นักวิชาการส่อง ‘บิ๊กตู่’ คุยเจ้าสัว มีอะไรในก่อไผ่(โควิด)

21.04.20 | 12:00 น.
นักวิชาการส่อง ‘บิ๊กตู่’คุยเจ้าสัว มีอะไรในก่อไผ่(โควิด)

หมายเหตุ – ความเห็นจากนักวิชาการกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯจะทำจดหมายเปิดผนึกเชิญเจ้าสัวเมืองไทย 20 คน มาร่วมหารือระดมสมองแก้ปัญหาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

สุขุม นวลสกุล
นักวิชาการรัฐศาสตร์

การหารือระหว่างนายกฯกับเจ้าสัว คงต้องการหารือแนวทางแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค เนื่องจากธุรกิจของมหาเศรษฐี 20 อันดับแรกของประเทศมีเครือข่ายที่กว้างขวาง มีการจ้างงานจำนวนมาก หากธุรกิจในกลุ่มนี้บางส่วนมีปัญหาจากการเลิกจ้างงาน ก็จะกระทบกับภาวะเศรษฐกิจอย่างแน่นอน

แต่ที่น่าแปลกใจนายกฯไม่เคยฟัง หรือให้ความสนใจกับนักการเมืองที่มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ หรือกลุ่มนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์

ขณะที่พรรคการเมืองฝ่ายค้านก็ต้องการเข้ามาช่วยเหลือแต่ไม่มีเสียงตอบรับ ขณะที่การแก้ปัญหา
โควิด-19 ในทางวิชาการก็ตั้งคณะทำงานที่มีแพทย์ ส่วนการแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็จะไปปรึกษาเจ้าสัว

Advertisement

แต่อย่ามองในแง่ร้ายว่า ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลจะด้อยประสิทธิภาพจากโครงการแจกเงินเยียวยา 5,000 บาท แต่การคุยกับเจ้าสัวจะมีเป้าหมายสำคัญเพื่อพยุงเศรษฐกิจของประเทศ ถ้าเจ้าสัวให้ความร่วมมือในบางนโยบายที่รัฐบาลร้องขอก็จะเบาแรงไปหลายเรื่องหลังจากให้เกียรติบากหน้าไปขอคำปรึกษาในฐานะคนสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย ไม่เช่นนั้นรัฐบาลอาจจะต้องรับภาระจากปัญหาคนตกงานทั้งหมด

หลังจากพูดคุยกัน เชื่อว่าประเด็นสำคัญที่เจ้าสัวแนะนำ รัฐบาลคงไม่สามารถตอบสนองได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยต้องการให้เจ้าสัวมีส่วนในการช่วยเหลือ แต่ถ้าย้อนไปดูนายกฯบางคนในอดีต เมื่อมีปัญหารุมเร้ามาก ก็ไปชวนภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนหรือมีการส่งเสริมการลงทุน แต่มาถึงยุคนี้ผู้นำเลือกไปหารือกับเจ้าสัว
ที่ทำธุรกิจแสวงหากำไร เป้าประสงค์อาจจะทำให้เห็นว่าเจ้าสัวทั้งหลายควรมีจิตสำนึกที่จะทำเพื่อชาติบ้าง หลังจากรัฐบาลออกปากขอร้อง

เชื่อลึกๆ ว่าเจ้าสัวคงจะมีน้ำใจ ซึ่งไม่ทราบว่าหลังการเจรจา วิธีคิดของเจ้าสัวในกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้จะไปในทิศทางเดียวกันได้หรือไม่ เพราะหลายธุรกิจมีบริบทต่างกัน แต่เบื้องต้นเจ้าสัวในเครือข่ายใหญ่ๆ ก็มีแผนที่จะดูแลบุคลากรในสังกัดไม่ให้มีผลกระทบ และอีกแนวทางที่ประเมินไว้ รัฐบาลอาจจะขอให้เจ้าสัวช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อนำเงินไปหมุนเวียนในระบบเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หลังจากมีการกู้เงินด่วนแล้วบางส่วน

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

สถานการณ์ตอนนี้ การร่วมมือกันระหว่างรัฐและผู้ประกอบการ กลุ่มทุน ภาคประชาสังคม โดยหลักแล้วสามารถทำได้ด้วยการแสวงหาความร่วมมือ แต่ความร่วมมือเหล่านี้น่าจะเกิดก่อนวิกฤตด้วยซ้ำ เนื่องจากหากย้อนดูกลุ่มทุนกลุ่มใหญ่ๆ ที่เป็นเจ้าสัวทั้งหมด ล้วนได้รับผลประโยชน์จากรัฐบาลมาอย่างยาวนานตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามา กลุ่มทุนเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากนโยบายนานัปการ

ดังนั้น น่าจะแสดงสปิริตช่วยเหลือรัฐบาลก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ เพื่อให้เห็นถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างธุรกิจเอกชนกับรัฐบาล แต่จนแล้วจนรอด รัฐบาลคงเกิดวิกฤตปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะปัญหาการบริหารจัดการงบประมาณ จนท้ายที่สุดต้องไปขอจากกลุ่มตระกูลหลักๆ

ภาพลักษณ์ที่ออกมาไม่ค่อยสู้ดีนัก เหมือนรัฐบาลล้มเหลวด้านการบริหารงบประมาณที่มีอยู่จนต้องไปขอเจ้าสัวเหล่านี้ อย่างที่กล่าวคือขอได้ แต่ในทางกลับกันทำให้สังคมเกิดความกังวลใจว่าถ้าขอมาแล้วรัฐบาลอาจต้องตอบสนองผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ จนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น

รัฐบาลควรดูว่างบประมาณส่วนใดที่ตอนนี้ยังไม่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนในการใช้จ่าย ก่อนจะปรับให้หมด เช่น โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ใช้เงินเป็นแสนล้านบาท ถามว่าตอนนี้เป็นรูปธรรมหรือไม่ เพราะมีเม็ดเงินจ่ายลงไป สถานการณ์ในตอนนี้ต้องยุติโครงการนี้ด้วยซ้ำ พร้อมนำเงินจากโครงการนี้กลับมา

นอกจากนี้รัฐบาล โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูงที่มีเงินเดือนเยอะ จำเป็นต้องปรับลดเงินเดือน หรืออาจต้องปฏิรูปกองทัพ พร้อมนำเงินเหล่านี้มาใช้ในยามวิกฤต

ที่สำคัญคือรัฐบาลต้องมองความมั่นคงแนวใหม่ เนื่องจากเทงบประมาณไปที่กองทัพเป็นจำนวนมาก เพราะความมั่นคงในประเทศตอนนี้ไม่ใช่เรื่องทหารอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ตอนนี้รัฐบาลอาจโชคดีที่มีวิกฤตโควิด-19 ช่วยต่ออายุอยู่ เพราะหากไม่มีโควิด-19 เราเห็นสภาพการเมืองก่อนหน้านี้แล้วว่ารัฐบาลอ่อนเปลี้ยจนหลายคนคิดว่าอาจไปไม่ไหวแล้ว ฝ่ายค้าน รวมถึงประชาชนล้วนจับตามองอยู่ โดยเฉพาะมาตรการต่างๆ ที่ออกมาแล้วไม่เวิร์ก ยิ่งมาขอเงินจากเจ้าสัวอีก ยิ่งทำให้เข้าใจได้ว่ารัฐบาลล้มเหลวไม่เป็นท่าในการบริหารจัดการงบประมาณ

อยากให้จับตาดูว่าหลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 กลุ่มเจ้าสัวเหล่านี้จะได้อะไรตอบแทนจากรัฐบาลบ้าง และผลประโยชน์ดังกล่าวกระทบชีวิตประชาชนอย่างไรบ้าง

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
นักวิชาการรัฐศาสตร์

ต้องมองให้ลึกซึ้งกรณีนายกฯจะไปหารือกับ 20 เจ้าสัว ส่วนตัวผมมองคนละแบบกับสิ่งที่คนอื่นวิจารณ์
ประเด็นแรกเมื่อได้ฟังนายกฯพูด ส่วนใหญ่ก็ต้องคิดว่าน่าจะไปขอเงิน เพราะหากจะเอาความรู้ ทำไมไม่ปรึกษาผู้ที่มีความรู้ความสามารถ

ประเด็นที่สอง นายกฯทราบหรือไม่ว่า ถ้าข้อมูลหลุดออกไปจะต้องถูกโจมตี มีการชั่งน้ำหนักหรือไม่ว่าจะได้มากกว่าเสีย

ประเด็นที่สาม ยังไม่มีใครรู้ว่านายกฯจะไปคุยอะไรกับเจ้าสัว หากไปขอเงินจริง 20 เจ้าสัวคงไม่กล้าปฏิเสธแล้วจะทำไปเพื่ออะไร

ประเด็นที่สี่ ยุทธศาสตร์การเมืองเรื่องนี้ หากมองลึกๆ ผมว่ารัฐบาลจะได้ประโยชน์ อย่างน้อยจะมีพันธมิตรทางการเมืองเพิ่มขึ้น

สาเหตุที่มองแบบนี้ เนื่องจากการเมืองในรอบ 3-4 เดือน ที่ผ่านมาหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องถามว่ามีใครอยู่เบื้องหลังไปกระซิบไม่ให้มีการอภิปรายบิ๊กป้อม (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ) ทำไมฝ่ายค้านจึงฝ่อไป วันสุดท้ายถือว่าเป็นมวยล้ม ผมถามว่ามีดีลทางการเมืองเกิดขึ้นหรือไม่

เมื่อเรียงลำดับเหตุการณ์ให้ดี การเปิดฉากเจรจากับเจ้าสัวคงไม่ใช่เรื่องธรรมดา และอาจมีผลตอบแทนบางอย่าง ต้องถามอีกว่ามีใครบังคับนายกฯให้ทำแบบนี้หรือไม่ หรือคิดเองจากการหารือกับทีมที่ปรึกษา แต่ผมว่าไม่ใช่ เพราะเรื่องนี้คงมีอะไรอยู่เบื้องหลังอีกมากพอสมควร

ที่สำคัญเมื่อนายกฯตัดสินใจประกาศแนวทางให้สังคมรับทราบ มีการประเมินว่าโฟกัสจะพุ่งเป้าหมายไปที่เจ้าสัวลำดับที่ 16 อย่างแน่นอน วันนี้คนภายนอกจะรู้หรือไม่ว่าเจ้าสัวลำดับที่ 16 อาจจะเคยคุยเรื่องอะไรกับรัฐบาลนี้หรือไม่ แต่เชื่อว่าน่าจะมีการต่อสายกับบางฝ่ายแล้วทำให้เกิดไอเดียนี้ขึ้นมา

แถมนายกฯยังบอกด้วยว่าวันนี้การเมืองไม่มีฝ่าย พูดแบบนี้มีเจตนาอะไรหรือไม่ เมื่อข่าวออกไปลิ่วล้อเห็นว่ารัฐบาลอาจจะเสียหายจากกระแสแฮชแท็กรัฐบาลขอทาน ก็ต้องรีบออกมาชี้แจงว่าแค่จะไปขอคำปรึกษา

ต้องยอมรับว่าปัญหาวิกฤตในชาติวันนี้ อาจจะเกิดจากนายกฯบกพร่องในการบริหารจัดการ ที่ผ่านมาในฐานะนักวิชาการได้บอกแนวทางไว้หมดแล้วว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อแก้ไข แต่ขณะนี้พบว่ายังไม่ได้ดำเนินการใดๆ ไม่ได้เตรียมความพร้อม ซ้ำร้ายรัฐมนตรีอีกหลายกระทรวงที่ทำงานเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 ยังล้มเหลวในทางปฏิบัติ

ขณะที่นายกฯควรมีทีมงานที่เก่งและทำงานได้คล่องตัวมากกว่านี้ แต่เมื่อไปได้ไม่ถึงไหนก็ต้องไปหารือกับ 20 เจ้าสัว ส่วนปลายทางหลังจากเจรจา เชื่อว่าผู้มีอำนาจคงไม่กล้าเปิดเผยเนื้อหาสาระ เพราะทุกคนอยากรู้ว่าเจ้าสัวที่ทำธุรกิจแสวงหากำไรมาตลอดชีวิตจะอธิบายอะไร ต้องการให้เกิดผลลัพธ์อย่างไร ถ้าไม่ใช่เรื่องการขอเงิน

หรือถ้ารัฐบาลมีความจริงใจ ต้องการแก้ปัญหาให้ชาติบ้านเมือง ก็ควรนำเนื้อความในจดหมายที่ส่งถึงเจ้าสัวออกมาเผยแพร่ก่อนได้หรือไม่ หรือรัฐบาลควรออกมาชี้แจงว่า 20 เจ้าสัวจะเข้าข่ายได้รับผลประโยชน์ต่างตอบแทนจากนโยบายการเงินการคลังในเร็วๆ นี้หรือไม่ หลังมีการเจรจา

รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย
ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การเชิญบรรดาผู้คนในสังคมมาร่วมแสดงความคิดเห็นเป็นเรื่องปกติ แต่จะต้องรับฟังครอบคลุมทุกด้าน กรณีนี้รัฐบาลเชิญเฉพาะเจ้าสัว 20 คน เป็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งกระบวนการรับฟังความคิดเห็นผ่านจดหมายเปิดผนึกจะไม่ได้มาจากความเห็นที่หลากหลายโดยแท้จริง ข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนอาจเกิดขึ้นตามมาได้

นอกจากนี้ การรับฟังความเห็นที่ไม่รอบด้านจะทำให้การแก้ปัญหาไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง หากเทียบเคียงกรณีนี้จะคล้ายกับการเกิดขึ้นของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ช่วงปี 2523 ซึ่งในเวลานั้น กรอ.ก็ให้บรรดาตัวแทนกลุ่มทุนต่างๆ เข้าไปนั่งเป็นคณะกรรมการด้วย โดยมีอำนาจตัดสินใจเรื่องนโยบายทางเศรษฐกิจร่วมกับ ครม.เศรษฐกิจ

เมื่อเป็นเช่นนี้คนจะมองว่าการที่รัฐบาลเลือกฟังเฉพาะกลุ่มเจ้าสัวจะทำให้นโยบายต่างๆ ที่จะออกมามีลักษณะเอื้ออำนวยประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน และทำให้รัฐบาลถูกมองว่าบริหารงานที่ยึดโยงกับคนบางกลุ่มเท่านั้น จะส่งผลต่อภาพลักษณ์รัฐบาลที่ไม่ได้มองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง จึงมองว่าจะเป็นผลเสียกับรัฐบาลมากกว่า

ส่วนข้อดีคือกลุ่มชนเหล่านี้เป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจประเทศ ฉะนั้น การที่รัฐบาลได้พูดคุยกับกลุ่มทุนเหล่านี้ แน่นอนว่าจะทำให้เกิดการพยุงเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง เช่น อาจขอให้กลุ่มทุนเหล่านี้สนับสนุนนโยบายต่างๆ เช่น ลดกำไรการค้ากับประชาชน เป็นต้น ก็อาจจะทำได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ในระยะยาว

ส่วนความเห็นที่ให้มีการถ่ายทอดสดนายกฯพบเจ้าสัวนั้น น่าสนใจ เพราะจะทำให้เกิดความโปร่งใส ทำให้ประชาชนรู้สึกถึงการมีส่วนร่วม บรรดาข้อวิจารณ์ก็จะลดลง

ทั้งนี้ นอกจากรับฟังความคิดเห็นจากเจ้าสัวแล้ว ก็ต้องรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วย เช่น เปิดให้มีการประชาพิจารณ์ หรือรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เช่นนี้จะครบถ้วนสมบูรณ์