นักวิชาการส่อง‘รบ.’ เจอปัญหารุม-แก้ไม่เข้าเป้า แนะปรับตัว-เปลี่ยนทีมใหม่

29.01.20 | 11:00 น.

หมายเหตุ – นักวิชาการให้ความเห็นถึงสถานการณ์ของรัฐบาลที่มีปัญหารุมเร้าทั้งปัญหาภัยแล้ง ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ไวรัสโคโรนา งบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้าจากการ ส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสถานภาพของรัฐบาล ก่อนที่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล


โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การบริหารราชการของรัฐบาลในสถานการณ์ตอนนี้อยู่ในภาวะตกต่ำอย่างมาก เพราะไม่สามารถสร้างการสื่อสารในภาวะวิกฤตเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชนได้ ทำให้ประชาชนรู้สึกแย่กับสภาพการบริหาร ณ สถานการณ์ที่มีเชื้อไวรัสโคโรนา รวมถึงการเปิดทางให้มีการสร้างเฟคนิวส์ หรือ ข่าวปลอม ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์และการทำงานของรัฐบาลย่ำแย่ลงไปอีก

ถามว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ ก็คงต้องกลับไปดูภาพรวมรัฐบาล จะเห็นได้ว่าการทำงานมีลักษณะที่ไม่เป็นเอกภาพเท่าที่ควร เข้าใจได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้การรวมกันของหลายพรรค ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน มีความขัดแย้งและแตกแยกกันพอสมควร สะท้อนถึงเอกภาพของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี
จากกรณีไวรัสอู่ฮั่นที่มีการทำงานไม่เป็นเนื้อเดียวกัน หรือดูจากกรณีเฟคนิวส์ หน่วยงานที่รับผิดชอบอย่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีคุณพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เป็นรัฐมนตรี จนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏตัวแสดงความรับผิดชอบ หรือมาทำหน้าที่ ด้านกระทรวงสาธารณสุขก็มีลักษณะที่ทำด้วยความสามารถและศักยภาพเท่าที่มีอยู่ เนื่องจากไม่สามารถบูรณาการ ประสานกับหน่วยงานอื่นได้

Advertisement

กรณีนี้จะโยงไปถึงผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน ฝ่ายค้านอาจเพิ่มประเด็นขึ้นมาจากกรณีวิกฤตไวรัสโคโรนา และการแก้ปัญหาภัยแล้ง นอกจากนี้ยังมีความล้มเหลวในการบริหารที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นศึกหนักในการซักฟอกรัฐบาล

หากพูดในเชิงการเมือง ขณะนี้ฝ่ายค้านได้เปรียบอย่างมากจากจากประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลที่ตกต่ำ ล้มเหลว ในภาวะวิกฤตหลายกรณี รวมถึงกรณี ส.ส.พรรครัฐบาลเสียบบัตรแทนที่กระทบกับ พ.ร.บ.งบประมาณฯ แต่กลัวอย่างเดียว คือกลัวว่าพรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะแกนนำบางคนที่อาจไปต่อรองจนทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่โดดเด่นเท่าที่ควร อาจเป็นเหมือนละครตบตาประชาชน

สถานการณ์ทั้งหมดในขณะนี้จะกระทบกับเศรษฐกิจและการเมืองแน่นอน โดยเฉพาะตัวเลขการท่องเที่ยวที่มาจากชาวจีน ยอดเงินจะหายไปจำนวนมาก ดังนั้น ในทางเศรษฐกิจอาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลเอาไม่อยู่อย่างสิ้นเชิง อย่างกรณีที่จะมี “ชิม ช้อป ใช้ อินเตอร์” สะท้อนความล้มเหลวในการบริหารการท่องเที่ยวของไทย ถึงขนาดที่จะต้องเอาเงินไปให้คนต่างชาติมาจับจ่ายใช้สอย

ท่านนายกฯ ต้องยอมรับว่าท่านมีปัญหาเรื่องการสื่อสารในภาวะวิกฤต ที่ไม่ได้ทำให้คนคิดเชิงบวกในสถานการณ์ที่มีปัญหาตกต่ำหลายเรื่อง ดังนั้น การสื่อสารของนายกฯ ต้องสร้างกำลังใจและความหวังให้ประชาชนเห็นโอกาส สร้างความมั่นใจให้ได้มากกว่านี้ นี่คือปัญหาทั้งตัวท่านนายกรัฐมนตรี และทีมโฆษกรัฐบาล จึงเปิดช่องให้กลุ่มที่ต้องการโค่นรัฐบาลปล่อยเฟคนิวส์ออกมาทำลายความเชื่อมั่นของรัฐบาลได้อย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม มองว่าในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ รัฐบาลจะรอด เพราะมีความสามารถในการล็อบบี้ และอาจยังมีความสามารถให้พรรคร่วมรัฐบาลยกมือโหวตให้กับฟากรัฐบาลได้อยู่ แต่ทั้งหมดจะเปิดช่องให้ท่านนายกฯ มีความชอบธรรมในการปรับ ครม.หลังจากนี้

วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ส ถานการณ์ของรัฐบาลตอนนี้เข้าสู่ภาวะที่อาจจะเรียกได้ว่าร่อแร่ แน่นอนว่าที่ผ่านมาอาการของรัฐบาลไม่ต่างอะไรกับการได้รับเชื้อโคโรนาไวรัส 2019 เพราะต้องรอการฟักตัว พิษไวรัสจึงจะสำแดงฤทธิ์ หรือออกอาการ เช่นเดียวกัน รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปกคลุมด้วยร่างกายที่ดูเหมือนครบถ้วนสมบูรณ์ แต่เต็มไปด้วยปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

ปัญหาหนึ่งยังแก้ไม่เสร็จสิ้นก็มีปัญหาใหม่เข้ามาเกี่ยวพันรุมเร้า เช่น ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นปัญหาคั่งค้าง ซึ่งหลายคนรู้สึกเดือดร้อนเพราะความล่าช้าในการแก้ปัญหา ก็มีเรื่องประเด็นไวรัสโคโรนา 2019 เข้ามา ส่อให้เห็นความร่อแร่จากการประสานงานของกระทรวงที่สังกัดโดยพรรคร่วมรัฐบาล ที่ผ่านมาคือทำงานแยกส่วน ยังไม่เห็นบูรณาการ

ตั้งแต่เกิดกรณีไวรัสโคโรนา จะเห็นคุณอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ
และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียกประชุมหน่วยงานที่ตนเองกำกับ คือ กระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถือว่ามีนัยยะ

หมายความว่า เขาสามารถกำกับและสั่งการได้เฉพาะกระทรวงที่มีอำนาจเท่านั้น แต่กระทรวงที่มีผลกระทบ ต้องนำไปสู่การบูรณาการเพื่อแก้ปัญหา ป้องกัน และเฝ้าระวัง ยังไม่มี อย่างน้อยๆ คือกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงแรงงาน ที่ต้องดูแลนักศึกษาไทยและคนงานไทยในประเทศที่สุ่มเสี่ยงติดเชื้อ สิ่งนี้สะท้อนถึงอาการที่ร่อแร่ว่าร่างกายแต่ละส่วนทำงานไม่สอดประสานกัน

เราจะเห็นว่าการทำงานไม่ได้เป็นภาพรวม แม้นายกฯ จะแถลงเพื่อสร้างความเชื่อมั่น แต่ที่สำคัญคือผลงานและการแก้ปัญหาจะยับยั้งความรู้สึกกังวลใจของประชาชนได้อย่างไร

ดังนั้น นายกฯ และ ครม.ต้องตั้งคณะทำงานที่ให้อำนาจในการให้ข้อมูลเพื่อต่อสู้ในเชิงรุก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนในประเทศและต่างประเทศที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกเกินไป

เหตุการณ์ทั้งหมดจะทดสอบว่ารัฐบาลชุดนี้จะจับมือไปด้วยกันได้ไกลอีกกี่ระยะ หากยังทำงานแยกส่วนเช่นนี้ ซึ่งยังไม่พูดถึงศึกการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะตามมา แน่นอนว่าฝ่ายค้านจะต้องกล่าวหาถึงความล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพในการรับมือของรัฐบาล

ทั้ง ฝุ่นละออง PM 2.5 ภัยแล้ง ลามไปถึงไวรัสโคโรนา 2019 สะท้อนถึงหน้าตารัฐบาลว่ามีประสิทธิภาพและมีเอกภาพในการแก้ไขปัญหาอย่างไร

ผศ.ดร.จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ
รองอธิการบดีฝ่ายกฎหมายและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ปัญหาฝุ่น PM2.5 รัฐบาลควรกำหนดให้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน ทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว ไม่ใช่มีข่าวครั้งหนึ่งก็แก้กันครั้งหนึ่ง อาจจะดูว่าประเทศไหนแก้ปัญหานี้ไปได้แล้วบ้าง ก็นำโมเดลนั้นมาแก้ปัญหาในบ้านเรา เพราะขณะนี้ไม่มีเวลาลองผิดลองถูกในการแก้ไขปัญหา
ส่วนในเรื่องไวรัสโคโรนา ทางกระทรวงสาธารณสุขเองก็พยายามแก้ปัญหาอยู่ แต่นอกจากหน่วยงานรัฐแล้วควรจะส่งเสริมให้ประชาชนมีความตื่นรู้ คือมีความรู้ในเรื่องของโรค รวมถึงสถานการณ์ที่เป็นจริง พร้อมตื่นรับ คือ พร้อมที่จะรับข้อมูลที่ถูกต้องด้วย ที่สำคัญควรกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ส่วนปัญหาทางการเมือง เรื่องการเสียบบัตรแทนกัน ในการโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จนอาจจะนำงบประมาณออกมาใช้ไม่ได้ ก็นำเอาร่าง พ.ร.บ.กลับเข้าสู่สภาเพื่อรับรองกันใหม่ทั้งฉบับ เป็นเรื่องที่ทำได้ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น และแนวทางการแก้ปัญหาของรัฐบาลย่อมถูกจับตามอง ดังนั้นกรอบเวลาที่ชัดเจน จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่น

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
นักวิชาการรัฐศาสตร์

ปัญหาที่รัฐบาลเผชิญวิกฤตในการบริหารประเทศหลายด้าน เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลพอสมควรว่า จะมีผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาว แต่ผู้นำก็เลือกที่จะเอาตัวรอดไปวันๆ ทั้งจากการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา ก็ออกมาแถลงข่าวเพื่อชิงพื้นที่สื่อ บอกแนวทาง
กว้างๆ แต่มาตรการที่แท้จริงในการป้องกันเป็นอย่างไร เพื่อไม่ให้มีปัญหาก่อนหน้านี้ ยังเป็นที่น่าสงสัย ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขก็ทำงานตั้งรับไปตามหน้าที่ จะพูดแค่หลักวิชาการที่ประชาชนอาจเข้าใจยาก เพราะกลัวว่าจะมีผลกระทบกับภาพลักษณ์ของประเทศด้านการท่องเที่ยว

เมื่อมีกระแสไวรัสโคโรนา ทำให้ปัญหาภัยแล้งที่กำลังวิกฤตหนัก ก็ถูกกลบเกลื่อนไปได้ชั่วคราว แต่ปัญหาจริงที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดยังไม่ได้บรรเทา ทั้งที่การแก้ปัญหาในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ใช้งบประมาณจำนวนมาก ทำไมรัฐบาลนี้ไม่ไปตรวจสอบว่าที่ทำไว้ได้ผลสำเร็จหรือไม่ มีการทุจริตหรือไม่ หรือมีการวางแผนผิดพลาดหรือไม่

รัฐบาลนี้จะฟันฝ่าปัญหาทุกเรื่องไปแบบทุลักทุเล อาจจะอาศัยดวงเข้าช่วยเพื่อผ่อนหนักเป็นเบาได้ในบางเรื่อง กลไกที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตยต้องใช้สภาผู้แทนราษฎรเข้ามาแก้ปัญหา

สำหรับประเด็นการเมืองเรื่องเสียบบัตรแทนกันจากการพิจารณาร่างงบประมาณปี 2563 ต้องติดตามว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าอย่างไร แต่รัฐบาลมีแผนแก้ปัญหาได้ในยามคับขันเพื่อให้ผ่านไปได้ชั่วคราว

ขณะที่รอยร้าวของพรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชารัฐที่แสดงท่าทีไม่พอใจพรรคประชาธิปัตย์ หลังจากมีอดีต ส.ส.เปิดโปงปัญหาเสียบบัตรแทนกัน เชื่อว่ายังไปด้วยกันได้ เพราะไม่มีทางเลือกอื่น จะไปเป็นฝ่ายค้านอิสระคงยาก ดังนั้นทั้ง 3 พรรคต้องระวังข้างหลังให้ดี อย่าให้มีใครพลาดให้เห็นเด็ดขาด เพราะทุกพรรครู้ดีว่าการเป็นนักการเมืองที่ดีห้ามไว้ใจกันมากเกินไป ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้เสมอ นักการเมืองไทยที่สนิทกันมากที่สุดประเมินว่าเต็มที่ไม่เกิน 50%

ถ้ารัฐบาลอยากอยู่รอดปลอดภัยจากวิกฤตที่รุมเร้าหลายด้าน ก็ต้องเร่งทำงานให้ประชาชนเห็นผลงาน แต่มีปัญหาคือทำงานไม่เป็นมานานแล้ว เป็นรัฐบาลมา 5-6 เดือนเห็นผลงานอะไรชัดเจนบ้าง ก่อนหน้านั้นมีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ยาว 5 ปีมีอะไรบ้าง ง่ายๆ ถ้ารัฐบาลมีฝีมือ ปัญหาภัยแล้งไม่เกิด จากการวางแผนบริหารจัดการน้ำที่ดีล่วงหน้า ฝุ่นพิษ PM2.5 ต้องน้อยลงไม่ปล่อยให้คนในสังคมออกมาโวยวาย

ดังนั้น ต้องไปดูว่าปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขที่ต้นเหตุจริงหรือไม่ มีวิธีการที่ชาญฉลาดหรือไม่ หากรัฐบาลอยากอยู่ยาวต้องรีบปรับตัว นายกฯต้องแสดงให้เห็นว่าเอาจริงกับทุกเรื่อง ไม่มีเรื่องทุจริต มีสปิริตพร้อมให้ทุกฝ่ายตรวจสอบ ต้องกล้าหาญเลิกโควต้าพรรค เอาคนมีฝีมือเข้าทำงานให้มากกว่านี้