วิเคราะห์ 5 เมษายน 2563 : บิ๊กตู่ สั่งเคอร์ฟิว งัด ‘ฉุกเฉิน’ สู้โควิด ระวัง โรคแทรก

5.04.20 | 12:00 น.
วิเคราะห์ 5 เมษายน 2563 : บิ๊กตู่ สั่งเคอร์ฟิว งัด ‘ฉุกเฉิน’ สู้โควิด ระวัง โรคแทรก

วิเคราะห์ 5 เมษายน 2563 : บิ๊กตู่ สั่งเคอร์ฟิว งัด ‘ฉุกเฉิน’ สู้โควิด ระวัง โรคแทรก

การแพร่ระบาดของเชื้อโควิดในไทยเข้าโซนวิกฤต
ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ประเมินว่า จำนวนผู้ป่วยในไทยไม่ลดลง
ประเมินว่าสาเหตุหลักที่ทำให้จำนวนผู้ป่วยไม่ลดลง เพราะมาตรการเว้นระยะห่างยังไม่ได้ผล
การเดินทางของประชาชนยังมีอยู่มาก การเดินทางเข้าประเทศกลายเป็นความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ
และหลังจากที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะรัฐมนตรี มีมติใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม มา 1 สัปดาห์
สถานการณ์ล่วงเลยมาถึงต้นเดือนเมษายนยังไม่ทุเลาจนเป็นที่น่าพอใจ
วันที่ 3 เมษายน พล.อ.ประยุทธ์ จึงใช้ “ยาแรง” ขึ้น
ประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศ
ระหว่าง 22.00 น. ถึง 04.00 น. ห้ามใครออกจากบ้าน

รายละเอียดของการประกาศเคอร์ฟิว มีทั้งข้อห้าม และข้อยกเว้น
ตามประกาศระบุข้อห้ามว่า บุคคลใดทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00 นาฬิกา ถึง 04.00 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น
เว้นแต่มีความจำเป็นหรือเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ การธนาคาร การขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ผลผลิตการเกษตร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ หนังสือพิมพ์
การขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง การขนส่งพัสดุภัณฑ์ การขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าหรือส่งออก การขนย้ายประชาชนไปสู่ที่เอกเทศเพื่อกักกันตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ
การเข้าออกเวรทำงานผลัดกลางคืนตามปกติหรือการเดินทางมาจากหรือไปยังท่าอากาศยาน
หรือเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งต่างๆ ของทางราชการ หรือมีเหตุจำเป็นอื่นๆ โดยได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่
บุคคลที่ได้รับการยกเว้นต้องมีหนังสือรับรองเป็นหลักฐาน
ผู้ใดฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ

คําสั่งเคอร์ฟิวครั้งนี้ ประชาชนสนับสนุน แต่ขอให้รัฐบาลเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ รัฐบาลเองได้ดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาผลกระทบ โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด
มีการช่วยเหลือลูกจ้างทั้งในระบบประกันและนอกระบบประกัน โดยจ่ายเงิน 5,000 บาท ระยะเวลา 3 เดือน
ธนาคารโดยเฉพาะธนาคารรัฐได้ลดภาระลูกค้าที่เป็นหนี้ด้วยการพักการชำระทั้งต้นและดอกเบี้ย 3 เดือน
การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และหน่วยงานต่างๆ พยายามออกมาตรการเยียวยา
ขณะที่ทีมเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และหน่วยงานทางเศรษฐกิจอื่นๆ
กระทั่งวันที่ 3 เมษายน วันเดียวกับที่คำสั่งเคอร์ฟิวจะมีผล คณะรัฐมนตรีได้ประชุมนัดพิเศษ
สาระสำคัญของการประชุมคือการระดมเงินเพื่อใช้ในมาตรการเยียวยา
เยียวยาทุกกลุ่มทั้งผู้ประกอบการ และประชาชน
รวมถึงเกษตรกรที่มีประมาณ 11 ล้านคนด้วย

แม้วงเงินจะยังไม่เปิดเผยออกมา แต่กระแสข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่า หากต้องการเยียวยาทุกกลุ่มในไทยจะต้องใช้งบประมาณเงินมากกว่า 1 ล้านล้านบาท
อาจจะต้องเตรียมไว้ถึง 1.6 ล้านล้านบาท
และเท่าที่ทราบ รัฐบาลจะปรับลดงบประมาณของแต่ละกระทรวงเพื่อเจียดมารวมกัน
นอกจากนี้ ยังออก พ.ร.ก.เปิดโอกาสให้ใช้อำนาจในการหาเงินมาใช้
ทั้งการใช้เงินที่มีอยู่แล้ว และการกู้ยืมเงินในการเพิ่มเติม
วงเงินที่ต้องใช้จำเป็นต้องเผื่อไว้จำนวนมาก เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดยังไม่มีใครทำนายได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด
พล.อ.ประยุทธ์เองยังระบุว่า หากใช้วิธีการเคอร์ฟิวช่วง 22.00 ถึง 04.00 น. ไม่ได้ผลก็ต้องขยายเวลา
และถ้ายังไม่สามารถหยุดยั้งการระบาดได้อีก
อาจจะต้องเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง

Advertisement

ถ้าเป็นการเคอร์ฟิวตลอด 24 ชั่วโมง จำเป็นต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ ทั้งเรื่องอาหารการกิน การจัดการความเครียด การสื่อสาร และอื่นๆ อีกมาก
ทุกอย่างยิ่งทำให้สำเร็จในเวลาจำกัดเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลต่อความเชื่อถือศรัทธาในตัวรัฐบาลมากขึ้น
เรื่องเช่นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ และ คสช. ทราบดี เพราะการยึดอำนาจเมื่อปี 2557 หากสามารถปฏิรูปประเทศได้ตามกำหนด 1 ปี ความศรัทธา คสช. คงไม่เสื่อมถอย
และคงไม่ลามมาถึงความศรัทธาในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ หลังการเลือกตั้ง
เช่นเดียวกับ การประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และการประกาศเคอร์ฟิวในครั้งนี้
ถ้าสามารถหยุดยั้งการระบาดของโควิด-19 ได้เร็ว ประชาชนย่อมส่งเสียงเชียร์รัฐบาล โดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์
แต่ถ้าการดำเนินการยืดเยื้อยาวนาน
อารมณ์สังคมย่อมเครียด

นอกจากปัจจัยการบริหารจัดการเท่านั้นที่มีผลต่อรัฐบาลแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจจะเข้ามาเป็น “โรคแทรก” ได้ตลอดเวลา
อย่าลืมว่า ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น ปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ปัญหาเรื่องการใช้อำนาจมิชอบอยู่เนืองๆ
ในขณะที่รัฐบาลกำลังชูธงนำประชาชน และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายให้ความร่วมมือกันสู้กับโรคระบาด
หากปรากฏว่ามีกลุ่มบุคคลใดที่ได้สิทธิมากกว่าผู้อื่น โดยไร้เหตุผล
ผลกระทบย่อมส่งไปถึงรัฐบาล
รวมทั้งการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เมื่อเกิดขึ้นกับรัฐบาลใดก็ตาม จะส่งผลให้รัฐบาลนั้นอยู่ไม่ได้
หรือการวินิจฉัยข้อกฎหมายในทำนองกลั่นแกล้ง
หาก พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลควบคุมไม่ดี ผลกระทบย่อมย้อนกลับไปเกิดแก่รัฐบาลอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
ดังนั้น ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ กำลังบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ในจังหวะที่คนไทยยินยอมให้รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อ “ปิดจ๊อบ” โควิด-19 ให้เร็วที่สุด
พล.อ.ประยุทธ์ และทีมงานต้องระมัดระวัง “โรคแทรก”
โรคเหลื่อมล้ำ โรคทุจริต โรคอำนาจมิชอบ
โรคแทรกเหล่านี้ หากเกิดขึ้นแล้ว มีโอกาสลามไปทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาในตัวรัฐบาลได้ตลอดเวลา