แนะรัฐบาล-เกาถูกที่คัน ฉีกเงื่อนไขช่วย‘เตะฝุ่น’

14.04.20 | 12:00 น.

หมายเหตุ – ความเห็นจากนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย (สพท.) และนายอุดม ศรีมหาโชตะ อุปนายกสมาคมโรงแรมไทย ถึงมาตรการและแนวทางช่วยเหลือคนตกงานที่คาดว่ามีอย่างน้อย 7 ล้านคน ได้รับผลกระทบโควิด-19 ที่เสนอแนะต่อรัฐบาล

กลินท์ สารสิน
ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

สํ าหรับการประเมินจำนวนแรงงานที่คาดว่าจะตกงานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จากการสำรวจจากสมาชิกของหอการค้าไทยทั่วประเทศ โดยประเมินจากจำนวนแรงงานทั้งหมดของประเทศจำนวน 38,557,037 คน คาดว่าจะมีคนตกงาน 7,130,200 คน หรือคิดเป็น 18.5% ของแรงงานทั้งหมด และคาดว่าในจำนวนนี้ส่วนใหญ่กว่า 95% เป็นแรงงานที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท

ทั้งนี้ จากการสำรวจส่วนใหญ่พบว่าภาคบริการจะได้รับผล
กระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 มากที่สุด รองลงมาคือธุรกิจก่อสร้าง และธุรกิจสิ่งทอ ส่วนใหญ่เริ่มได้รับผลกระทบมาตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา อาทิ เรื่องการท่องเที่ยวที่แผ่วลงอย่างต่อเนื่อง เรื่องการจ้างงานหรือส่งมอบงานที่มีน้อยลงจากผลกระทบ
ด้านเศรษฐกิจ เป็นต้น แต่การประเมินครั้งนี้เป็นการประเมินในเบื้องต้นเท่านั้น ตัวเลขการตกงานจะมากหรือน้อยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอีกครั้ง

Advertisement

สำหรับการประเมินในกลุ่มที่จะเกิดการเลิกจ้างเบื้องต้นพบว่ากลุ่มธุรกิจบันเทิง คาดว่าจะเลิกจ้าง 60,000 คน ธุรกิจร้านอาหาร 250,000 คน ธุรกิจสปาและร้านนวดในระบบ 39,600 คน ธุรกิจสปาและร้านนวดนอกระบบ 200,000 คน ธุรกิจโรงแรม 978,000 คน ธุรกิจศูนย์การค้า และค้าปลีก 4,200,000 คน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แบ่งเป็นพนักงานในสำนักงาน 22,000 คน พนักงานภาคสนาม 55,600 คน จากจำนวนนี้เป็นชาวต่างชาติ 22,480 คน ธุรกิจสิ่งทอ
200,000 คน และธุรกิจก่อสร้าง 1,000,000 คน

การประเมินจำนวนคนตกงานต้องดูควบคู่ไปกับมาตรการของรัฐบาล และการปรับตัวของภาคเอกชนด้วยว่าเป็นอย่างไร ทั้งในเรื่องของการเปิดบางธุรกิจให้กลับมาให้บริการได้ อาจช่วยทำให้ปัญหาการเลิกจ้างงานลดลง แต่ต้องดูแลควบคู่ไปกับความปลอดภัยของประชาชน หากสามารถทยอยเปิดได้ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องขึ้นอยู่กับรัฐบาลและภาคเอกชนว่ามีการเตรียมรับมือไว้แค่ไหน

ตอนนี้ทางภาคเอกชนได้เสนอแนวทางที่ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือไปแล้ว แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 2-3 เดือน อาจส่งผลทำให้มีแรงงานตกงานเพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านคน ซึ่งเรื่องนี้จะต้องประเมินสถานการณ์เป็นช่วงๆ ไม่สามารถสรุปได้ชัดหรือขีดเส้นเวลาได้ว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติได้เมื่อไหร่

มาตรการด้านแรงงานที่ภาคเอกชนเสนอไปยังภาครัฐ ประกอบด้วย 1.ขอให้ภาครัฐมีมาตรการเพิ่มเติมให้แรงงานในระบบประกันสังคมได้รับชดเชยรายได้ เพราะพนักงานที่ต้องหยุดงานโดยไม่ได้รับเงินเดือนจะไม่ได้รับเงินชดเชยการหยุดกิจการชั่วคราวจากคำสั่งของรัฐ และไม่เข้าหลักเกณฑ์เยียวยา 5,000 บาท ดังนั้นสำนักงานประกันสังคมควรมาช่วยเหลือ โดยจ่ายเงิน 50% ของค่าจ้าง

2.ให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือแรงงานที่เงินเดือนไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท โดยยังได้รับเงินเดือน 75% และไม่ตกงาน โดยบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่มีโอกาสปลดแรงงานออก เพื่อให้จ่ายเงินเดือนอัตรา 75% ของเงินเดือนปกติ โดยภาครัฐสนับสนุนค่าจ้างเงินเดือน 50% จากประกันสังคม และบริษัทเอกชนจ่ายอีก 25% ให้พนักงานและแรงงานที่มีเงินเดือนไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท จะช่วยลดอัตราการว่างงานได้มาก

3.อนุญาตให้จ้างงานรายชั่วโมง เพื่อป้องกันปัญหาการเลิกจ้างแรงงาน โดยกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ 325 บาทต่อวัน คิดเป็นชั่วโมงละ 40-41 บาท ต่อการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง เพราะมีหลายกิจการที่ยอดขายลดลงมาก ทำให้ต้องลดเวลาในการทำงาน
หากต้องจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนตามอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำรายวัน จะไม่มีเงินมาจ่ายค่าจ้างจนทำให้ต้องเลิกจ้างแรงงานเหล่านี้

4.ลดอัตราเงินสมทบประกันสังคมของนายจ้าง จาก 4% เหลือ 1% ให้เท่ากับผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 และ
5.บริษัทนำค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนค่าจ้างแรงงานมาใช้หักภาษีได้ 3 เท่าในช่วงระหว่างโควิด-19 ระบาด ทั้งนี้ คาดหวังว่าเรื่องแรงงานที่มีข้อเสนอแนะไปจะได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นอย่างดี

มนัส โกศล
ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย (สพท.)

หากตัวเลขคนตกงานเป็นไปตามการคาดการณ์คือกว่า 7 ล้านคน ในเดือนมิถุนายนจริง อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับแล้ว ดังนั้น ควรจำแนกว่าในกลุ่มผู้ว่างงานกว่า 7 ล้านคนนี้อายุประมาณเท่าไหร่ ก่อนจะแบ่งเป็นช่วงอายุแล้วต่อยอดการฝึกทักษะอาชีพ โดยมาตรการเช่นนี้จะไม่ทำให้คนว่างงานมากขนาดนั้น

เราเคยมีข้อเสนอก่อนเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ว่าผู้ที่ถูกเลิกจ้างก่อนหน้านั้นที่มีต้นทุนอยู่แล้ว หรือเคยทำงานในภาคอุตสาหกรรม หากมีอาชีพ หรือฝึกทักษะต่อยอดที่จะไปรองรับอีอีซี ซึ่งจะมีอัตราการจ้างงานหลายหมื่นคนก็สามารถทำได้ เพราะอย่างน้อยที่สุดในยุคเอไอ เรื่องอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ มีความสำคัญ

นับแต่โควิด-19 เข้ามาทำให้คนตกงาน ว่างงาน ไม่มีเงินใช้ ปัญหาได้ตามมาแล้ว อีกทั้งมาตรการเยียวยา 5,000 บาทของรัฐบาล ซึ่งจากเดิมให้ 3 เดือน ก่อนจะขยายเป็น 6 เดือนนั้น เป็นมาตรการที่เกาไม่ถูกที่คัน เพราะการแบ่งกลุ่มคนที่จ่ายเงินเยียวยาทำให้ประชาชนบางกลุ่มเสียความรู้สึก หนำซ้ำยังเปิดให้อุทธรณ์อีก

อย่างไรก็ดี หากจะโยนภาระให้ประกันสังคมนั้น มองว่าประกันสังคมของเรามีลิมิตในการช่วยเหลือผู้ประกันตนอยู่แล้ว หรือที่ออกมาตรการไปแล้ว 62% และกลุ่มนี้มีประมาณ 8 แสนคน ก็พอไปได้ แต่ถ้ากลุ่มแรงงานตามมาตรา 33 นั้น นอกจากจะไม่เข้าเกณฑ์ได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาทของรัฐบาลแล้ว ก็ไม่อยู่ในระบบประกันสังคมด้วย ดังนั้น หากรัฐบาลโยนให้ประกันสังคมรับผิดชอบอีก เงินไม่เพียงพอแน่นอน

นอกจากนี้ กรอบการจ่ายเงินเยียวยา 5,000 บาทของรัฐบาลไม่ค่อยชัดเจน เพราะหากนำตัวเลขที่ได้พูดกันตลอดเวลาว่า ถ้าตั้งเกณฑ์ผู้ได้รับเงินเยียวยาว่ามีอายุ 18 ปี ดังนั้น ทุกคนที่มีอายุครบ 18 ปี ย่อมมีสิทธิได้รับเงินเยียวยา โดยอาจไปคัดกรองเรื่องรายได้อีกครั้ง แบบนี้สามารถมองภาพรวมได้อย่างชัดเจน

ตัวอย่างในยุคสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ซึ่งเป็นเงินส่วนกลางของรัฐบาล โดยรัฐบาลนำเงินดังกล่าวให้ประกันสังคมจ่ายให้ผู้ประกันตนทั้งหมด เนื่องจากมีฐานข้อมูลผู้ประกันตนอยู่แล้ว ซึ่งมีประมาณ 10 ล้านคน และได้เงินครบทุกคน ไม่มีผลกระทบ ไม่มีปัญหาใดตามมา

นี่คือการทำงานเชิงมองทุกปัญหา และไม่เกิดผลกระทบตามหลัง เราเป็นผู้ประกันตน เสียภาษีทุกเดือน แต่ทำไมกลับได้รับการเลือกปฏิบัติ ทำไมไม่ให้คนกลุ่มนี้ได้รับความช่วยเหลือไปด้วย เราเป็นภาคประชาชนก็ควรช่วยเหลือกันทั้งหมด

อุดม ศรีมหาโชตะ
อุปนายกสมาคมโรงแรมไทย

ในฐานะผู้บริหารสมาคมโรงแรมไทย ได้รับเสียงสะท้อนจากกลุ่มสหภาพแรงงานพนักงานโรงแรมขนาดใหญ่ บริษัททัวร์นำเที่ยว ภัตตาคาร ร้านอาหาร ในธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างวิกฤตจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19

สำหรับวิกฤตการณ์ขณะนี้ ผู้ประกอบการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจบริการมีความจริงใจเพื่อช่วยเหลือลูกจ้าง ไม่ให้มีผลกระทบ
ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาขาดรายได้จุนเจือครอบครัวในระยะสั้น และต้องมีแนวทางในระยะยาวเพื่อช่วยลดปัญหาทางสังคมที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต หากการระบาดของโรคไม่ยุติภายใน 3-6 เดือน หรือแม้ว่าการระบาดของโรคในประเทศจะลดลง แต่สถานการณ์ในต่างประเทศยังมีผลกระทบก็ไม่ส่งผลดีกับการท่องเที่ยวในประเทศ

สำหรับมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ เชื่อว่ากระทรวงต่างๆ จะมีมาตรการเร่งด่วนออกมาช่วยเหลือทั้งนายจ้างและลูกจ้างเพิ่มเติม ขณะนี้สมาคมโรงแรมไทยร่วมกับสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวทั่วประเทศ พยายามเสนอแนวทางเพื่อช่วยเหลือทั้งผู้ประกอบการและกลุ่มลูกจ้าง หวังว่าการประชุม ครม.ครั้งต่อไป กระทรวงแรงงานควรจะให้ลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมทั้งหมดได้รับการช่วยเหลือชดเชยการว่างงาน อย่างน้อยรายละ 5,000 บาทต่อเดือน หรือ 62% ของรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 15,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน เหมือนที่รัฐบาลช่วยประชาชนผู้ที่อยู่นอกระบบประกันสังคมกลุ่มแรกไปแล้วล้านกว่าราย รับการเยียวยารายละ 5,000 บาท

ขอยืนยันว่าในสถานการณ์วิกฤต ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจความยากลำบากในการบริหาร ทั้งนายจ้างและผู้บริหารธุรกิจ ไม่เคยคิดที่จะเอาเปรียบลูกจ้าง หากไม่มีลูกจ้างช่วยขับเคลื่อนการทำงานธุรกิจก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ สำหรับการช่วยเหลือลูกจ้างทั้งระบบในธุรกิจการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการช่วยเหลือลูกจ้างโรงแรมที่มีผลกระทบอย่างชัดเจน รัฐไม่ควรกำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องเป็นโรงแรมที่ทางราชการสั่งให้ปิด หรือผู้ประกอบการประกาศปิดตัวเอง ซึ่งหลายจังหวัดมีความแตกต่างกันในทางปฏิบัติ

ดังนั้นหากมีแนวทางเยียวยาลูกจ้างทุกราย ควรได้รับเงินทดแทน โดยไม่มีเงื่อนไขจากสาเหตุที่นายจ้างได้รับผลกระทบจากเหตุสุดวิสัยที่เกิดจากโรคระบาดร้ายแรง