‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ ว่าด้วย‘วรรณกรรมโพล’ โยง‘ปรับครม.-ยุบสภา’
หมายเหตุ – ผศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นถึงกรณีที่ซูเปอร์โพลระบุว่าประชาชนเห็นว่าควรยุบสภา หากการเมืองวุ่นวาย
มีงานของรุ่นพี่ที่ชื่อ คุณธัญลักษณ์ เหลืองวิสุทธิ์ เป็นวิทยานิพนธ์ดีเด่นระดับปริญญาโท ของคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ตีพิมพ์ในชื่อ “วรรณกรรมโพล” ระบุว่า “โพล” มีลักษณะเป็นโวหารชนิดหนึ่ง เป็นเรื่องเล่า และการใช้วาทศิลป์ ฉะนั้น เวลาอธิบายอะไรบางทีก็เป็นเรื่องของวาทศิลป์ เป็นเรื่องความพยายามที่จะตบแต่งรูปร่างทางความเห็นมหาชน (Shape Public Opinion)
เช่นเดียวกัน เวลาที่ฝ่ายการเมืองใช้โพล มักจะมีอะเจนด้าเสมอ อย่างที่เรารู้กันว่า “ซูเปอร์โพล” ก็ค่อนข้างใกล้ชิดกับฝั่งรัฐบาล อาจจะนำมาซึ่งความพยายามที่จะจัดรูปร่างมติมหาชนให้เป็นไปตามแนวทางที่วางไว้
ทุกครั้งที่มีโพล ด้านหนึ่ง สะท้อนทิศทางทางการเมือง ที่ฝ่ายการเมืองเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากมติมหาชนเพื่อโน้มน้าวใจให้คนเห็นตาม ประการต่อมา การโทรไปหาบุคคลเพื่อสอบถามความคิดเห็นก็อาจจะมีขาประจำจำนวนหนึ่ง ดังนั้น การใช้โพลย่อมมีวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด
แต่ภาพที่เราเห็นค่อนข้างชัดเจนว่า 1.มีความขัดแย้งภายในรัฐบาล เป็นความขัดแย้งภายในที่ต้องตัดสินใจกันเองว่าจะเดินหน้าต่อ หรือยุบสภา เพราะเสียงหนุนยุบสภา 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาค่อนข้างมากและชัดว่าผ่านงบประมาณเดือนตุลาคมนี้จะยุบสภา
แต่ขณะเดียวกันคำถามคือ ทำไมต้องยุบสภา ส่วนนี้สะท้อนอนิจลักษณะของเมืองไทยว่า บรรดาพรรคการเมืองที่ตั้งโดยทหารมักจะหลงลืมความจริงว่า คนที่ไม่เคยลงพื้นที่ ไม่เคยอยู่กับประชาชนก็จะมองการเมืองแบบหนึ่ง แต่สำหรับนักการเมืองที่มีฐานเสียงผูกติดกับมวลชนจะรู้ว่ามีแรงกดดัน มีสถานการณ์บางอย่างที่จะต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายทั้งบวกและลบ ได้รับประโยชน์เท่ากันหมด
2.การประสานระหว่างนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง กับนักการเมืองที่โหนรัฐประหารขึ้นมานักการเมืองกลุ่มหลังอาจไม่เข้าใจธรรมชาติของการเมืองและพยายามดึงรั้งอะไรบางอย่าง ซึ่งท้ายที่สุดทำให้คนที่ต้องการเดินอยู่ในอำนาจต่อไป ต้องหันไปใช้บริการนักการเมืองกลุ่มแรกที่รู้เส้นสน กลใน รู้วิธีผ่องถ่ายนโยบาย ดึงทรัพยากรลงพื้นที่ ซึ่งคนเหล่านี้ท้ายที่สุดจะเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)
เราจะเห็นการแบ่งงานกันทำในระดับหนึ่ง แต่ต่อให้มีตัวหลอก (Bozo) เดินเป็นตัวตลกให้สังคมบูลลี่ทุกปี ก็ทำหน้าที่ของเขาไป แต่ในทางการเมืองที่แท้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องของ “การรักษาอำนาจ” หากแต่คือ “การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์กับประชาชน”
ปัญหาใหญ่ของรัฐบาลชุดนี้คือ ไม่สามารถจัดการกับวิกฤตที่กำลังจะขึ้นระดับ “มหาวิกฤต” ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เพราะโควิด-19 แม้จะดูเบาบางลง แต่ในส่วนที่เป็นฉากทับ หรือสถานการณ์ที่จะเกิดตามมาคือ ความท้าทายทางเศรษฐกิจ และนโยบายที่จะดึงทรัพยากรที่มีอยู่ลงไปยังพื้นที่ ตอนนี้จึงเป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองที่เรียกได้ว่า “มีกลองรบก็ต้องเชิดกัน” จึงต้องรอดูว่าแต่ละฝ่ายขยับอย่างไร
ทั้งนี้ มีโอกาสในการยุบสภา ถ้าความขัดแย้งภายใน พปชร.ถึงจุดที่ไม่สามารถประนีประนอมได้ จะเห็นว่าด้านหนึ่งคนที่จะผลักดันเปลี่ยนแปลงนโยบายก็คือคนกลุ่มเดียวกัน แต่คนกลุ่มเดียวกันเห็นไม่ลงรอยก็ต้องเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นจุดที่คาดเดาได้ยาก เพราะการตัดสินใจยุบสภาแต่ละครั้งของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือกึ่งอำนาจนิยม ล้วนพยายามยุบสภาในจังหวะที่ตัวเองได้เปรียบที่สุด
ดังนั้น คำถามคือ 1.ยุบสภาเมื่อไหร่เขาจึงจะได้เปรียบที่สุด 2.การยุบสภาเป็นจังหวะของการเปลี่ยนแปลงรายชื่อนายกฯที่จะมาภายหลังการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะเงื่อนตายของ พปชร.มีชื่อเดียว คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขณะที่คนจำนวนมากเห็นทางฝั่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ว่าเป็นคนที่ยืดหยุ่นกว่า เป็นคนรักพวกพ้อง มีเครือข่าย พร้อมอุปถัมภ์ อุ้มชู ตามธรรมชาติของระบบการเมือง
อย่างไรก็ดี หากไม่มีการยุบสภา ก็ยากมากที่ พล.อ.ประวิตร จะมานั่งนายกฯ เพราะแม้จะมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงรายชื่อนักการเมืองได้ แต่ก็ต้องออกแรงอย่างมาก สู้ล้างไพ่ จัดเลือกตั้งใหม่ แล้วเสนอชื่อใหม่ จะง่ายกว่า
แต่ถ้ามีการยุบสภาจริง ถามว่าฝ่ายใดจะได้เปรียบ-เสียเปรียบ แน่นอนว่าการสู้กับคนที่กุมอำนาจรัฐย่อมยากอยู่แล้ว เพราะ 1.มีกลไกและทรัพยากรในมือ 2.การตัดสินใจยุบสภา ผู้ที่กุมอำนาจอยู่จะต้องมั่นใจแล้วว่า เมื่อยุบสภาตนจะได้กลับมาเป็นรัฐบาล ดังนั้น โอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงแบบพลิกหน้ามือเป็นหลังมือคงไม่ง่าย
ถ้าผมเป็นคนยุบสภา อำนาจ ส.ว.250 คนจะไม่แตะ เพราะแตะเมื่อไหร่เสียงแตก จะพัง ดีที่สุดคือพูดคุย ทุบโต๊ะ และเคลียร์กันเองภายใน จัดทัพใหม่และลงเลือกตั้ง จะเป็นโมเมนต์ที่นำมาสู่การตัดสินใจในเงื่อนไขนี้ แต่ถามว่าถ้าไม่ยุบสภาแล้วนากยกฯ เป็น พล.อ.ประวิตรได้หรือไม่ ก็ได้ แต่ยาก
โพลบางทีก็เป็นวรรณกรรม เหมือนซีรีส์หนังเกาหลี ดูมากก็เพ้อเจ้อได้เหมือนกัน ส่วนจะถึงขั้นโยงกับการปรับเปลี่ยน ครม. ยุบสภา หรือไม่ มองให้เป็นวรรณกรรมก็แล้วกัน จะได้เผื่อใจให้กับความผิดพลาดบ้าง

