ศบค.แจงยืด‘ฉุกเฉิน’ จ่อผ่อนปรนธุรกิจ เอกชน- อจ.หนุนรีสตาร์ต

28.04.20 | 12:00 น.

หมายเหตุ – ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงการขยายเวลาใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก 1 เดือน และมาตรการที่จะผ่อนปรน ขณะที่แพทย์-ภาคธุรกิจ-นักวิชาการเห็นด้วยกับการผ่อนปรนบางมาตรการ

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน
โฆษก ศบค.

การประชุม ศบค. ชุดใหญ่ นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. มีประเด็นใหญ่ๆ คือ 1.นายกฯขอบคุณการทำงานของทุกส่วนในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ว่าทำงานได้ดีมากๆ ได้รับการยอมรับจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใช้ครบ 1 เดือน แต่อยากให้มีการร่วมมือกันในทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายประจำ ภาครัฐ และเอกชนทั้งหลายในการทำงาน โดยยึดหลักเรื่องสาธารณสุขและองค์การอนามัย

อย่างไรก็ตาม นายกฯกังวลเรื่องเศรษฐกิจ รายได้ที่ลดลง ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ โดยท่านมอบเป็นนโยบายว่าต้องกำหนดระยะในการผ่อนปรนเป็น 4 ระยะ เป็น 25% 50% 75% และ 100% โดยทบทวนเป็นระยะ ระยะละ 14 วัน ซึ่ง 14 วันมาจากระยะช่วงกักตัว เป็นตัวเลขที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลก

นอกจากนี้ ให้ประเมินมาตรการต่างๆ โดยทดลองเปิดดู ถ้าผลออกมาได้ผลก็ยืดออกไป แต่ถ้าติดเชื้อเพิ่มขึ้นมาก็ปิด เพราะไม่อยากให้มีการระบาดในระลอก 2 อีก ไม่เช่นนั้นสิ่งที่ลงทุนมาทั้งหมดจะล้มเหลว ดังนั้น มาตรการต่างๆ ต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย

Advertisement

2.มีการรายงานจากปลัดกระทรวงสาธารณสุข แสดงให้เห็นถึงกรณีที่อาจเกิดขึ้น คือ ถ้าเราควบคุมได้ดีจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น 15-30 รายต่อวัน ต้องทำแบบที่ทำอยู่ในทุกวันนี้ ต่อมาคือควบคุมได้มีความเสี่ยงต่ำ การระบาดอยู่ในวงจำกัด จะต้องมีการชะลอการเข้าประเทศไทย โดยต้องมีการกักตัว ให้มีภาคธุรกิจที่มีความเสี่ยงต่ำดำเนินกิจกรรมได้ ตรงนี้อาจมีผู้ติดเชื้ออยู่ที่ประมาณ 40-70 คนต่อวัน

และสถานการณ์ควบคุมได้ยาก มีการระบาดซ้ำคล้ายช่วงเหตุการณ์ระบาดจากสนามมวย สถานบันเทิง มีการเคลื่อนย้าย และชุมนุมคนจำนวนมาก ตรงนี้ผู้ติดเชื้อจะเพิ่มเป็น 500-2,000 คน ตรงนี้เราไม่อยากให้เกิดเลย เพราะถ้ามีผู้ป่วยวันละ 500-2,000 คนต่อวัน นับรวมไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม หรือ 3 เดือนข้างหน้า จะมีผู้ป่วยรวมกัน 46,596 ราย นี่คือการพยากรณ์แบบที่แย่ที่สุด แต่ถ้าลดความเสี่ยงลงมาที่ระดับความเสี่ยงต่ำจะเกิดผู้ป่วยประมาณ 4,661 ราย

ขณะที่เอาให้มาตรการเข้มไปเลยจะมีผู้ป่วยรวมกันประมาณ 1,889 ราย แต่มาตรการที่ตึงเกินไปอาจจะไม่ใช่ทางออกที่ดี วันนี้มีจำนวนผู้เข้ารับการตรวจเชื้อไปแล้ว 178,083 ตัวอย่าง จะเพิ่มจำนวนการตรวจให้มากขึ้นเรื่อยๆ

3.เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ช่วง 1 เดือน ว่าทำให้การดำเนินการตามข้อสั่งการของนายกฯ เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ มีเอกภาพ และทันท่วงที เป็นผลให้ผู้ติดเชื้อรายวันในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ มีการสำรวจความคิดเห็นประชาชน 40,000 คน พบกว่าร้อยละ 70 เห็นด้วยกับการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ประชุมจึงมีมติขยายเวลาการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทั้งราชอาณาจักรต่อไปอีก 1 เดือน คือวันที่ 1-30 พฤษภาคม โดยมี 4 มาตรการที่ต้องคงไว้คือ ควบคุมการเดินทางเข้า-ออกราชอาณาจักร ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานเวลา 22.00-04.00 น. การงดหรือชะลอการเดินทางข้ามเขตจังหวัด และงดกิจกรรมที่มีคนหมู่มาก เช่น การอบรม สัมมนา ชุมนุมใหญ่ๆ ฯลฯ

สำหรับแนวทางการผ่อนปรนที่ต้องทำกันต่อไปแต่ต้องมีหลักคิด คือ 1.ต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านสาธารณสุขเป็นหลัก และนำปัจจัยด้านอื่นมาประกอบการพิจารณา ร้อยละ 50 ของการทำงานที่บ้านยังต้องมีอยู่ พิจารณาจากประเภทของกิจกรรมที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในลำดับแรก ทุกคนต้องสวมหน้ากากอนามัย กำกับให้กิจกรรมต้องเว้นระยะห่างทางสังคม วัดอุณหภูมิ มีเจลแอลกอฮอล์ล้างมือเพื่อฆ่าเชื้อ จำกัดจำนวนคนให้เหมาะสมต่อกิจกรรม และสถานที่ รวมถึงต้องมีแอพพลิเคชั่นติดตามตัว แต่ต้องคำถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน และความปลอดภัยของสาธารณชนด้วย ให้จัดสมดุล 2 เรื่องนี้ให้ดี

สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป คือ เร่งตรวจหาเชื้อให้กับประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง และการมีเทคโนโลยีติดตามเพื่อตรวจตรากิจกรรมคู่กันไปอย่างมีประสิทธิภาพ หากควบคุมได้ดีก็สามารถผ่อนคลายมาตรการเพิ่มเติม และขยายพื้นที่ได้ แต่หากไม่ดีขึ้น ก็ต้องระงับมาตรการผ่อนคลายในทันที ต้องประเมินผลทุกรอบวง 15 วัน

4.เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจเอกชนใน ศบค.เสนอการผ่อนปรน หลังขยายระยะเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยนำภาพของการผ่อนปรนในธุรกิจต่างๆ แบ่งเป็น 4 อย่าง คือ สีขาว มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน สีเขียว เช่น สถานประกอบการขนาดเล็ก แต่มีมาตรการที่สามารถควบคุม จำกัดได้ หรืออาจเป็นสถานที่ออกกำลังกายกลางแจ้ง สีเหลือง เช่น พื้นที่ที่มีคนมาจำนวนมาก มีติดแอร์ และสีแดง พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่เรายังไม่อยากให้เปิดเลย เช่น สนามมวย สถานบันเทิง หรือที่ที่มีคนมาแออัดมากๆ โดยแบ่งเป็นขั้นๆ ยังไม่ได้สรุป

นายกฯเห็นด้วยในหลักการเบื้องต้น แต่ต้องลงรายละเอียด โดยกิจการต่างๆ เหล่านี้ต้องแบ่งเป็นช่วงเวลา และต้องเปิดได้พร้อมกันทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่บางที่ บางจังหวัด เช่น กทม. เปิดไม่ได้ แต่สุพรรณบุรีเปิดได้ คน กทม.อาจเดินทางไปที่สุพรรณบุรี ซึ่งจะเป็นการเคลื่อนย้ายคน ดังนั้น ในกิจการนั้นๆ ต้องเปิดพร้อมกัน โดยมอบให้สภาพัฒน์และคณะที่ปรึกษาไปพูดคุยลงรายละเอียด แล้วให้มานำเสนอวันที่ 28 เมษายน ใน ครม.

สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

เห็นด้วยที่ ศบค.ขยายเวลาการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต่อไปอีก 1 เดือน เนื่องจากรัฐจะได้มีอำนาจในการจัดการปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 อย่างเด็ดขาดต่อไป แต่ภาครัฐควรพิจารณามาตรการผ่อนปรนอนุญาตให้บางธุรกิจ เริ่มเปิดดำเนินการได้ เพื่อให้ภาคเศรษฐกิจค่อยๆ ทยอยออกมาบ้าง ส่วนจะเป็นธุรกิจอะไรบ้างที่ควรผ่อนปรน ขึ้นอยู่กับการพิจารณาความเหมาะสมของ ศบค. กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องมีมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาด เพื่อความปลอดภัยของประชาชน

 

ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์
ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจภาคกลาง หอการค้าไทย

ในมุมของภาคเอกชนการขยายการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปเรื่อยๆ คนจะทนไม่ไหว แล้วปัญหามันจะเกิดขึ้น กลุ่มประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ จะเดือดร้อนเร็วและแรงมากกว่าคนทั่วไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่

ภาคเอกชนจึงเสนอให้รัฐบาลพิจารณาเปิดเมืองเป็นบางพื้นที่ ที่มีความปลอดภัยปานกลางจนถึงมากสุด รวมถึงเปิดให้ธุรกิจที่มีความปลอดภัยกลับมาทำการได้ตามปกติ และเมื่อเปิดทำการปกติแล้ว ต้องมีคู่มือในการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด อาทิ ร้านอาหาร เดิมเคยมีโต๊ะอยู่ 100 โต๊ะ รองรับลูกค้าได้ 200 คน ก็จำกัดการนั่งโต๊ะละ 1 คน รับลูกค้า 100 คนก่อน ส่วนร้านทำผม ก็จำกัดการรองรับลูกค้า

การพิจารณาเปิดในบางธุรกิจนำมารวมกับเปิดปกติในแต่ละอำเภอ อาทิ อำเภอที่ 1 ทำได้ดี ก็เปิดนำร่องก่อน และประเมินชุมชนที่ 2 ต่อ หากทำได้ดีก็เปิดเพิ่มเติมเพื่อเชื่อมต่อกันเรื่อยๆ จนกลายเป็นเปิดได้ทั้งจังหวัด และเชื่อมแต่ละจังหวัดที่พร้อมและทำได้ดีเข้าด้วยกัน รวมถึงอนุญาตให้เดินทางข้ามจังหวัดที่ใกล้เคียงกัน เพื่อไม่ให้ทุกอย่างมันหยุดนิ่ง จนความเดือดร้อนมีมากเกินที่จะรับมือได้ หากผลกระทบรุนแรงขึ้นประชาชนอาจไม่ทนอีกต่อไป

ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ที่รัฐบาลต่ออายุการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คงมีเหตุผลในการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นสำคัญ แต่อีกด้านหนึ่ง สิ่งที่รัฐบาลควรตระหนักคือผลที่ตามมาจากการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในด้านมิติชีวิตกับสังคม ในมิติชีวิตกับเศรษฐกิจ ในมิติชีวิตปกติของประชาชน ซึ่งอาจให้น้ำหนักในส่วนนี้น้อย

การควบคุมโรคของเราทำได้ดีระดับหนึ่ง แต่ที่ผ่านมาเราพบว่าการบริหารจัดการบางอย่างยังไม่มีเอกภาพพอสมควร มีความลักลั่น ไม่ชัดเจน ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติ และไม่มั่นใจว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้เรื่องนี้เป็นเอกภาพได้หรือไม่

เราใช้กฎหมายควบคุมได้ แต่ด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ ชีวิตคนต้องทำมาหากิน ความเป็นปกติทางสังคมของคนได้หายไป การขาดหายไปในมิตินี้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คงเข้าไปจัดการควบคุมอะไรไม่ได้ และมีผลด้านลบตามมาค่อนข้างมาก

อยากให้ปรับเนื้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่การควบคุมโรคระบาด ต้องเอาด้านสาธารณสุขเป็นที่หนึ่ง อันดับสองคือต้องดูด้านชีวิตเศรษฐกิจของคน ชีวิตทางสังคมของคน โดยควบคุมให้เขาใช้ชีวิตได้ปกติระดับหนึ่ง ภายใต้ข้อมูลข่าวสารและการจัดการทางสาธารณสุข

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
ผอ.รพ.จะนะ และรองประธาน ชมรมแพทย์ชนบทภาคใต้

รัฐบาลใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กำหนดเคอร์ฟิวมานานพอสมควรแล้ว น่าจะทยอยปลดล็อกได้บ้าง โดยพิจารณาใช้กฎหมายควบคุมตามปกติ ไม่เช่นนั้นประชาชนจะประสบกับความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจอย่างมาก ขณะที่ผู้ป่วยติดเชื้อลดลงมาก ที่สำคัญประชาชนส่วนใหญ่ตื่นตัวในการป้องกันตนเองได้ดีมากระดับหนึ่ง

ดังนั้น ในอำเภอที่ไม่มีการติดเชื้อควรเริ่มผ่อนปรน สำหรับระดับจังหวัดที่ปลอดเชื้อโดยมานานมากกว่า 14 วัน ก็น่าจะเปิดได้ ไม่เช่นนั้นประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก สนามกีฬา ร้านอาหาร ร้านค้า ตลาดสด ควรให้เปิดได้ แต่มีมาตรการกำกับดูแลที่ดี ให้ธุรกิจบางประเภทเปิดบริการกับการเฝ้าระวังโควิดเดินคู่ขนานกันไปได้

ที่ ศบค.ดำเนินการที่ผ่านมา มาตรการทางการแพทย์ได้ผลดี แต่ปัญหาที่เป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจน่าเป็นห่วงมาก ควรผ่อนคลายและเปิดช่องให้ประชาชนทำมาหากินสะดวกมากขึ้น ส่วนที่มีความกังวลว่าหลังมีการรีสตาร์ตธุรกิจบางอย่าง ระเบียบวินัยในการป้องกันจะน้อยลง หรืออาจมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ก็คงต้องหาความสมดุลให้เจอ