รายงาน วันที่ 29 เมษายน 2563 : ปมรอยร้าว‘พปชร.’ จ่อโละ‘อุตตม-สนธิรัตน์’
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการต่อกระแสความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ ให้เปลี่ยนตัวนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค

วันวิชิต บุญโปร่ง
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
ในภาวะนี้เป็นเรื่องขวัญกำลังใจ ด้วยวัฒนธรรมการเมืองที่นักการเมืองไทยจะต้องมีหัวหน้าก๊วน มีผู้เลี้ยงดูปูเสื่อ หรือมีนายทุนเข้ามากำกับในแต่ละก๊วนกลุ่มการเมือง เราจะเห็นบทสนทนาในกลุ่มไลน์ ส.ส.พลังประชารัฐ (พปชร.) หลุดออกมาจากสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี พปชร. ที่มีการตัดพ้อน้อยอกน้อยใจจากการไม่มีผู้ใหญ่ระดับหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคดูแล ต้องเข้าใจว่า อุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค พปชร. และ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค เป็นปีกฝั่งที่มีความใกล้ชิดกับสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ล้วนเป็นเทคโนแครต ไม่ได้เป็นนายทุนพรรค
ดังนั้น นักการเมืองจะคาดหวังว่าได้รับการเลี้ยงดูปูเสื่อแบบอิ่มหนำสำราญนั้นก็คงจะไม่ใช่ ทั้งที่หลายคนก็คิดว่าคงจะมีสปอนเซอร์ หรือมีผู้อุปการะของพรรคเข้ามาเลี้ยงดู แต่กลับกลายเป็นว่าทุกคนจะต้องเอาตัวรอดเอง คือประเด็นแรก
ประเด็นต่อมาอาจเป็นกลอุบายที่ขุดหลุมพรางไว้ กล่าวคือ ในภาวะโควิด-19 กวาดกระแสของการปรับ ครม.ออกไปอย่างไม่มีกำหนด อีกทั้งคลิปที่หลุดออกมาก็กลายเป็นแคนดิเดต ผู้ที่มีโอกาสจะเป็นรัฐมนตรีด้วย แต่งตัวเตรียมรอเป็นรัฐมนตรี ดังนั้น สัญญาอาจจะถูกเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนด ด้วยภาวะที่รัฐบาลจะต้องรับมือกับปัญหาโควิด-19 อีกทั้งยังเป็นการเช็กกระแส หรือจำนวนของสมาชิกในแต่ละกลุ่มก๊วน เพื่อนับหัว ส.ส.ที่จะให้การสนับสนุนด้วยว่ามีน้ำหนักต่อรองมากน้อยเพียงใด
สำหรับรายชื่อที่เคาะออกมา ส่วนตัวไม่เชื่อว่าจะเขย่าได้จริง เพราะโดยลำพัง สันติ พร้อมพัฒน์ ต้นทุนทางสังคมยังเป็นที่เคลือบแคลงอยู่มาก เมื่อเทียบเคียงกับสนธิรัตน์ และอุตตม จึงมองว่าไม่สามารถจะไปต่อกร หรือวัดน้ำหนักได้ แน่นอนว่าไม่มีภาพเชิงบวกที่จะไปส่งเสริมให้พรรคพลังประชารัฐมีความน่าเชื่อถือ หรือมีความเข้มแข็งมากขึ้น กลับกลายจะเป็นการตั้งคำถามถึงความรู้ความสามารถ เพราะที่ผ่านมามีบทบาทที่เงียบเกินไป จู่ๆ เป็นการโยนหินถามทางแน่นอนว่าต้องการให้เกิดภาพการกระเพื่อมของพลังประชารัฐ ส่วนตัวไม่คิดว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะกลับเข้ามา หรือสถาปนาตนเองเป็นหัวหน้าพรรคด้วยสุขภาพและวัยของท่านอาจจะไม่เหมาะ อีกทั้ง พล.อ.ประวิตร อยู่ในภาวะที่ ณ ขณะนี้ ตนเองไม่ใช่หมู่บ้านกระสุนตก จะเปลืองตัวให้ตนเองถูกถล่มอีกครั้งไปเพื่ออะไร
ส่วนตัวมองว่า จะนำไปสู่การหารือ กินข้าว ปรับทัศนคติและความเข้าใจระหว่างกันมากกว่า สำหรับคนที่ลุ้นรอเข้าร่วม ครม.ในรอบถัดไป ก็ขอให้อดทนอย่างมีสติต่อไป

อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
นักวิชาการรัฐศาสตร์
ปัญหาในพรรคพลังประชารัฐจะจบง่าย ถ้าคนที่เป็นเจ้าของพรรคตัวจริงจะเข้ามาบริหารจัดการทั้งหมด ต้องถามว่าที่ผ่านมาใครให้เงินทุนพรรคนี้ไปทำงานการเมือง เพราะทุกพรรคต้องมีเจ้ามือ สำหรับพรรคพลังประชารัฐช่วงแรก เจ้าของพรรคอาจจะยังไม่เปิดตัวด้วยเหตุผลความจำเป็นหลายด้าน จึงมอบหมายให้บุคคลอื่นเข้ามาทำแทน แต่ผมถามว่าหัวหน้าพรรค เลขาฯพรรคที่ผ่านมา เป็นผู้ควักกระเป๋าใช้จ่ายในการเลือกตั้งหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ ต้องถามอีกว่าไปเอาเงินมาจากพี่เบิ้มที่ไหน
ดังนั้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นคงเกิดจากตัวจริงเสียงจริงคงคิดถึงเวลาแล้วต้องเข้ามาจัดการปัญหาความระส่ำระสายจากนักการเมืองหลายกลุ่มที่เข้ามาอยู่กับกลุ่มผู้มีอำนาจจากการทำรัฐประหาร เพื่อหวังจะหาประโยชน์จากการใช้อำนาจรัฐ ดังนั้นเมื่อผู้บริหารพรรคที่ไม่ใช่ตัวจริงจัดการอะไรไม่ได้และเจ้าของพรรคกลัวปัญหาจะบานปลายมากขึ้น ก็ต้องรีบเข้ามาทำให้สงบ รวมทั้งหาคนที่ไว้ใจได้เข้ามาบริหารทั้งในพรรค และในคณะรัฐมนตรี เพื่อให้จบปัญหาจากการแย่งชิงตำแหน่ง
แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไม่จบง่ายๆ หากพรรคพลังประชารัฐยังยุ่งมาก อาจทำให้ 2 พรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลตัดสินใจจะไปรวมตัวกับพรรคฝ่ายค้าน หรือ สุดท้ายพรรคพลังประชารัฐอาจไปจับมือตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทยก็มีความเป็นไปได้หมด อย่าลืมว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาผมยังติดใจว่า ทำไมพรรคเพื่อไทยไม่อภิปรายพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และทำไม่จึงถูกมองว่าการอภิปรายครั้งนั้นเหมือนเป็นมวยล้ม

ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อดูจากผลงานการแก้ปัญหาวิกฤตไวรัสโควิด-19 จะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ทำได้ดีขึ้น ในส่วนมาตรการควบคุมทางด้านสาธารณสุขต่างๆ ก็ถือว่าทำได้ดี แต่ส่วนที่ยังเป็นปัญหาคือมาตรการของการกระจายความช่วยเหลือในยุคที่การเมืองเปลี่ยนไป กล่าวคือ ในยุคที่เป็นการเมืองแบบเผด็จการอำนาจนิยม การรวมศูนย์อำนาจทำให้ทรัพยากรกระจุกตัว แต่เมื่อเราอยู่ในยุคประชาธิปไตย หรือมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อำนาจในการตัดสินใจ ในการจัดสรรทรัพยากรจะกระจุกตัวไม่ได้ เพราะจะทำให้คนที่สัมพันธ์ผูกพันกับประชาชนในด้านหนึ่งคือฐานเสียงและเป็นเจ้าของอำนาจ เมื่อเดือดร้อนเขาก็ต้องส่งเสียง นี่คือการสะท้อนความเดือดร้อน ความไม่พอใจอันเป็นธรรมชาติของระบบการเมืองว่าใครที่จะสามารถอำนวย หรือตอบสนองความต้องการได้ดีกว่ากัน ซึ่งก็ตอบด้วยว่า ในสภาวะรวมศูนย์อำนาจเช่นนี้ ทำให้เห็นว่า คนที่เป็นตัวจริงของอำนาจคือใคร ใครมีอำนาจในการจัดสรร ชี้ขาดการแบ่งสรรทรัพยากรนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีแรงกดดัน
ให้เปลี่ยน
ส่วนรายชื่อบุคคลก็กลับมาเรื่องเดิมว่า ท้ายที่สุดไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม การเมืองแบบประชาธิปไตยก็ต้องกลับมาหา “นักการเมืองมืออาชีพ” ไม่ใช่ “นักโหนมืออาชีพ” เพราะบรรดานักโหนมืออาชีพจะมีหน้าที่เพียงเลียผู้มีอำนาจ แต่คุณก็อาจจะไม่รู้ว่าระบบราชการทำงานอย่างไร คุณอาจจะไม่รู้ว่าการเมืองทำงานอย่างไร คุณไม่รู้ว่าการจัดสรรทรัพยากรทำอย่างไร สันติ พร้อมพัฒน์ ก็เป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่สามารถดำเนินการจัดการได้ เป็นเรื่องธรรมชาติ ส่วนจะถูกหรือผิดอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า ต่อให้คุณเกลียดชังนักการเมือง อย่างไรก็ตาม อำนาจการเมืองที่สัมพันธ์กับการแจกแจง จัดสรรทรัพยากรของสังคมต้องกระจายตัวมากกว่านี้ในที่สุด
ส่วนเรื่องที่ว่าจะมีการปรับ ครม. ส่วนตัวคาดเดาไม่ได้ เพราะไม่ได้สนิทสนมกับนักการเมือง แต่ก็พอจะเดาได้ว่าในวิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความไร้ความสามารถของคนที่มีวิธีคิด (mindset) แบบเดิม จัดการกับปัญหาที่มีสเกลขนาดนี้ไม่ได้ การจัดการกับปัญหาสเกลขนาดนี้ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ การรู้จักยืดหยุ่น และการประสานผลประโยชน์ คุณต้องรู้จักการต่อรอง และการยอมรับ ไม่ใช่ทุบโต๊ะอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา แรงกดดันจะมากหรือน้อยก็สะท้อนการเมืองที่เป็นจริงว่า ถึงคราวที่จะต้องจัดสรรทรัพยากร สังคมต้องการคนที่จะสามารถกระจายสิ่งเหล่านี้ได้ เป็นปฏิกิริยาชัดเจนไม่ว่ารัฐบาลแบบไหน ก็ล้วนต้องเจออะไรแบบนี้ทั้งนั้น

ยุทธพร อิสรชัย
นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ มสธ.
กระแสการปรับเปลี่ยนแกนนำพรรคพลังประชารัฐไม่ใช่เรื่องใหม่ มีกระแสเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคกับเลขาธิการพรรคมาโดยตลอด โดยพื้นฐานเกิดจากโครงสร้างของพรรค ไม่ได้เกิดจากการรวมกลุ่มในทางอุดมการณ์ เมื่อดึงบรรดาอดีต ส.ส.กลุ่มการเมืองต่างๆ เข้ามา ทำให้เกิดกลุ่มย่อยทางการเมือง มีการต่อรองกันภายในค่อนข้างสูง เพราะอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะเข้าสู่การปรับ ครม. เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคในช่วงต้นปีอาจลดกระแสได้ระดับหนึ่งแต่ว่าทั้งหมดไม่สามารถทำให้กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวสงบลงได้ทั้งหมดทำให้การปรับ ครม.ครั้งหน้าจึงมีส่วนเกี่ยวพันกับการปรับโครงสร้างภายในพรรค
โดยเฉพาะแกนนำชุดเดิมไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าหรือเลขาธิการพรรค ล้วนแต่ถูกวิจารณ์ในนโยบายหลายด้าน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจมีผลกระทบกับประชาชนโดยตรงก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อาจส่งผลกระทบกับพรรคแกนนำและลามถึงรัฐบาล
ถ้ามองว่าการเคลื่อนไหวจะส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ เชื่อว่ามี 2 ปัจจัย หลังจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดำรงตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคก็เห็นการปรับเปลี่ยนหลายด้าน อีกส่วนหนึ่งต้องรับว่าการเมืองไทยยังหนีไม่พ้นการต่อรองโควต้ารัฐมนตรีจะมีสูงเป็นพิเศษจากการรวมตัวของหลายกลุ่ม
ถ้ามองโดยหลักการหากการปรับ ครม.ไม่ยึดหลักโควต้าเป็นสิ่งที่สังคมพึงปรารถนา แต่เป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะรัฐบาลผสม และภาวะที่พรรคแกนนำไม่ได้รวมกลุ่มจากอุดมการณ์ ถ้านายกฯตัดสินใจปรับครม.ยึดหลักความสามารถถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ในระยะยาวจะไปได้หรือไม่ ถ้าพิจารณาถึงสภาพความจริงของการเมืองไทย โอกาสที่มุ้งการเมืองออกมาเคลื่อนไหวก็ยังมีสูง แม้เสียงในสภามากกว่าฝ่ายค้าน
สำหรับปลายทางของความขัดแย้งในพรรค สุดท้ายในระยะสั้นทุกอย่างยังจะพอไปได้ แม้มีการปรับ ครม.ที่ลงตัวระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ แม้ว่าไม่มีกลุ่มได้รับการตอบสนองทั้งหมด แต่ในระยะยาวถ้าพรรคยังทำงานการเมืองโดยมีการต่อรองอำนาจ ถ้ามีการเลือกตั้งครั้งต่อไปโอกาสที่ไม่เห็นพรรคได้ ส.ส.เป็นกอบเป็นกำก็มีความเป็นไปได้หรืออาจเห็นการแตกสลายของพรรค
ขณะที่ปัญหาโควิด-19 ถูกนำมาเกี่ยวพันทางการเมืองแล้ว การใช้สถานการณ์นี้เพื่อพยุงสถานะของรัฐบาลออกไปก็เป็นไปได้สูง เชื่อว่ารัฐบาลจะทำงานครบ 1 ปีแรกในเดือนกรกฎาคมนี้ โอกาสทำงานได้ถึงปีที่ 2 ก็เป็นไปได้ เพราะว่าโควิด-19 ไม่ได้จบลงอย่างรวดเร็ว อาจจะมีการประกาศเพื่อการควบคุมกำกับทางสังคมและทางการเมืองในบางเรื่องเพื่อแก้ไขปัญหาโรคระบาด รวมทั้งปัญหาจากการเมืองนอกสภา

สุขุม นวลสกุล
นักวิชาการรัฐศาสตร์
ปัญหาความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐเป็นเรื่องเดิมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้นไปแล้ว หลายมุ้งในพรรคนี้มีความคาดหวังว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่เมื่อมีสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้กระแสปรับ ครม.ถูกกลบ ดังนั้น จึงทำให้ผู้ที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีปรับ ครม.จึงร้อนใจ หากปล่อยไว้แบบเดิมทุกอย่างก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทั้งที่เดิมวงในพยายามเคลื่อนไหว กระทั่งจะมีการปรับครม.อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการออกมาเขย่าครั้งนี้ มีเป้าเพื่อต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงก่อนจะเปิดสภาสมัยสามัญในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้
ถ้าถามว่าทำไม่ไม่คุยกันเงียบๆ ต้องเข้าใจว่าถ้าไม่ปล่อยเป็นข่าวออกมาก็อาจทำให้ไม่มีแรงบีบ ถ้าดูให้ดีจะเห็นว่าหลังปิดสภาสมัยที่แล้ว แนวทางการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีจะไปยึดรูปแบบการทำงานของข้าราชการประจำ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับนักการเมืองเท่าที่ควร ส่วนการปรับ ครม.แล้วในพรรคจะจบหรือไม่ เชื่อว่าไม่จบจะมีข้อเรียกร้องจากการต่อรองในรูปแบบอื่นเกิดขึ้นอีก ยังมีกลุ่มที่ผิดหวัง หรือกลุ่มที่ถูกปรับออก ต้องยอมรับว่าการปรับ ครม.ไม่สามารถทำให้ทุกกลุ่มได้รับความพอใจเท่าเทียมกัน
วันนี้ต้องเห็นใจหัวหน้าพรรคกับเลขาธิการคนปัจจุบันที่รับช่วงมาตั้งพรรคการเมือง เมื่อมีการจัดทัพวางแผนทำงานการเมือง นายกรัฐมนตรีก็ได้แสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจตัวจริงในการปรับเปลี่ยนคือใครที่กำหนดทิศทางพรรค ในช่วงแรกมีการเปลี่ยนชื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1-3 ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าใครมีอำนาจ แต่ตัวจริงเสียงจริงที่คนนอกมองเข้าไป ยังมองว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นตัวจริง พรรคนี้จะมีกี่มุ้งไม่สำคัญ ไม่ว่าจะแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งให้ลุล่วงไปอย่างไร สุดท้ายก็จะมีมุ้งใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ คนที่ไม่พอใจก็อาจรวมกันเฉพาะกิจจับมือกันได้ตลอดเวลา เพื่อสร้างพลังต่อรอง เพราะคนที่เข้ามาส่วนใหญ่มีความฝันจะเข้าไปทำหน้าที่รัฐมนตรีแทบทั้งนั้น แต่ตำแหน่งมีน้อย ส่วนใหญ่จะคิดกันไปเองว่าตัวเองสมควรทำหน้าที่รัฐมนตรีจากประสบการณ์การเมืองที่มีบวกกับการลงทุนบางอย่าง อำนาจต่อรองในพรรคก็ยังมีรูปแบบพิเศษ โดยเฉพาะการทำหน้าที่กาวใจ
ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ทั้งที่ไม่แน่ว่าการปรับ ครม.รอบหน้า ร.อ.ธรรมนัสอาจจะต้องตกเป็นเป้าหมายที่จะเอาออกด้วยหรือไม่จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบที่ผ่านมา
ในสถานการณ์ความขัดแย้งในพรรคพลังประชารัฐ อย่าถามว่าจะตอบโจทย์การปฏิรูปการเมืองหรือไม่ ผมยืนยันว่าไม่มีการฏิรูปอะไร ตั้งแต่ทหารเข้ามายึดอำนาจ นอกจากพรรคนี้จะไม่แตกต่างจากพรรคอื่น ปัญหาในวันนี้น่าอาจจะหนักข้อกว่าพรรคอื่นในรูปแบบการเมืองเก่าที่มีการต่อรองอำนาจ หากมองไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาล ถือว่ายังโชคดีที่มีโรคระบาดเป็นตัวช่วยไว้ได้
ถ้ารัฐบาลแก้ไขปัญหาโควิด-19 ได้สำเร็จ ไม่แน่อาจได้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อนำข้าราชการหรือผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำหน้าที่รัฐมนตรี จากเงื่อนไขนายกรัฐมนตรีมีอำนาจต่อรองสูงกว่าที่ผ่านมา อาจจะไม่เห็นการปรับ ครม.ที่ยึดโยงกับโควต้าหรือมุ้งแบบเดิมๆ แต่เชื่อว่าจะการปรับ ครม.ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน ต้องดูว่านายกฯจะปรับ ครม. ด้วยความกล้าหาญเพื่อตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่หรือไม่ ต้องยอมรับว่าปรับ ครม.จะไปกระทบชิ่งกับพรรคร่วม ต้องเขย่าสูตรใหม่ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยมี ส.ส.เพิ่มจากเสียงทั้งหมดที่หนุนรัฐบาลกว่า 270 ส.ส. เพียงแต่สถานการณ์ช่วงนี้ยังไม่เหมาะสมที่จะออกมา แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าโควิด-19 จะยังไม่ไปง่ายๆ ทำให้รัฐบาลกุมความได้เปรียบทุกประตู ไม่มีผลทำให้การเมืองนอกสภาออกมาเขย่าเพื่อแสดงพลัง แม้ว่าจะมีปัญหาภายใน

