หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการ ต่อกรณีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เผชิญปัญหา ความขัดแย้ง ระหว่าง พรรคร่วมรัฐบาลและปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ
ในขณะนี้
สุขุม นวลสกุล
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
ปัญหาที่รุมเร้ารัฐบาลอยู่ในขณะที่ทางออกที่เหมาะสมที่สุดเพื่อความอยู่รอดของรัฐบาลและประชาชน คือการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ควรหาคนดีมีฝีมือ เป็นมืออาชีพที่ประชาชนยอมรับได้ เข้ามาทำงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางการเมืองและการแก้ไขปัญหาจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ต้องทำให้มีความชัดเจนมากกว่าที่ผ่านมา เพราะล่าสุดการทำงานยังไม่มีเอกภาพ ส่วนประสิทธิภาพจากการป้องกันยังไม่แน่ใจว่าจะมีจริงหรือไม่
ที่สำคัญประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าความรับผิดชอบในการบริหารจัดการสูงสุดจะอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขหรือกระทรวงพาณิชย์ ขณะที่คนทั้งประเทศแทบทุกสีเสื้อมีอารมณ์ร่วมกัน เพราะต้องการทราบข้อเท็จจริงจากรัฐบาลว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้หน้ากากอนามัยขาดแคลน หรือมีใครในรัฐบาลแอบไปกักตุนสินค้า เพื่อขายในราคาสูงกว่าราคาควบคุมหรือไม่
ดังนั้น เมื่อรัฐบาลเจอวิกฤตแต่ยังไม่มีคำตอบและดูเหมือนว่าจะลูบหน้าปะจมูก หาทางออกไม่เจอ ทำให้ความเชื่อมั่นลดลงมาก และวันนี้ไม่ทราบว่าผมจะฟังใคร จะเชื่อใคร ขณะที่นายกรัฐมนตรีออกมาพูดอะไรที่เกี่ยวกับ
โควิด-19 ก็ไม่ได้สาระสำคัญเท่าไหร่ ดังนั้น การปรับ ครม.จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุด
วันนี้หากผู้นำรัฐบาลเอาจริงด้วยการตัดสินใจลงมือกับผู้ที่ทำให้
ภาพลักษณ์ของรัฐบาลเสียหายแค่คนเดียว แม้แต่เป็นคนพวกเดียวกันก็ไม่ไว้หน้า กระแสก็จะเบาลง แต่ดูเหมือนรัฐบาลยังคลำเป้าไม่เจอ ไม่ได้แก้ปัญหาที่ทำให้ประชาชนเห็นได้ชัดเจน มีความพึงพอใจ และคงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะรอให้กระแสเงียบไปเอง ขณะที่ต้องยอมรับว่านายกรัฐมนตรีก็กำลังมึน สังเกตจากการตอบคำถามผ่านสื่อ ขาดความมั่นใจหรือผิดฟอร์มไปมาก
ส่วนมิติทางการเมืองที่ต่อเนื่องจากปัญหาการกักตุนหน้ากากอนามัย ล่าสุดมีกระแสขัดแย้งจากความเห็นที่แตกต่างภายในของพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาขย่มผ่านสื่อ มองว่าเป็นเรื่องของการวางเกมต่อรอง หากมีการปรับ ครม.ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าอย่ามาดึงโควต้ารัฐมนตรีที่มีอยู่ในปัจจุบันคืนกลับไป เพราะขู่ว่าพรรคพร้อมจะออกจากการร่วมรัฐบาลผ่านมติพรรค แต่ส่วนตัวเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคอื่นก็คงจะไม่ไปไหน เพราะรู้ดีว่าหากนายกรัฐมนตรีลาออก อย่างไรก็ต้องกลับมาทำหน้าที่เดิม
สำหรับในพรรคพลังประชารัฐ ก็มี ส.ส.บางรายออกมาติติงรัฐมนตรีช่วยบางคนที่อาจทำให้มีปัญหา เหมือนกับได้รับไฟเขียวให้ออกมาบอกว่า ถึงเวลาที่จะต้องสะกิดรัฐมนตรีบางคนให้ลาออก เป็นการเสียสละเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ให้รัฐบาลนี้อยู่ทำงานต่อไปอีกระยะ แต่ถ้าอยู่เฉยๆ ไม่ปรับเปลี่ยน ก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีการรับรู้อะไรเลย ไม่รับรู้ถึงความรู้สึกของประชาชน และ หากปรับ ครม.แล้ว ผู้มีอำนาจก็ควรไปดูความสำเร็จในต่างประเทศว่าแนวทางการป้องกันโควิด-19 มีวิธีการทำอย่างไร แล้วนำมาปฏิบัติให้ประชาชนเชื่อมั่นและไว้วางใจให้มากกว่านี้
รศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
หากพรรคประชาธิปัตย์ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลขึ้นมาจริงๆ เสียงรัฐบาลอาจไม่พอ เพราะการจะเป็นรัฐบาล ต้องมีเสียง ส.ส. 250 เสียง คำถามคือ หากมีไม่ถึงแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้หรือไม่ แล้วเวลาจะโหวตเรื่องอะไรในสภาก็ค่อยว่ากันเป็นกรณีๆ ไป หรือถ้าพรรคประชาธิปัตย์ถอนตัวออกไป แล้วมีการฟอร์มรัฐบาลใหม่ อีกฝั่งหนึ่งจะตั้งเพื่อให้ได้คนของตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จำเป็นต้องรวบรวมให้ได้ 375 เสียง รวมเสียง ส.ว.ด้วย แต่ก็มีคำถามขึ้นอีกว่า อีกฝั่งหนึ่งจะสามารถรวมเสียง ส.ว. แล้วให้กลายเป็น 375 เสียงได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม คิดว่าการถอนตัวของพรรคประชาธิปัตย์สามารถทำได้ โดยรัฐบาลอาจต้องมีการปรับขั้วกันใหม่ แต่ต้องดูว่า ขั้วไหนสามารถไปรวมเสียงของ ส.ว. เพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีที่เป็นคนจากขั้วตัวเอง
สำหรับกรณีความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐ สิระ เจนจาคะ มองว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ควรลาออกนั้น คิดว่าในขณะนี้ หลายฝ่ายกำลังมองถึงเสถียรภาพของรัฐบาล และแต่ละพรรคก็มองถึงภาพลักษณ์และอนาคตของพรรคตัวเอง การออกมาแสดงความเห็น ก็เพื่อให้พรรคอยู่ได้ คนที่อยู่ด้วยกันหลายคน มีความเห็นที่แตกต่างกันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร มองว่าเป็นการแสดงความเห็นภายในพรรค สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นเรื่องของภาพลักษณ์เช่นกัน อย่างที่เขาบอกว่า ไม่อยากพายเรือให้โจรนั่ง
ส่วนปรากฏการณ์ที่กลุ่มคนเคยเชียร์รัฐบาลเริ่มออกมาแสดงความเห็นในอีกด้านหนึ่ง มองว่าจริงๆ แล้ว รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้ ต้องฟังเสียงประชาชน โดยเฉพาะเสียงที่เคยสนับสนุนมาก่อน ในต่างประเทศจะใช้โพลวัดว่าตอนนี้คนรู้สึกอย่างไรต่อนักการเมืองหรือรัฐบาล สนับสนุนหรือไม่สนับสนุน ประเทศไทยไม่ได้ใช้โพล แต่ใช้ความเป็นอินฟลูเอ็นเซอร์ หรือผู้นำทางความคิดด้านการเมืองหลายคน รัฐบาลต้องตอบรับกับความเห็นตรงนี้ก่อน ถ้าไม่สามารถตอบรับความเห็นของประชาชนแล้ว ขั้นต่อไปจะไม่ใช่แค่ความไม่พอใจ แต่จะเรียกร้องถึงการทำให้รัฐบาลออกไป เพื่อให้คนที่มีความสามารถมาทำงานแทน สิ่งที่รัฐบาลต้องพิจารณาตอนนี้คือ คุณต้องตอบรับเสียงประชาชน โดยเฉพาะเสียงจากฝั่งตัวเอง
ถามว่า ความวุ่นวายในขณะนี้ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าอาจเกิดรัฐประหารอีกนั้น มีความเป็นไปได้หรือไม่ การปฏิวัติ คือการบอกว่าประเทศเรายังมองไม่เห็นทางออกของการเมืองจากวิถีประชาธิปไตย การปฏิวัติแต่ละครั้ง มี 2 ข้ออ้าง คือ 1.รัฐบาลมีคอร์รัปชั่นมากมาย 2.ประชาชนเริ่มหมดความเลื่อมใส ถ้าประชาชนไม่ส่งสัญญาณว่ามองหาวิถีในการแก้ไขปัญหาทางการเมืองโดยไม่ใช่วิถีประชาธิปไตย การปฏิวัติออกมาก็มีความเสี่ยงว่าจะได้รับการยอมรับหรือไม่ แรงกดดันจากนานาชาติจะเป็นอย่างไรหลังการปฏิวัติก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องเอาใจใส่ด้วย
วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
แน่นอนว่าโดยมารยาททางการเมือง ขณะนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความเห็นผ่านไลน์ มีการประเมินสถานการณ์ว่าอยู่ในภาวะถึงขั้นวิกฤตศรัทธา รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ตกต่ำถึงขีดสุดแล้ว ด้วยสถานการณ์ที่เห็นเป็นเชื้อมูลของความไม่ปกติ ตั้งแต่ผลพวงจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รวมถึงผลคะแนนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ที่ได้รับความไว้วางใจน้อยที่สุด นอกจากนี้ยังมีสารตั้งต้นจากการที่ ส.ส.จำนวน 17 คน แสดงความชัดเจนว่าจำใจโหวตให้ ร.อ.ธรรมนัสตามมติพรรค ส่วนตัวไม่เห็นด้วย แต่ไม่กล้าฝืนมติพรรคได้ สถานการณ์พาไปจนถึงขั้นที่ว่า ตอนนี้สังคมไทยตระหนกและฉุกละหุก ประกอบกับเรื่องการตามหาหน้ากากอนามัยที่มีข่าว ในภาวะเครียดกับการหาหน้ากากอนามัย การกักตุนล้วนมีบุคคลที่เกี่ยวข้องล้อมรอบตัว ร.อ.ธรรมนัส ทำให้เห็นว่า หากพรรคประชาธิปัตย์ยังประคับประคอง ลงเรือลำเดียวกันแบบนี้ต่อไป ผลเสียไม่ใช่แค่ในเรื่องวิกฤตศรัทธา แต่จะนำไปสู่ความยากลำบากของพรรคประชาธิปัตย์ในการเล่นการเมืองต่อไปในอนาคต
เราจะเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ออกมาสะท้อนอยากให้ถอนตัวนั้น เป็นกลุ่มอำนาจที่เคยขับเคี่ยวต่อสู้ทางการเมืองร่วมกับ จุรินทร์
ลักษณวิศิษฏ์ มาก่อน เป็นเสียงที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่น พนิช
วิกิตเศรษฐ์ เป็นต้น จึงพอมองได้ว่าภาพรอยร้าวในพรรคประชาธิปัตย์ยังดำรงอยู่ชัดเจนและตรงไปตรงมา แต่อย่าลืมว่าบทบาทของจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ในช่วงวิกฤตโควิด-19 การทำงานที่ไม่เป็นเอกภาพของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอื่นๆ จะเห็นว่าจุรินทร์วางยุทธศาสตร์การเมืองไม่ถูก พูดง่ายๆ ว่าไม่ได้ส่งผลเป็นภาพเชิงบวกให้กับจุรินทร์และพรรคประชาธิปัตย์แม้แต่น้อย ทั้งยังมีเสียงกดดันจากสังคมภายนอกนำไปสู่การพิจารณาการทำงานของจุรินทร์ด้วยซ้ำ สะท้อนว่าประชาธิปัตย์เองก็มีการเล่นการเมืองภายในด้วย โดยอาศัยสถานการณ์โควิด-19 มาสร้างแรงกดดันให้กับกรรมการบริหารชุดปัจจุบันของพรรคประชาธิปัตย์
ทั้งนี้ นับวันเสียงที่จะหันมาสนับสนุนรัฐบาลก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่อย่าลืมว่าประชาธิปัตย์ก็มีเสียงไม่น้อยที่มีความใกล้ชิดกับสุเทพ เทือกสุบรรณ บางครั้งสถานการณ์ก็อาจต้องถึงขั้นวัดใจ ตัดสินใจ หรือกลืนเลือดที่จะต้องถอนยวง ถอนตัวออกมาจากประชาธิปัตย์ก็ได้ อย่างถาวร เสนเนียม เคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสุเทพมาก่อน ส่วนตัวจึงมองว่าประชาธิปัตย์เองก็ไม่ได้เป็นเอกภาพ ดังนั้น หากถอนตัวจะทำให้ประชาธิปัตย์แตกในพรรคด้วยซ้ำ ในแง่ที่ว่า การเปิดเผยโฉมหน้าใครที่สนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ใครที่จะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป
อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
ทั้งที่อยู่สภาวะที่เกือบจะจนตรอก แต่รัฐบาลนี้ไม่แคร์อะไรทั้งสิ้น แปลกใจ ไม่เข้าใจว่าไม่รู้จะอยู่ไปทำไม เพราะเสียทั้งชื่อเสียง เผลอๆ อาจจะไม่มีที่ยืนในสังคม เพราะเคยบอกมานานแล้วว่าผู้นำไม่มีฝีมือแต่ก็ยังดันทุรังอยู่แบบนี้ กลุ่มที่ให้การสนับสนุนก็ควรคิดได้ว่า ถ้าปล่อยไว้แบบนี้จะทำให้ประเทศเสียหาย ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันต่างจาก 5 ปีก่อน เพราะประชาชนทนไม่ไหวเมื่อเจอยิ่งกว่าวิกฤต ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาภัยแล้งยังไปไม่ถึงไหน ยังมีของแถมซ้ำเติมจากการบริหารที่ผิดพลาด ทำให้ประชาชนไร้วิธีการป้องกันตนเองจากการใช้หน้ากากอนามัยที่หาซื้อยาก และหวาดกลัวจากการระบาดของโควิด-19 แต่โชคดีที่คนไทยยังมีบุคลาการทางการแพทย์ที่เข้มแข็ง
หากจะบรรเทาปัญหาทั้งระบบควรจะต้องมีความเปลี่ยนแปลง ผู้มีอำนาจต้องยอมเสียสละด้วยการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี จากนั้นหาคนดี มีความสามารถมาทำงานเป็นรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญ 7-8 คน ที่เข้ามาแล้วทำงานได้ทันที เพื่อฟื้นฟูวิกฤตหลายด้าน จากนั้นทำงานร่วมกับรัฐมนตรีตัวแทนจากพรรคการเมืองที่มีอยู่ คล้ายกับรัฐบาลแห่งชาติเหมือนสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เคยใช้แนวทางนี้ประสบความสำเร็จในการบริหารอำนาจอยู่ยาว 8 ปี ส่วนพรรคการเมืองที่จะมาร่วมถ้าตกลงกันให้ดีก็ไม่มีปัญหา โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยมีอาการแบะท่ามาตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ใครมองไม่ออกก็แย่แล้ว เพราะฉะนั้นนักการเมืองไม่ควรเอาตัวรอดฝ่ายเดียว แต่ควรร่วมกันคิดเพื่อทำให้ประเทศชาติอยู่รอด ผมเชื่อว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลง หากจะปล่อยไปนานกว่านี้ก็แย่หนักลงไปอีก
ต้องยอมรับว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เสถียรภาพของรัฐบาลถูกแรงปะทะสะสมหลายเรื่อง แต่ทีมงานแก้ปัญหาไม่สุดซอย ดูเหมือนจะมีปัญหาจากภายในของบางพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาลวางยากันเอง สุดท้ายมาจนมุมเรื่องหน้ากากอนามัยเหมือนตายน้ำตื้น เพราะโรคระบาดเกี่ยวข้องกับทุกชีวิตในประเทศนี้ เชื้อไวรัสไม่ได้เลือกพวกเชียร์หรือต้านรัฐบาล แต่ทุกคนมีสิทธิจะติดเชื้อเท่าเทียมกันหมดถ้าระบบป้องกันไม่ดี ดังนั้น รัฐบาลต้องแสดงฝีมือว่ามีความสามารถไม่ทำให้ปัญหาเดิมๆ แย่มากไปกว่านี้
ขณะที่การปรับ ครม.ก็เป็นเพียงการซื้อเวลาออกไปชั่วคราว อย่าลืมว่ารัฐบาลนี้สืบทอดอำนาจมาจากรัฐบาลเดิมที่ทำงานนาน 5 ปี ปรับอย่างไรก็ไม่ไปรอด เพราะผู้นำไม่เก่ง ทำให้มีปรากฏการณ์การต่อต้านของนักเรียน นักศึกษา แต่ไม่ได้ดูตัวเอง และไปกล่าวหาเด็กว่ามีคนยุ ก็ทำให้ปัญหาบานปลายและต่อไปถ้ายังไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงอะไร หากกระแสประชาชนที่เห็นความล้มเหลวและหมดความอดทนลุกฮือขึ้นมาบ้างจะทำอย่างไร แล้วถ้าเลือกจะใช้วิธีการปราบประชาชนด้วยวิธีการรุนแรงแบบเก่า ก็ไม่ว่ากันถ้าไม่อยากมีที่ยืนประเทศนี้ก็ตามใจ
สำหรับพฤติกรรมของพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค ต้องเข้าใจว่าจะต้องแสดงออกเพื่อเอาใจคนส่วนใหญ่ การออกจากพรรคร่วมรัฐบาลอาจเป็นคำขู่หรือจะเอาจริง แต่ถ้าจะให้มีผลจริงๆ ไม่มีแทงกั๊ก เพื่อต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี พรุ่งนี้ควรประกาศลาออกทันที ไม่ต้องรอให้นายกรัฐมนตรีเอ่ยปากให้ถอนตัว อาจจะทำให้กลับมาเป็นพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์เป็นขวัญใจประชาชนอย่างแท้จริง แล้วขอให้เรียกร้องกองทัพเลือกยืนข้างประชาชน เลิกสนับสนุนผู้นำในปัจจุบันที่สืบทอดอำนาจ หรือในที่สุดความเปลี่ยนแปลงในใจผู้นำอาจจะเลือกยุบสภาเพื่อคลายความกดดัน แต่ทีมงานคงไม่ต้องการให้ยุบ ส่วนประกาศการลาออกของผู้นำคงเกิดขึ้นยาก เพราะถือเป็นเงื่อนไขที่เปิดช่องให้บุคคลอื่นเข้ามาทำหน้าที่แทน

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

