มรสุมลูกใหม่ ฟื้นฟูเศรษฐกิจ เขย่าพรรค-เขย่า รบ.
วันที่ 12 มิถุนายน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ศบค.ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน มีมติเห็นชอบมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 4 และยกเลิกเคอร์ฟิวทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนเป็นต้นไป
แต่ยังคงมาตรการควบคุมการเดินทางเข้าราชอาณาจักรทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
ส่วนการผ่อนปรนระยะ 4 นั้น ศบค.เห็นชอบให้รีสตาร์ตธุรกิจกลุ่มสีแดงเกือบหมด โดยมีเงื่อนไขกำกับ
อาทิ การจัดการประชุม การอบรม การสัมมนา การจัดนิทรรศการ งานพิธี การจัดงานเลี้ยง การแสดงดนตรี นาฏศิลป์ คอนเสิร์ต หรือการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่จัดในโรงแรม โรงมหรสพ ห้องประชุม ศูนย์ประชุม ศูนย์แสดงสินค้า โรงภาพยนตร์ หรือในสถานที่อื่นๆ โดยคิดเกณฑ์ ประชุมอบรม สัมมนา 4 ตารางเมตร (ตร.ม.)
ต่อคน
จัดเลี้ยงงาน งานอีเวนต์ เปิดตัวสินค้า ประกวด แข่งขันกีฬา ระยะนั่ง-ยืน ห่าง 1 เมตร, งานดนตรี คอนเสิร์ต ลดความหนาแน่น-จัดระเบียบ 5 ตร.ม./คน
การบริโภคสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในภัตตาคาร สวนอาหาร ศูนย์อาหาร โรงแรม ร้านอาหารหรือเครื่องดื่มทั่วไป หรือในสถานที่ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและได้ผ่อนคลายให้เปิดดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว ให้สามารถทำได้
ยกเว้นในส่วนของสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะ และโรงเบียร์ยังไม่อนุญาตเปิดดำเนินการ
เป็นต้น
เท่ากับว่ารัฐบาลมั่นใจในความสำเร็จในมาตรการป้องกันการระบาดของโควิด-19
แต่ภารกิจของรัฐบาลยังต้องมีต่อเนื่อง และหนักอึ้งต่อไป
นั่นคือภารกิจฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ภารกิจฟื้นฟูเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องรับดำเนินการไปนั้น เบื้องต้นสามารถระดมทุนเพื่อใช้ในการแก้ไขเยียวยามาพอสมควร
การใช้งบประมาณปี 2563 ผนวกกับการใช้ พ.ร.ก. 3 ฉบับ เพื่อระดมเงิน 1.9 ล้านล้านบาทนั้น ถือว่าเป็นกลไกที่รัฐบาลมีไว้ในกำมือแล้ว
จึงเหลือแต่การใช้จ่ายที่ทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้น บรรลุวัตถุประสงค์แก้วิกฤตเศรษฐกิจ
ลำพังการใช้กระตุ้นเศรษฐกิจประเทศให้ฟื้นตัวในสภาวะปัจจุบันก็ถือว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำได้
เพราะประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ต้องอาศัยประเทศอื่นๆ ในโลกในการดำรงอยู่
แม้ไทยจะได้รับคำชื่นชมจากทั่วโลกในการป้องกันการระบาด ได้รับการยอมรับจากนานาชาติเรื่องการสกัดโควิด-19 แต่สถานการณ์ของประเทศอื่นๆ ยังไม่ดูดี
ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และประเทศอื่นๆ ที่ไทยทำมาค้าขายด้วย
แต่ละประเทศยังอยู่ในอาการโคม่า
ดังนั้น ไทยจะฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในสภาพที่โลกประสบวิกฤตนี้จึงยาก
ความยากลำบากของรัฐบาลที่จะนำพาให้ประเทศฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปได้นั้น ยังมีมากกว่านั้น
ทั้งนี้เพราะเมื่อรัฐบาลขยับจะใช้จ่ายงบประมาณฟื้นฟู 400,000 ล้านบาท ก็บังเกิดแรงกระเพื่อมขึ้นเป็นระลอกๆ
แรงกระเพื่อมดังกล่าวก่อเกิดเป็นคลื่นทางการเมือง
แม้แต่พรรคพลังประชารัฐเองก็หลีกเลี่ยงไม่พ้น
ทั้งนี้ในจังหวะที่ประเทศไทยกำลังรอการฟื้นฟู กฎหมายระดมเงินมีผลบังคับใช้ ก็บังเกิดความเคลื่อนไหวภายในพรรคพลังประชารัฐ
มีการเขย่าหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค โดยคณะกรรมการบริหารพรรคจำนวน 18 คน ยื่นใบลาออก
ล้างไพ่เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่
ขณะนี้ กกต.อนุญาตให้พรรคพลังประชารัฐประชุมพรรคได้ โดยมีกำหนดการประชุมวันที่ 3 กรกฎาคม
การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ของพรรคพลังประชารัฐมีความสำคัญ
เพราะแกนนำชุดใหม่ย่อมมีผลต่อรัฐมนตรีชุดใหม่ด้วย
คาดกันว่า หาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ได้เป็นหัวหน้าพรรคแทน นายอุตตม สาวนายน พล.อ.ประยุทธ์ ก็จำเป็นต้องปรับ ครม.
น่าสนใจตรงที่ รมต. ที่อยู่ในข่ายต้องถูกปรับคือ รมต.ทีมเศรษฐกิจ
เป็นทีมที่รับผิดชอบโดยตรงต่องบฟื้นฟู 400,000 ล้านบาท
จึงไม่แปลกที่มีผู้มองว่า พรรคพลังประชารัฐโดนเขย่าด้วยเหตุงบประมาณฟื้นฟู
ไม่เพียงแต่พรรคพลังประชารัฐเท่านั้นที่กำลังกระเพื่อม สภาผู้แทนราษฎรก็มีความเคลื่อนไหว
เนื่องจาก พ.ร.ก. 3 ฉบับที่รัฐบาลประกาศใช้ ต้องเข้าสู่ที่ประชุมของสภา ต้องรัฐธรรมนูญกำหนด
และเมื่อ พ.ร.ก. 3 ฉบับผ่านขั้นตอนของรัฐสภา ทุกอย่างจะเข้าสู่ขั้นตอนการใช้เงินตามโครงการที่ขอมา
โครงการแต่ละโครงการที่ยื่นขอ ล้วนมีความสำคัญต่อ ส.ส. ทั้งสภา เพราะนั่นหมายถึง คะแนนเสียงที่จะได้รับจากชาวบ้าน
ดังนั้น สภาผู้แทนราษฎรจึงไม่สามารถจะนิ่งเฉยปล่อยให้รัฐบาลนำเงินไปบริหารได้ง่ายๆ
กระบวนการตรวจสอบและการขอเข้าไปมีส่วนร่วมจึงบังเกิดขึ้น
เสียงจากสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบกับการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อติดตามการใช้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท ซึ่งรวมถึงงบฟื้นฟู 400,000 ล้านบาท จึงเกิดขึ้น
หากติดตามการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระดังกล่าวจะพบว่า ส.ส.มีเสียงไปในทำนองเดียวกัน นั่นคือสนับสนุนให้ ส.ส.ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยกับการใช้งบประมาณฟื้นฟูประเทศ
คาดว่าการเข้าไปมีส่วนร่วมจะเริ่มกันตั้งแต่การตั้งแท่นขอโครงการ
ของบประมาณไปฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก
และหากจับกระแสเสียงของบรรดา ส.ส.ที่อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
พบว่า มีน้ำเสียงที่ไว้วางใจการจัดทำโครงการเพื่อของบประมาณฟื้นฟูอยู่มาก
หลายโครงการของบประมาณในวงเงินเหมือนๆ กัน เช่น 500,000 บาท หลายโครงการมีลักษณะซ้ำซ้อน
นอกจากนี้ยังมีความสับสนเรื่องกรอบการใช้งบประมาณตามแผนที่กำหนด
ที่น่าติดตามก็คือ เริ่มมีผู้กังวลเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชั่น
แค่เริ่มต้นเผชิญหน้ากับการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ ก็มีการบ้านที่ต้องคำนึงถึง
ประการแรก จะปรับ ครม. ตามข้อเรียกร้องของฝ่ายการเมืองขั้วฝั่งรัฐบาลหรือไม่ และหากมีการปรับ ครม. จะหาบุคลากรใดที่เข้ามาทำงานแทนชุดเดิม จะมีการปรับเฉพาะในส่วนของพรรคพลังประชารัฐหรือจะปรับในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ด้วย
ประการที่สอง พล.อ.ประยุทธ์ จะควบคุมการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างไร ให้เกิดประสิทธิภาพ และปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่น
ทั้งสองประการข้างต้น ล้วนมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
ทั้งเรื่องภายในพรรคแกนนำ ทั้งในเรื่องพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งในเรื่องปากท้องประชาชน และความศรัทธาที่สังคมมีต่อรัฐบาล
มรสุมลูกใหม่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องรับมือ ใหญ่กว่ามรสุมลูกเดิมที่เพิ่งผ่านพ้นไป

