ยังคงมีหลายคำถามและหลายมุมมอง เกี่ยวกับรัฐประหารล้มเหลวครั้งล่าสุดในตุรกี ซึ่งยังเป็นเพียงปฐมบทแห่งความวุ่นวายที่จะตามมาอีกมาก
บางคำถามที่น่าสนใจเช่น เมื่อรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งกลายเป็นรัฐบาลอำนาจนิยมหรือเผด็จการพลเรือนซึ่งทำให้ประชาชนตุรกีจำนวนมากชิงชังรังเกียจ
(แต่ก็มีประชาชนตุรกีที่ชอบจำนวนไม่น้อยเช่นกัน) เหตุใดพวกเขาจึงต่อต้านอำนาจที่จะเข้ามาโค่นล้มเผด็จการพลเรือนนั้น?
เผด็จการพลเรือนต่างจากเผด็จการไม่พลเรือนตรงไหน?
คำตอบง่ายๆ สำหรับคำถามแรก อาจเป็นว่าประชาชนตุรกีอยู่กับประชาธิปไตยมานานเกินกว่าจะยอมรับการแก้ปัญหารัฐบาลเผด็จการพลเรือนด้วยวิธีรัฐประหาร
และประชาชนตุรกียอมรับแนวคิดประชาธิปไตยของโลกใหม่มากกว่าแนวคิดเผด็จการทหารของโลกเก่า
ส่วนคำตอบง่ายๆ สำหรับคำถามที่ 2 อาจเป็นว่า เผด็จการพลเรือนไม่มีรถถังหรืออาวุธหนัก
แม้รัฐบาลเผด็จการพลเรือนอาจสั่งขังหรือฆ่าบุคคลที่รัฐบาลเห็นว่าเป็นภัยได้เช่นเดียวกับเผด็จการทั้งโลก แต่เมื่อไม่มีอาวุธหนัก
รัฐบาลเผด็จการพลเรือนที่มาจากระบอบประชาธิปไตยย่อมต่อต้านง่ายกว่ารัฐบาลเผด็จการไม่พลเรือนที่มาด้วยการยึดอำนาจ
ในมุมมองหนึ่งทางรัฐศาสตร์ ผ่านกรอบคิดนักเศรษฐศาสตร์แบบโจเซฟ ชมปีเตอร์ (Joseph Schumpeter)
ซึ่งเห็นว่าประชาธิปไตยคือกลไกตลาดชนิดหนึ่ง ประชาธิปไตยเป็นเรื่องของ demand และ supply
คำแรกหมายถึงความต้องการของประชาชนกลุ่มต่างๆ ต่อนโยบายและปฏิบัติการต่างๆ ของรัฐบาล คำหลังหมายถึงนโยบายของนักการเมืองที่นำเสนอให้ประชาชนเลือก
ตามกรอบคิดนี้ demand และ supply ย่อมไม่เกี่ยวกับ “คุณภาพ” และประชาธิปไตยก็มิได้มีไว้เพื่อการพัฒนา
เว้นเสียแต่ demand คือการพัฒนา และผู้ที่ต้องการพัฒนาจะต้องพยายามผลักดันให้เกิด demand ที่ดี เพื่อผลคือ supply ที่ดีเช่นกัน
ด้านหนึ่ง ความสามารถในการใช้อำนาจของเผด็จการพลเรือนขึ้นกับโครงสร้างการบริหารประเทศโดยรวม
หรืออีกนัยคือระบบราชการ หากระบบราชการเป็นกลไกบริหารประเทศที่สร้างผลประโยชน์ให้ประเทศชาติจริงแล้ว
เผด็จการพลเรือนก็ย่อมไม่สามารถสั่งการผ่านระบบราชการให้ทำตามใจเผด็จการซึ่งไม่เกิดประโยชน์อันใดต่อผู้ใดนอกจากตัวเผด็จการเอง
แม้ว่าในอีกด้านหนึ่ง ระบบราชการที่เข้มแข็งเกินไปและมีขนาดใหญ่เทอะทะจะเป็นตัวขัดขวางความก้าวหน้าของประเทศ โดยเฉพาะเมื่อวิธีคิดในระบบตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของโลก
ไล่เผด็จการพลเรือนในระบอบประชาธิปไตยไม่ยาก คืออดใจรอให้ครบกำหนดเลือกตั้ง ถ้า supply ที่เผด็จการพลเรือนเสนอ ไม่สอดคล้องกับ demand ของประชาชนส่วนใหญ่
เผด็จการพลเรือนก็เกิดไม่ได้เพราะไม่มีใครปรารถนา

