หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีการทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำหลังจากถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีแล้วมีความชัดแย้งที่อภิปรายได้ไม่ครบทุกคน
รศ.ดร.วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.พะเยา
มองว่า นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นผู้มีความสามารถคนหนึ่ง ดังนั้นการให้ความเห็นครั้งนี้จึงเป็นเสียงเล็กๆ เสียงหนึ่งที่น่ารับฟังและน่าสนใจ แม้เขาจะไม่ออกมา แต่หากเราดูข่าวก็จะเห็นว่าพรรคเพื่อไทยในระยะหลังมีความไม่ค่อยเป็นเอกภาพ ลักษณะความโดดเด่นของนโยบายก็ไม่เท่าเมื่อก่อนที่ออกมาแล้วคนฮือฮา ฉะนั้นต้องคิดใหม่ทำใหม่ สร้างจุดเด่นเพิ่มเติมมากกว่าเดิม แม้ของเดิมหลายๆ เรื่องจะดีอยู่แล้วก็ตาม ที่สำคัญคือ เรื่องความเป็นเอกภาพก็น่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน ต่อให้โครงสร้างหรือนโยบายอื่นดี แต่ปฏิสัมพันธ์ของคนในพรรคนั้นก็เป็นจุดเร่งด่วนที่ควรแก้ไข
การทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมามีปัญหาหลายอย่าง การจะให้คะแนนก็เป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดหรือวัดประเมินผลว่าครั้งหน้าควรพัฒนาอะไรบ้าง ส่วนตัวถ้าคะแนนเต็ม 10 ขอให้ 6 ครึ่ง เพราะต้องปรับปรุงหลายอย่าง เช่น การประชุมทีมพรรคร่วมต้องไปด้วยกันอย่างแข็งขัน ความสามารถอภิปรายได้อย่างถึงลูกถึงคน กล่าวคือต้องเป็นไปด้วยเหตุผล หรือผู้ฟังทางบ้านได้ยินแล้วโดนทุกช็อต
อีกประการหนึ่งคือ การใช้วาจาในเวลาที่กระชับ เพราะหลายคนเฝ้ารอดูการอภิปรายอยู่ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ อย่าลืมว่าเรากำลังทำในสิ่งที่คนรุ่นใหม่จับตาอยู่ ดังนั้นควรลดการอภิปรายแบบเก่าลง เน้นข้อมูลมากขึ้น ใช้วาจาสุภาพ ทั้งหมดนี้ย่อมช่วยสร้างมิติใหม่ทางการเมือง สร้างกระแสชื่นชมยินดีในการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านได้
อย่างที่ทราบกันว่ากฎหมายไม่ได้คุ้มครองเรื่องการอภิปรายนอกสภา ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังเรื่องคดีความ รวมทั้งข้อมูลที่อาจไม่เป็นความจริงได้ โดยผู้ถูกพาดพิงอาจไปยื่นเรื่องร้องเรียน เพื่อต่อสู้กันในกระบวนการยุติธรรมได้ ทั้งนี้ ข้อดีของเรื่องนี้คือการใช้โอกาสนอกสภา แต่ข้อน่ากังวลคือ อาจมีคดีความตามมา ผู้อภิปรายนอกสภาต้องยอมรับความเสี่ยงเอง
ช่วงนี้ลักษณะการทำงานของฝ่ายค้านมีปัญหา ดังนั้นแกนนำแต่ละพรรคควรรวมตัวพูดคุยกัน เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบให้กลับมามีพลังอีกครั้ง ล่าสุดพรรคเพื่อไทยออกมาขอโทษเรียบร้อยแล้ว เป็นเรื่องดี เพราะไม่เป็นการถือตัว หรือเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง
ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
กรณีสถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทย หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แน่นอนว่าภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยอยู่ในภาวะถดถอย เสื่อม และเกิดวิกฤตศรัทธาจากประชาชนค่อนข้างมาก พรรคเพื่อไทยมีราคาที่ต้องจ่ายแน่นอน เนื่องมาจากการวางยุทธศาสตร์ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจผิดพลาด เข้าใจว่ามาจากปัญหาภายในของพรรคเพื่อไทยเอง จนทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ เกิดคำถามกับสังคมมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการเวลา การกำหนดยุทธศาสตร์ เป็นต้น หากย้อนกลับไป ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย ออกมากำหนดทิศทางและเปิดยุทธการอรุณรุ่งในการที่จะปิดเกมรัฐบาลให้ได้ ทำให้สังคมเกิดความรู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ ประกอบกับมีการจับมือกับทางอนาคตใหม่ เป็นพันธมิตรกัน แม้ว่านายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ จะออกมาเปิดโปงว่ามีการดีลลับกัน ทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องของมวยล้มได้ แต่พรรคเพื่อไทยก็ปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีข้อเสนอใดๆ ทำให้มีความคาดหวังต่อพรรคเพื่อไทยมากขึ้นว่าจะไม่ทำอะไรที่ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธา แต่ถ้าเราดูจากเนื้อข่าวหรือความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมานั้น ไม่มีความชัดเจนว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะมีชื่อถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ร.ต.อ.เฉลิมระบุว่า พล.อ.ประวิตร ไม่มีข้อมูลจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ทางอนาคตใหม่ไม่ยอม สุดท้ายก็มีชื่อปรากฏเป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พอมีชื่อ พล.อ.ประวิตร การบริหารจัดการเวลาที่จะเข้ายื่นอภิปราย โดยธรรมเนียมต้องยื่นจากนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี เรียกง่ายๆ ว่าเป็นไปตามลำดับสายการบังคับบัญชา แต่นี่ไม่ใช่เลย จนสุดท้ายเกิดการบริหารเวลาที่ผิดพลาด จนนำไปสู่ปัญหาที่เกิดขึ้น
ทั้งหมดทำให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทย ถ้าเล่นเกมการเมืองแบบนี้มีต้นทุน มีราคาที่ต้องจ่ายแน่นอน เพราะสังคมคนรุ่นใหม่เริ่มผิดหวังกับพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่ครั้งแรก แต่มีแบบนี้มาหลายครั้ง พรรคเพื่อไทยบางครั้งทำการเมืองไม่ได้แคร์ความรู้สึกประชาชนฐานเสียงคนที่มีความศรัทธาของพรรคเลย ไม่ทำตามเจตจำนงของประชาชน ผมเสียดายถ้าทำแบบนี้ เสียดายบุคลากรของพรรค เสียดาย ส.ส.รุ่นใหม่ของพรรคที่มีความรู้ ความสามารถ แทนที่เขาจะได้มีโอกาสในการขับเคลื่อนพรรค ทำให้เขาเสียโอกาสที่จะได้ทำงานและพิสูจน์ฝีไม้ลายมือ หากพรรคเพื่อไทยไม่ทำการปฏิรูป หรือไม่ทำอะไรสักอย่าง หรือทำให้เกิดพลังศรัทธากลับมา ก็อาจจะกลายเป็นพรรคแบบเดิมๆ ไม่ใช่ความหวังของสังคม โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ หากดูจากกระแสตอนนี้ปฏิเสธเพื่อไทยค่อนข้างมาก ไม่พอใจพรรคเพื่อไทย จนถึงขนาดบอกว่า ต่อไปนี้พรรคนี้ไม่ใช่พรรคแห่งความหวัง แต่เป็นพรรคที่ทำให้เขามีพลังที่จะสร้างอนาคตของเขาใหม่ โดยไม่แยแสกับพรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยต้องถอดบทเรียนและปฏิรูปโครงสร้างอำนาจทั้งหมด เปิดพื้นที่ให้คนหนุ่มสาวและบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความสามารถ ทำให้พรรคสามารถตอบสนองกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น เพราะหากไม่ปฏิรูป จะทำลายความเป็นสถาบันของพรรคเอง ดังนั้นต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ เปิดพื้นที่ให้กับ ส.ส.และบุคลากรที่มีความสามารถ ต้องใช้เวลา เพราะมีราคาต้องจ่ายสูง พรรคเพื่อไทยต้องอดทน อดกลั้น ต้องฝ่าวิกฤตครั้งนี้ให้ได้ หากไม่เช่นนั้นปฏิรูปพรรคเพื่อไทยจะกลายเป็นพรรคที่ประชาชนไม่ให้ความหวังอีกต่อไป พรรคเพื่อไทยต้องทำให้ประชาชนที่รู้สึกผิดหวังกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยสำนึกผิด ต้องทำให้พรรคมีความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นทั้งภายในพรรค กรรมการบริหารพรรค เพื่อให้ประชาชนเกิดความไว้วางใจ และกลับมามีศรัทธาต่อพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

