วิเคราะห์ : ศึกใน พปชร. ปะทุ การเมือง ฝุ่นตลบ กลางสมรภูมิ ‘โควิด’

3.05.20 | 18:40 น.
วิเคราะห์ : ศึกใน พปชร. ปะทุ การเมือง ฝุ่นตลบ กลางสมรภูมิ ‘โควิด’

วิเคราะห์ : ศึกใน พปชร. ปะทุ การเมือง ฝุ่นตลบ กลางสมรภูมิ ‘โควิด’

จู่ๆ ก็ปรากฏความเคลื่อนไหวภายในพรรคพลังประชารัฐขึ้นมา
กระแสข่าวระบุว่า มีความพยายามทวงเก้าอี้สำคัญในพรรคและในคณะรัฐมนตรีตามที่เคยมีการสัญญาเอาไว้ก่อนหน้านี้
สัญญาว่าเมื่อบริหารประเทศมาได้ 1 ปี จะมีการปรับ ครม.
เป็นคำสัญญาที่เกิดขึ้นในช่วงที่การเลือกตั้งทั่วไปสิ้นสุด การจัดตั้งรัฐบาลผสมต้องอาศัยจำนวน ส.ส.
การต่อรองตำแหน่งสำคัญทางการเมืองจึงเกิดขึ้น
กระทั่งมีการจำแนกกลุ่มในพรรคพลังประชารัฐออกเป็น กลุ่ม 3 มิตรกลุ่ม 4 กุมาร กลุ่ม กปปส.
ก่อนหน้านี้ก็เคยเกิดกระแสข่าวความขัดแย้งภายในพรรคเกี่ยวกับเรื่องนี้
อาทิ วันที่กลุ่ม 3 มิตรตั้งโต๊ะแถลงข่าวขับไล่ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค และหมายรวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ครานั้น นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ยืนยันว่าจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
แต่เพียงชั่วข้ามคืน ความเคลื่อนไหวเหล่านั้นก็สิ้นสุดลง
ข่าวคราวครั้งนี้ก็เช่นกัน กระแสข่าวเรื่องการทวงตำแหน่งสะพัดขึ้น ตามมาด้วย “ไลน์หลุด” และการยืนยันจากปาก นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐว่า “มีผู้ใหญ่มาบอกให้ลาออก”
ยืนยันทันทีว่ามีกระแสกดดันเกิดขึ้นจริง

ภายหลังจากกระแสข่าวเริ่มตั้งเค้าความเป็นจริง ตัวละครที่เกี่ยวข้องก็ทยอยปรากฏชื่อออกมา
เป็นการปรากฏชื่อออกมาพร้อมๆ กับการเคลื่อนไหว
เคลื่อนไหวด้วยการทยอยยื่นใบลาออกจากเก้าอี้คณะกรรมการบริหารพรรค
พรรคพลังประชารัฐมีคณะกรรมการบริหาร 34 คน ตามกฎพรรคหากคณะกรรมการลาออกเกินกว่ากึ่งหนึ่งต้องเลือกกรรมการบริหารกันใหม่
หากทำเช่นนั้น เท่ากับว่า นายอุตตมในฐานะหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ในฐานะเลขาธิการพรรค และคนอื่นๆ ต้องพ้นจากตำแหน่งบริหาร
และนำไปสู่การเลือกคณะกรรมการบริหาร เลือกหัวหน้าพรรค เลือกเลขาธิการพรรคกันใหม่
เมื่อหัวหน้าพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคเปลี่ยนแปลง
ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนตัวบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีใน ครม.

ขณะนี้เท่าที่มีการยืนยันทราบว่า นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลาออกจากคณะกรรมการบริหารพรรคแล้ว
นายณัฏฐพลเคยมีข่าวว่าต้องการนั่งบริหารงานในกระทรวงพลังงาน แต่สุดท้ายเมื่อกระทรวงพลังงานอยู่ในมือของนายสนธิรัตน์ นายณัฏฐพลจึงต้องโยกมาดูแลกระทรวงศึกษาธิการแทน
นอกจากนายณัฏฐพลลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารแล้ว มีข่าวยืนยันว่ามีคณะกรรมการบริหารพรรคอีกหลายคน รวมแล้วประมาณ 12 คน ยื่นขอลาออกด้วย
เหลืออีกไม่กี่คนก็จะมีจำนวนคณะกรรมการบริหารลาออกเกินกึ่งหนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่การเลือกคณะกรรมการบริหารกันใหม่
จำนวนคณะกรรมการบริหารที่เหลือนั้น กลุ่มเคลื่อนไหวคาดหวังว่า กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ จะเข้ามาเสริม
แต่จนแล้วจนรอด กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส ก็ยังนิ่งสงบ
ทั้งนี้ มีรายงานว่า คณะกรรมการบริหารที่มีชื่อลาออกเหล่านั้นเป็นกลุ่มก้อนที่อิงแอบกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ
ทำให้มีการเชื่อมโยงไปถึง พล.อ.ประวิตร โดยระบุว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ พล.อ.ประวิตรไฟเขียว
และมีการเสนอชื่อ พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรคแทนนายอุตตม

พร้อมๆ กับการเคลื่อนไหวก็เกิดกระแสข่าวเรื่องตัวบุคคลที่จะมาทดแทนรัฐมนตรีคนเดิม อาทิ นายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแทนนายอุตตม
นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานแทนนายสนธิรัตน์
มีชื่อ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกรัฐบาลเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
และยังมีชื่อ ส.ส.กลุ่ม 3 มิตรที่เคยพลาดหวังจากตำแหน่งรัฐมนตรี ไปนั่งเป็นรัฐมนตรี
รายชื่อที่ปรากฏพบว่ากระทบกลุ่ม 4 กุมาร ที่ประกอบด้วย นายอุตตม นายสนธิรัตน์ และ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
ทั้งหมดนี้คือทีมของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี
และเป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำลังมีส่วนเกี่ยวข้องกับมาตรการเยียวยาต่างๆ ในสถานการณ์โควิด-19 ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้งานอยู่
เมื่อการเคลื่อนไหวกระทบกับกลุ่ม 4 กุมาร จึงเกิดกระแสต้านขึ้นมา
ในที่สุดความเคลื่อนไหวของกลุ่ม “รุก” ก็ต้อง “พักยก”

หลังจากกระแสข่าวเปลี่ยนตัวแกนนำพรรคพลังประชารัฐ และการปรับ ครม. สะพัด
วันต่อมาก็มีคำสั่งเบรกมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ แล้วตามมาด้วยสัญญาณถอยที่เปล่งออกจากปาก พล.อ.ประวิตร
นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส ยังไม่กระโจนเข้าไปผสมโรง ยื่นลาออกจากคณะกรรมการบริหารพรรค
คาดการณ์กันว่า เหตุที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยังให้ยุติความเคลื่อนไหว เพราะสถานการณ์ที่โควิด-19 กำลังระบาดไม่ควรเกิดความขัดแย้งทางการเมือง
ยิ่งกลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายถูกแซะเก้าอี้ยังเป็นกลุ่มรัฐมนตรีที่มีส่วนสำคัญในการเยียวยา
นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องตัวบุคคลที่มีกระแสข่าวว่าจะเข้าไปเป็นรัฐมนตรีแทนคนเก่า
เมื่อเทียบศักยภาพกันแล้ว ดูเหมือนว่ากลุ่ม 4 กุมาร จะยังมีความได้เปรียบอยู่มาก
ด้วยปัจจัยเกี่ยวกับสถานการณ์ และปัจจัยเกี่ยวกับตัวบุคคล ทำให้อาการ “รุก” ของฝ่ายเขย่าเก้าอี้ ต้องสงบลง
พล.อ.ประวิตรออกมาส่งสัญญาณ
“ไม่เปลี่ยนหัวหน้า ไม่ปรับ ครม.”

Advertisement

อย่างไรก็ตาม คอการเมืองล้วนมองเห็น ยุทธการทวงเก้าอี้ครั้งนี้ไม่ยุติลงง่ายๆ แน่
เพราะสถานการณ์โควิด ทำให้ฝ่ายรัฐบาลมีอำนาจเต็มในทุกเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทนั้นมีกลิ่นหอมยั่วยวนใจ ยังมีงบประมาณปี 2563 อีก 4 แสนล้านที่จ่อจะกระตุ้นการใช้จ่าย
ทุกประการล้วนเร่งเร้าให้เกมการทวงเก้าอี้้เข้มข้นมากขึ้น
คาดการณ์กันว่า เมื่อสถานการณ์โควิดผ่อนคลาย การเมืองก็จะเริ่มเคร่งเครียด
ทั้งนี้เพราะ หลังสถานการณ์โควิด รัฐบาลจะต้องทำงานอย่างมีแรงกดดันด้านเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอีกมาก
ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวเพื่อทวงเก้าอี้ก็จะกลับมาอีกครั้ง ด้วยการตระเตรียมการที่รอบคอบกว่าครั้งนี้
เมื่อถึงเวลานั้น พล.อ.ประยุทธ์ ต้องแสดงศักยภาพในฐานะผู้นำ
ต้องจับตาเฝ้ามองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะคุมสถานการณ์ในพรรคพลังประชารัฐได้อย่างไร
นี่แค่พรรคพลังประชารัฐ
ยังมีความเคลื่อนไหวของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ อีก
ทุกอย่างคือภารกิจที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อจัดการให้ทุกอย่างลงตัว