วิเคราะห์ : พ.ร.ก.กู้เงินล้านล้าน โอกาสรัฐบาล รับ‘ดอกไม้-ก้อนหิน’
สัปดาห์หน้าเป็นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน
มีเรื่องที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะรัฐมนตรีต้องตัดสินใจ
อย่างน้อยก็คือการตัดสินใจเรื่อง พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่าจะต่ออายุไปอีกหรือไม่
อย่างน้อยก็ต้องตัดสินใจว่า จะยังคงระยะเวลาเคอร์ฟิวต่อไปอีกหรือไม่ จะขยายหรือจะลดเวลาเคอร์ฟิวลงหรือไม่ และอย่างไร
ยังมีเรื่องที่คณะที่ปรึกษาจากภาคเอกชนนำเสนอเกี่ยวกับแผน “รีสตาร์ตธุรกิจ” ที่แบ่งพื้นที่จังหวัดและธุรกิจออกเป็น สีแดง สีเหลือง และสีเขียว เพื่อ “ผ่อนคลาย” การปลดล็อก
รวมทั้งการพิจารณาแผนการกู้เงินตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ด้วย
ทุกอย่างที่จะต้องตัดสินใจล้วนมีความสำคัญต่อประชาชน
ทั้งนี้จากการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และการประกาศเคอร์ฟิว เวลา 22.00-04.00 น. เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 มาตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนเรื่อยมา
ทำให้เกิดผลจากการปฏิบัติทั้งด้านสาธารณสุขและด้านเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน
ทางด้านสาธารณสุข ปรากฏเป็นตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีจำนวนลดน้อยลง จนกระทั่งจำนวนเตียงในโรงพยาบาลเริ่มมีที่ว่าง
ตัวเลขวันศุกร์ที่ 24 เมษายน พบว่าไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม มีผู้ป่วยเพิ่ม 15 ราย และมีผู้ที่ยังต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 314 ราย
และมีแนวโน้มว่าตัวเลขคนอยู่ในโรงพยาบาลจะน้อยลงเรื่อยๆ
ขณะที่ผลทางด้านเศรษฐกิจ ปรากฏเป็นความเคลื่อนไหวของผู้คนในสังคมหลากหลาย
บางชนชั้นสามารถอยู่ได้เพราะมีทุนสะสม บางชนชั้นได้รับการเยียวยาก็อยู่ได้ในระยะเวลาสั้นๆ
แต่สำหรับบางชนชั้นไม่สามารถจะอยู่เฉยได้แล้ว
ภาพปรากฏที่มีคนออกมายืนออกันเพื่อรอรับบริจาค และการย้ายที่พักนอนจากบ้านมาอยู่ยังสวนสาธารณะนั้นสะท้อนภาพให้เห็น
เห็นความยากลำบากของคนบางกลุ่มที่เกิดจากมาตรการอันเข้มงวด
นอกจากนี้ ผลจากการออกคำสั่งเข้มงวด ทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจมากขึ้น
มากขึ้นกระทั่งเกิดปัญหาตามมา
กรณีการจับกุมผู้บริจาคที่จังหวัดภูเก็ต เป็นกรณีหนึ่งที่ “ผู้บริจาค” และ “ผู้รับบริจาค” ไม่เข้าใจ “ผู้ควบคุมกฎ”
มีกรณีที่จังหวัดตรัง ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารที่ระบุว่าไปเยี่ยมแม่ จนเกิดการถกเถียงกับผู้ว่าราชการจังหวัด และถูกสั่งกักขัง 45 วัน
ยังมีกรณีการจับกุม 15 ช่างในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ที่ทำงานเกินเวลาเคอร์ฟิว พยายามแสดงหลักฐานเป็นเอกสารยืนยันว่าทำงาน แต่เจ้าหน้าที่ก็จับกุม
รวมมาถึงการเปลี่ยนแผนการปฏิบัติตรวจจับเคอร์ฟิว
เปลี่ยนจากการตั้งด่านสกัด กลายมาเป็นการใช้รถตระเวนลงในพื้นที่ชุมชนหมู่บ้าน
ตรวจสอบ และจับกุม
การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตามคำสั่ง แต่จะยืนยันว่าเป็นไปเพราะมีเจตนาดี เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของโรคโควิด
แต่ผลที่ปรากฏ กลับไม่เป็นที่พึงปรารถนา
ผลที่ปรากฏ สะท้อนการทำงานของฝ่ายราชการที่ยังมีจุดบกพร่อง
ดูแลไม่ทั่วถึง เกิดเป็นปัญหาความอดอยาก
ใช้อำนาจมาก จนกลายเป็นการกระทำที่ขาดมนุษยธรรม
จุดบอดดังกล่าวของทางการกำลังเป็นคำถามถึงการใช้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท
ล่าสุด แผนการใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้าน จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า
เนื้อหาของแผนสรุปได้ว่า เดิมในปีงบประมาณ 2563 รัฐบาลมีแผนกู้เงินอยู่แล้ว 8 แสนล้านบาท แต่จะใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทนี้ มากู้เงินเพิ่มอีกประมาณ 6 แสนล้านบาท
รวมเป็นเงินกู้ที่จะใช้ในปี 2563 ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท
ส่วนวงเงินกู้ตามอำนาจของ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ที่เหลือวงเงินอีก 4 แสนล้านบาทนั้น
จะใช้กู้เงินในปี 2564
ขณะที่เงินกู้ในปี 2563 ตามแผนที่กำหนด จะกู้ล็อตแรก 7 หมื่นล้านบาท ภายในต้นเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อนำเงินดังกล่าวไปจ่ายเยียวยากลุ่มอาชีพอิสระ 5 พันบาท เดือนที่ 2 ให้ทัน
นอกจากเงินกู้ดังกล่าวแล้ว รัฐบาลยังประสานไปยังกระทรวงต่างๆ เพื่อหั่นงบประมาณตัวเองในปี 2563 เพื่อโอนให้รัฐบาลไปช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์โควิด-19
ล่าสุด กระทรวงกลาโหมโอนเงินกลับให้รัฐบาลไป 1.8 หมื่นล้านบาท โดยชะลอโครงการต่างๆ รวมทั้งโครงการซื้ออาวุธไว้หลายโครงการ
เช่นเดียวกับกระทรวงอื่นๆ ที่ทำในทำนองเดียวกัน
คําถามที่ต้องแสวงหาคำตอบ คือ เงินกู้และเงินที่เกลี่ยมาใช้นั้น เชื่อมั่นได้อย่างไรว่าจะเยียวยาคนไทยได้ทั่วถึง
อย่าลืมว่าการใช้งบประมาณกับสังคม มีผลต่อ “การเมือง” อยู่ไม่ใช่น้อย
แค่เริ่มต้นเกลี่ยงบ แล้วไปกระทบกับเงิน “บัตรทอง 30 บาท” ก็มีคำถามดังสนั่นแล้ว
เพราะเงินบัตรทอง 30 บาท เป็นเงินค่ารักษาพยาบาลคนยากไร้
การไปหั่นเงินของคนยากไร้ในยามนี้ จึงอ่อนไหวต่อการเมืองเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่กลุ่มคนยากไร้ในเมืองไทย เป็นกลุ่มที่ระบบราชการมองเห็นไม่ทั่วถึงมาโดยตลอด
ความเคลื่อนไหวของพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ต้องการเปิดสภาสมัยวิสามัญ ก็มีวัตถุประสงค์หนึ่ง เพื่อสอบถามและอภิปรายในเรื่องเหล่านี้
ข้อเสนอหนึ่งที่ต้องการให้รัฐบาลใช้การกระจายอำนาจมาถ่วงดุลระบบราชการ ก็เพราะมองเห็นจุดบอดนี้
แต่ดูเหมือนว่า พล.อ.ประยุทธ์ และทีมงาน ยังเชื่อมั่น “ระบบราชการ” มากกว่า “การกระจายอำนาจ”
รัฐบาลจึงต้องปิดจุดบอดที่เกิดจากระบบราชการให้ได้
เพราะประสิทธิภาพการใช้เงินหลังจากนี้มีผลต่อความศรัทธาในรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์
ถ้าใช้เงินจำนวนเป็นล้านล้านบาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ เยียวยาได้ทั่วถึง ขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าได้
พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลย่อมได้รับ “ดอกไม้”
แต่ถ้าผลที่เกิดขึ้น กลับปรากฏภาพ เหลื่อมล้ำ ฟุ่มเฟือย กระจุกตัว คอร์รัปชั่น
รัฐบาลและ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องยอมรับ “ก้อนหิน” อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

