วิพากษ์ปม‘วิษณุ’การันตี ‘ปารีณา’คืนที่ สปก.แล้ว‘ไม่ผิด’ สะท้อน‘กม.-จริยธรรม-เหลื่อมล้ำ’

12.12.19 | 12:00 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักเคลื่อนไหว นักวิชาการ กรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี
ให้ความเห็นที่ดิน ส.ป.ก. 682 ไร่ ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ที่ทำหนังสือมอบคืนแก่หน่วยงานรัฐแล้วถือว่าจบทุกอย่าง-ไม่มีความผิด โดยยกเปรียบเทียบที่ดิน
เขายายเที่ยง จ.นครราชสีมา

วีระ สมความคิด
เลขาธิการเครือข่าย
ประชาชนต้านคอร์รัปชั่น(คปต.)

การแสดงความเห็นของนายวิษณุหรือคนในรัฐบาลเพื่ออุ้ม น.ส.ปารีณา ส่วนตัวไม่ได้แปลกใจ เพราะมั่นใจว่าจะเดินหน้าทำเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด เนื่องจาก น.ส.ปารีณา ก่อนสังกัดพรรคพลังประชารัฐเคยอยู่พรรคการเมืองอื่นมาก่อน เชื่อว่าการย้ายพรรคคงมีโปรโมชั่นจากดีลพิเศษลดแลกแจกแถม ไม่ต่างจากแรมโบ้อีสานไม่ต้องติดคุกจากคดีล้มการประชุมผู้นำอาเชียน รวมทั้งล่าสุด พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ศาลออกหมายจับแต่ยังไปนั่งโหวตออกเสียงในสภาได้ นายวิษณุก็บอกว่าทำได้

สำหรับ น.ส.ปารีณา ถือเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันที่จะต้องได้รับการปกป้องเป็นกรณีพิเศษ ขณะที่รัฐบาลอยู่ในช่วงเสียงปริ่มน้ำ ดังนั้นกระบวนการสมคบคิดจึงออกมาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ น.ส.ปารีณา พ้นความผิดทางอาญา ถือว่ามีความเสี่ยงหากเอากระบวนการยุติธรรมหรือ ระบบนิติรัฐไปเชื่อมโยงกับเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะเบื้องต้นพบว่าเข้าข่ายความผิดจะชัดเจน ที่ผ่านมาผมได้ไปแจ้งดำเนินคดีไว้แล้ว ทำให้ในอนาคต น.ส.ปารีณาอาจจะต้องติดคุก หลุดจากการหน้าที่ ส.ส.
ที่หนักกว่านั้นนอกจากอุ้ม น.ส.ปารีณาแล้วยังไม่พอ นายวิษณุยังให้ความเห็น เทียบกับกรณีเขายายเที่ยงของพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ซึ่งเดิมคนทั้งประเทศก็รับไม่ได้อยู่แล้ว เพียงแต่น้ำท่วมปากเท่านั้นเอง

และไม่มีใครออกมายอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แค่คืนแล้วจบ แถมบอกว่าไม่มีเจตนาได้อย่างไร ถ้าวันนี้นายวิษณุยืนยันหรือมั่นใจว่าสิ่งที่พูดออกไปถูกต้องทั้งหมด ผมท้าให้นำหลักฐานข้อกฎหมายที่บอกว่าไม่ผิดหรือกฎหมายที่บังคับใช้แต่ละเรื่อง แต่ละมาตราไม่เหมือนกัน ออกมาดีเบตในเวทีสาธารณะได้ทุกเวลา จะมีความกล้าหาญออกมาหรือไม่ อย่าใช้โวหารโดยไม่รับผิดชอบ เพราะความผิดประเภทเดียวกันด้วยสำนึกของวิญญูชนก็ควรได้รับโทษไม่ต่างกัน ไม่ควรมีหลายมาตรฐาน เพราะกฎหมายไม่ได้แบ่งแยกไว้เพื่อลงโทษคนรวย คนจน หรือนักการเมือง

Advertisement

สำหรับการส่งเรื่องของ น.ส.ปารีณาให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ ก่อนที่กรมป่าไม้จะดำเนินการตามกฎหมาย ต้องถามว่าในอดีตกรมป่าไม้นำเรื่องเสนอให้กฤษฎีกาตีความแล้วกี่ครั้ง

ขณะที่แนวทางการตีความของกฤษฎีกาไม่เคยเปลี่ยนแปลงและเป็นไปตามคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อพิสูจน์ว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของรัฐแล้วหน่วยงานใดที่มีหน้าที่ในการดูแลตามกฎหมาย ก็ให้กรมป่าไม้เป็นผู้ดำเนินคดีหากเป็นไปกรอบกฎหมายที่รับผิดชอบ ส่วน ส.ป.ก.ก็ดำเนินคดีได้ เพราะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1030/2562 เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ระบุไว้ชัดในแนวทางการดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 เพราะถือเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐตรวจเจอสามารถแจ้งดำเนินคดีได้ทันทีไม่ต้องรอให้ใครมาร้องเรียน ไม่มีอะไรที่เป็นข้อสงสัย

กรณีของ น.ส.ปารีณา ผมไม่ได้หวังท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะจะต้องอุ้มกันไปเรื่อยๆ หรือเลือกที่จะเงียบ แต่ประชาชน
ยังมีความหวังจากพรรครักษ์ผืนป่าแห่งประเทศไทยถือว่ายังใช้ได้ เพราะมีท่าทีมีจุดยืนที่ชัดเจน

 

ส่วน ป.ป.ช.ที่เปิดช่องว่าอาจจะขาดเจตนาแล้วให้ น.ส.ปารีณาชี้แจงที่มาของทรัพย์สินใหม่ ผมไม่แปลกใจเพราะ ป.ป.ช.ชุดนี้แบะท่ามาตั้งแต่ต้น อะไรที่เกี่ยวกับคนของรัฐบาล ก็จะแสดงท่าทีในการปกป้อง ทำแต่ละเรื่องสวนทางกับความรู้สึกของประชาชน และพยายามทำตรงข้ามกับ ป.ป.ช.ชุดอื่นที่เคยปฏิบัติเห็นชัดเจนจากเรื่องนาฬิกายืมเพื่อน สะท้อนให้เห็นกระบวนการที่ท้าทายกฎหมายซึ่งไม่เคยปรากฏว่าผู้มีอำนาจจะย่ามใจ ไม่อายฟ้าดินได้เหมือนยุคนี้

ขณะที่เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 นายกรัฐมนตรียังไปยืนทำกิจกรรมในวันต่อต้านการคอร์รัปชั่นสากล ประกาศจะลากคนโกงไปลงโทษ ผมขอแนะนำว่าไม่ต้องไปหาคนโกงที่ไหน

แต่ขอให้จัดการกับคนใกล้ตัวหรือคนในพรรคพลังประชารัฐให้เรียบร้อยก่อน อย่าพยายามทำให้เห็นว่าเข้าข่ายเลือกปฏิบัติ

พงศา ชูแนม
ประธานมูลนิธิธนาคารต้นไม้ หัวหน้าพรรคกรีน

หากใช้หลักนิติธรรมเข้าไปจัดการปัญหาของ น.ส.ปารีณา ถือว่ามีความผิดอย่างชัดเจน เพราะในข้อเท็จจริงไม่ควรจะมีประชาชนรายใดเข้าครอบครองที่ดินของรัฐเพื่อทำประโยชน์ในจำนวนที่มากผิดปกติ หรือนำที่ดินรัฐไปใช้เป็นของส่วนตัว ถ้าหากนายวิษณุยึดถือหลักธรรมาภิบาลก็ต้องแส

 

ดงความเห็นต่างจากที่เคยพูดไว้

แต่ถ้ามองในแง่นิติรัฐ ก็สามารถอธิบายตามที่นายวิษณุแสดงความเห็นว่าคืนได้ เมื่อคืนแล้วไม่ผิด และหากทางออกที่นายวิษณุนำเสนอมีไว้สำหรับทุกคนปัญหาไม่เกิด

แต่ในความเป็นจริงทางออกที่บอกว่าคืนแล้วไม่ผิดใช้ได้กับไม่กี่คน จึงไม่เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในยุคที่ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลและ

สามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ผ่านสังคมโซเชียล

การถือครองที่ดินในเขต ส.ป.ก.เป็นเรื่องปกติมีอยู่ทั่วประเทศ เพราะมีประชาชนบางส่วนเข้าไปทำกิน ก่อนกฎหมายประกาศใช้ แต่รัฐยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิให้ หรือพิสูจน์แล้วไม่สามารถออกได้ แต่เจตนาต้องมีตามสมควรไม่เกิน 50 ไร่ ตามหลักเกณฑ์หรือคุณสมบัติที่กำหนดไว้

ถ้ามีมากเกินไปก็ไม่ถูกต้อง เบื้องต้นถือว่าผิดหลักนิติธรรม แต่เรื่องนี้ไม่ได้กำหนดไว้ในหลักนิติรัฐ ดังนั้นข้อยกเว้นทางกฎหมายไม่ควรใช้กับ น.ส.ปารีณาเพียงรายเดียว และหน่วยงานรัฐต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชนทั่วไป อย่าใช้ช่องกฎหมายเป็นข้อยกเว้นกับบางราย

เพราะหากจะจัดการกับการถือครอบที่ดินจำนวนมากในปัจจุบันหน่วยงานรัฐต้องไปตรวจสอบที่ จ.สระแก้ว มีคนยึดที่ดินเป็นหมื่นไร่เพื่อปลูกต้นยูคาลิปตัส ที่ จ.กระบี่ มีบริษัทใหญ่ทำสวนปาล์มของพรรคการเมืองบางพรรคมีที่ดินหลายหมื่นไร่ ส.ป.ก. เคยไปตรวจสอบบ้างหรือไม่ และเชื่อว่าถ้ามีการชี้ช่องให้ตรวจสอบ ผู้ครอบครองเหล่านั้นก็คงหาทางออกไว้แล้ว

ผมขอเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้ช่วยออกมาดูแลคุ้มครองสิทธิของประชาชนกับนักการเมืองให้เท่าเทียมกัน เพื่อให้หน่วยงานรัฐยึดถือการทำหน้าที่ด้วยหลักนิติธรรม การสร้างความเป็นธรรมที่อยู่เหนือกฎหมายในหลักนิติรัฐ กสม.ควรออกมาบอกว่าความเป็นธรรมตามสิทธิของคนทั่วไป ควรได้รับการคุ้มครองให้มีโอกาสเท่าเทียมกันทางกฎหมาย หากมีปัญหาจากผลของการถูกกระทำที่ผิดหลักการ กสม.ควรออกมาทักท้วง

โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธิในการปกป้องตนเอง และ จากปรากฏการณ์ น.ส.ปารีณาครั้งนี้ ขอเรียกร้องตรวจสอบทุกพื้นที่ ไม่ต้องการให้เป็นไฟไหม้ฟาง แต่ขอให้ยกกรณีศึกษาเรื่องนี้สะสางปัญหาการใช้ที่ดินรัฐให้สะเด็ดน้ำ

ส่วนตัวไม่ได้แปลกใจกับการแสดงความเห็นของนายวิษณุ เพราะเดิมพื้นฐานมีความสามารถพิเศษแบบนี้เป็นปกติ เพื่อใช้หลักนิติรัฐตีความเพื่อลดกระแส จึงทำให้นายวิษณุมีชีวิตก้าวหน้าทางการเมืองที่ยืนยาว มีโอกาสทำงานให้กับผู้มีอำนาจได้ทุกยุคทุกสมัย และผมเห็นว่าเรื่องนี้สะท้อนมุมมองที่ว่าที่ไหนไม่มีความยุติธรรมเกิดขึ้น มีการเลือกปฏิบัติ จะไม่ทีหนทางที่จะพบกับความสงบสุข บ้านเมืองจะมีความขัดแย้ง

ดังนั้นภาครัฐจึงควรให้ความสนใจ เพื่อทำให้การใช้ประโยชน์ในที่ดินทุกตารางนิ้วของประเทศนี้ให้ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงการปกป้องทรัพยากรที่ตัวเองได้มาครอบครอง และไม่ทำลายทรัพยากรของส่วนรวม หรือช่วยกันปกป้องที่ดินของรัฐ

ส่วนตัวยอมรับว่าเสียดายโอกาสจากนโยบายทวงคืนผืนป่าจากมาตรา 44 ของ คสช. เพราะความเชื่อ กับความเป็นจริงที่ภาครัฐปฏิบัติต่างกันมาก เนื่องจากไม่ได้ทวงคืนจากคนรวยได้ตามเป้าหมาย และไม่ทราบว่าการใช้นโยบายนี้มีการละเลยการจัดการที่ดิน ส.ป.ก.ของ น.ส.ปารีณา ที่ จ.ราชบุรี ด้วยหลักการอะไร

ทวิสันต์ โลณานุรักษ์
นักวิชาการอิสระ จ.นครราชสีมา

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา 3 ประการ ได้แก่ 1.สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายที่ดินมีปัญหาในการตีความ ส.ป.ก. ไปทางกรมอุทยานไปอีกทาง กรมที่ดินก็อีกทาง เมื่อตีความไม่ลงตัว ก็จะมี “วันแมป” มากำกับทั้งหมด เรื่องจึงไม่จบ คงต้องรอกันไปเรื่อยๆ 2.สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องจริยธรรมของผู้แทนประชาชน เพราะวันนี้ ส.ส.ทั้งพรรคฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน จะมีที่ดิน ภ.บ.ท.5 และ ที่ ส.ป.ก.เป็นจำนวนมาก ส.ว.ก็มีหลายท่าน

ล่าสุดพี่ชายรองนายกรัฐมนตรีก็มีที่ ภ.บ.ท.5 ด้วย ถ้าคนระดับนี้ยังไปครอบครองที่ดินที่ตนเองไม่มีคุณสมบัติครอบครอง คงเป็นเรื่องที่ยากจะแก้ไขปัญหานี้ 3.สะท้อนให้เห็นถึงหลักความเสมอภาค ระหว่างชนชั้นผู้นำ กับชาวบ้านทั่วไป โดยเฉพาะที่ จ.นครราชสีมา ซึ่งมีป้ารดา สะเทื้อน ชาวบ้านโกรกมะเขื่อ ต.สระจระเข้ อ.ด่านขุนทด ถูกศาลจำคุกคดีบุกรุกที่หลวง ที่ครอบครัวป้านั้น ยืนยันว่าอยู่กินมาก่อนปี พ.ศ.2451 แต่ป้ารดาแพ้คดี และถูกจำคุก เพิ่งออกมาเมื่อไม่นานนี้

ขณะเดียวกันที่ จ.ชัยภูมิ ก็มีชาวบ้าน อำเภอหนองบัวระเหว 14 ราย ถูกศาลพิพากษาคดีบุกรุกที่อุทยานแห่งชาติ ให้ถูกจำคุกและชดใช้เงินให้หลวง ขณะนี้ชาวบ้านได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลต้น ส่วนที่ จ.นครพนม ชาวบ้าน ครอบครองที่ดินแค่ 11 ไร่ ซึ่งที่ดินดังกล่าวเคยเป็นป่าสงวนก่อนจะเป็นที่ ส.ป.ก.ขณะนี้ชาวบ้านก็ถูกดำเนินคดีอาญาอยู่
ดังนั้นผมเชื่อว่าการแก้ไขปัญหานี้จะทำได้ยาก เพราะถ้าผู้ครอบครองเป็นบุคคลสำคัญและมีอำนาจ เจ้าหน้ารัฐจะดำเนินการอะไรก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และก็ต้องรอดูสัญญาณจากหน่วยเหนือก่อน แต่กับการดำเนินการกับประชาชนทั่วไป จะดำเนินการได้ทันที นี่คือความเหลื่อมล้ำที่ใครๆ ก็รู้

การที่คนในรัฐบาลออกมาพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เชื่อว่าเสียมากกว่าได้ อย่างเช่น
ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ออกมาบอกว่า ส.ส.ปารีณา คืนที่ดินก็จบ ไม่มีคดีอาญาแต่อย่างไร ประชาชนสงสัยว่าท่านพูดในฐานะใด เพราะเรื่องนี้ ยังไม่ได้พิสูจน์ทางศาลเลย

ส่วนนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า การยึดครองที่ดิน ส.ป.ก.ของ ส.ส.ปารีณา ถ้าคืนก็น่าจะจบ โดยเปรียบเทียบกับกรณีที่ดินบนเขายายเที่ยง ของพลเอกสรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และรักษาการประธานองคมนตรี ที่ท่านคืนแล้วก็จบ นักกฎหมายหลายท่านไม่เห็นด้วย เพราะคดีของ ส.ส.ปารีณา และของพลเอกสุรยุทธ์ มันต่างกัน

ผมในฐานะภาคประชาชนที่สนใจต่อเรื่องนี้ หากรัฐบาลบริหารจัดการได้เหมาะสมและถูกต้องแล้ว จะทำให้ประชาชนยอมรับรัฐบาลเพิ่มขึ้น แต่หากบริหารจัดการไม่เหมาะสมและไม่ถูกต้อง ถือว่ามีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างยิ่ง