ่ายปกครอง มากกว่าฟังเสียงผู้ถูกปกครอง จึงไม่แปลกอะไร ที่รัฐธรรมนูญไทย ถึงมีอายุสั้นนัก
ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต
ก ารที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีแอ๊กชั่นไม่นำธงแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมเอ่ยถึงการทำตามกฎหมาย ตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญนั้น เราสามารถมีมุมมองที่แตกต่างกันได้ เพราะรู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้นำไปสู่ความได้เปรียบ เสียเปรียบ ทางการเมือง แน่นอนว่าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้เปรียบสูงสุด ดังนั้น นายกฯจึงต้องออกตัวเช่นนั้น กล่าวคือ การอ้างรัฐธรรมนูญ หรือการเป็นไปตามกลไก
ด้านพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) หรือพรรคฝ่ายค้านที่เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันเดินหน้าซาวเสียง ฟังความคิดเห็น รวมทั้งลงพื้นที่ต่างๆ เพราะมองเห็นว่าคะแนนเสียงปริ่มน้ำสามารถพลิกผันสถานการณ์ได้ แน่นอนว่ารัฐธรรมนูญนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง หากการขับเคลื่อนของพรรคร่วมฝ่ายค้านเดินเกมได้เป็นผล สามารถทำให้แนวร่วมภาคประชาสังคม ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
เรารู้อยู่เสมอว่ากลไกที่นำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องยาก ดังนั้น นายกฯประยุทธ์จึงต้องออกตัวเล่นแง่กับประเด็นเหล่านี้ได้ นอกจากนี้หาก พล.อ.ประยุทธ์ ทีมงาน ที่ปรึกษา หรือใครก็ตามในคณะรัฐมนตรีชุดนี้บอกว่าไม่ขอขัดขวางหรือสร้างความขัดแย้งใดๆ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็จะโยนเผือกร้อนนี้ไปถามประชาชนว่าการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องทำประชามติก่อนหรือไม่ ก่อนจะนำไปสู่กระบวนการแก้ไขว่าจะแก้ในมาตราไหน เนื้อหาสาระใด
แค่กลับลงไปทำประชามติว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ให้มีการแก้หรือไม่แก้ก็นำไปสู่การลาก หรือการยืดเวลาของแทคติคการรักษารัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดประโยชน์และสร้างความได้เปรียบกับพรรค พปชร.และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์แน่นอน
ดังนั้น เมื่อกลับไปดูกติกาแบบนี้ก็ต้องกลับไปสู่สารตั้งต้นทั้งหมดว่าเราจะต้องไปคุยเรื่องข้อดี ข้อเสียของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ฝ่ายที่สนับสนุนเห็นชอบรัฐธรรมนูญยังดำรงสถานะอยู่ต่อไปก็ต้องรณรงค์ว่าเห็นดีอย่างไร อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบ เสียเปรียบของการตรวจสอบ หรือการใช้อำนาจของนักการเมืองในรัฐธรรมนูญอาจไม่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมากนัก ฉะนั้นจึงต้องพูดถึงมุมมองที่แตกต่าง เพราะเมื่อเข้าสู่กติกาก็ต้องใช้เวลาอยู่แล้ว เพื่อทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกช่างใจว่าจะดำเนินการสนับสนุนหรือจะเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์จึงต้องออกตัวด้วยเงื่อนไขตรงนี้ว่าตัวเองไม่มีธงอยู่แล้ว เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย
แต่เดิมธงของฝ่ายค้านที่ทำกันมาต่อเนื่องคือพยายามจู่โจม หรือขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองในรูปแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เขาก็ต้องรักษาจุดเด่นตรงนี้ไว้ แต่ความน่าเสียดายอย่างหนึ่งคือ ขณะที่รัฐบาลทำงานต่างๆ ฝ่ายค้านไม่ได้ตรวจสอบบทบาทการทำงานของรัฐบาลในรายละเอียดมากสักเท่าไหร่ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนอยู่ในสภาวะเหนื่อยหน่ายการเมือง
ที่สำคัญคือ การแก้ไขในจุดนี้เชื่อว่าไม่ได้แก้ไขเพราะรูปแบบของรัฐธรรมนูญอย่างเดียว แต่ยังหวังผลเพื่อวางกลไก หรือวางเครือข่ายในการต่อสู้ทางการเมืองในอนาคต ซึ่งอาจไหลไปสู่การเลือกตั้งท้องถิ่นด้วย

