กลุ่ม 4 กุมารอำลา สุดเส้นทางการเมือง

กลุ่ม 4 กุมารอำลา สุดเส้นทางการเมือง

กลุ่ม 4 กุมารอำลา สุดเส้นทางการเมือง

หมายเหตุนายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนภายหลังการยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งพร้อมกับนายสุวิทย์ เมษินทรีย์อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายกอบศักดิ์ภูตระกูล อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม

อุตตม สาวนายน
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

พวกเราทั้ง 4 คนได้นำหนังสือลาออกจากการปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีของแต่ละคนรวมทั้งของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้มีการประสานงานผ่านทางเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมาก่อนหน้านี้แล้ว และจะมีผลตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในส่วนของผมจะหมดทุกหน้าที่ไปโดยปริยาย การลาออกในครั้งนี้นายกรัฐมนตรี รับทราบแล้ว

นายสมคิดได้ขอให้ทั้ง 4 คนลาออกไปพร้อมกันหรือไม่
ไม่หรอกครับ เราหารือและเห็นพ้องกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ทราบกันว่านายสมคิดมีปัญหาเรื่องสุขภาพ จึงเห็นพร้อมกันว่าก็ควรที่จะไปพร้อมกัน ซึ่งพวกเราก็จะได้พักผ่อนด้วย และนายสมคิดก็ไม่ได้บอกเล่าถึงการพูดคุยระหว่างนายสมคิดกับนายกรัฐมนตรี ตามที่มีข่าวให้พวกเราทราบแต่อย่างใด

รู้สึกโล่งอกหรือไม่
วันนี้โล่งอกในระดับหนึ่ง ส่วนที่ถามว่าการลาออกครั้งนี้เหมือนถูกบีบหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้เคยระบุว่าจะยังทำหน้าที่รัฐมนตรีต่อไป ยืนยันว่าพวกเราเห็นตรงกันว่าเป็นเวลาเหมาะสมที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ เหตุการณ์ทั้งหมดที่เห็นกันอยู่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ความคลุมเครือหายไป และมีส่วนช่วยลดความกดดันทางการเมืองที่มีต่อนายกรัฐมนตรีเวลานี้ที่อาจทำให้การบริหารบ้านเมืองชะงักไป จึงมาคิดว่าจะลาออกในช่วงเวลานี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนทั้งในเรื่องของการปรับคณะรัฐมนตรี และเรื่องต่างๆ เพื่อให้การบริหารบ้านเมืองพ้นวิกฤตไปได้

สาเหตุของการลาออกครั้งนี้มาจากความกดดันทางการเมืองหรือไม่
เรายืนยันว่าคิดเอง ไม่ได้ถูกกดดันแต่อย่างใด และเป็นการจากกันด้วยดีทุกฝ่าย สถานการณ์บ้านเมืองวันนี้ต้องช่วยกันดูแลประคับประคอง และมองว่าในอนาคตตั้งใจว่าจะทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองและต่อสังคมก็พร้อมที่จะทำ

การเข้ามาทำงานการเมืองในครั้งนี้มีอะไรที่ได้มาและเสียไปบ้าง
พวกเราทั้ง 4 คนขอขอบคุณนายกรัฐมนตรีที่ให้โอกาสและความไว้วางใจพวกเรามาทำงานให้บ้านเมือง ผ่านเหตุการณ์ต่างๆ มาพอประมาณ ได้ทำงานนี่คือสิ่งที่สำคัญที่สุด

เจ็บตัวกับการเข้ามาทำงานการเมืองหรือไม่
เจ็บตัวเรื่องอะไร ไม่เห็นมีอะไรต้องเจ็บตัว เราก็ทำหน้าที่ของเรา เมื่อถึงเวลามีการสับเปลี่ยน ผมเชื่อว่าไม่ว่าจะใส่หมวกใบไหนก็ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้
วันนี้ยังไม่คิดเรื่องการเมือง ขอเว้นช่วงเพื่อพักผ่อนก่อน เรามีหน้าที่กันทุกคนและยังทำงานเพื่อบ้านเมือง ยังมีเวลาที่จะไปคิดอ่านเรื่องการทำงานที่เป็นประโยชน์ก็จะช่วยเหลือในส่วนที่เรามีความสามารถก็จะดูในส่วนนี้ เราทำงานมาถึงวันนี้มีหลักการร่วมกันว่าจะไม่ยึดติดกับตำแหน่ง เมื่อรับโอกาสมาทำงานก็ทำงานในตำแหน่ง และสาเหตุที่ลาออกวันครบรอบ 1 ปีการทำงานก็ไม่มีอะไร ประเมินตามสถานการณ์แต่เวลามาตรงพอดี

จะเป็นการเปลี่ยนม้ากลางศึกท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่ยังวิกฤตหรือไม่
เรามีเหตุผลในการลาออก ส่วนใครจะมารับที่หน้าที่ต่อนั้น ไม่ทราบ แต่เชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีความสามารถที่จะเฟ้นหาคนเข้ามาร่วมทีมได้ ตอนนี้ไม่มีอะไรที่อยากจะฝากเป็นพิเศษ เพราะเรื่องของเศรษฐกิจต้องร่วมมือร่วมใจกันไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ส่วนที่ถามว่ามองอย่างไรหากคนที่จะมาทำงานเศรษฐกิจมาจากฝ่ายการเมือง ยังไม่ขอแสดงความเห็น

กรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุกับนายสมคิดว่าการปรับ ครม.ครั้งนี้มีสาเหตุมาจากการเมือง
ไม่ใช่เรื่องที่จะให้ความเห็นได้ เพราะไม่ทราบว่าผู้ใหญ่คุยอะไรกัน ส่วนที่ถามว่ามีพรรคการเมืองทาบทามให้ไปร่วมงานบ้างหรือไม่นั้น ยังไม่มี ขณะที่ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ถือว่าวางใจได้หรือไม่นั้น ไม่ขอแสดงความเห็นในเรื่องนี้ทั้งหมด ต้องให้มีการปรับ ครม.ให้ชัดเจนก่อน

สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

วางอนาคตทางการเมืองต่อไปอย่างไร
สำหรับเรื่องการเมือง เวลานี้ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องการเมือง แต่ที่ผ่านมาเรามีโอกาสตั้งแต่การตั้งพรรคการเมือง นำพรรคลงเลือกตั้ง การตั้งรัฐบาล มาจนถึงวันนี้ เรื่องความคิดตั้งพรรคการเมือง เรายังไม่ได้คิด แต่เรามีความพร้อมที่จะช่วยกันคิดเพื่อบ้านเมือง หากมีเรื่องเพื่อบ้านเมือง เพื่อสังคม พวกเราไม่ได้ทอดทิ้งหรือจะไม่มีส่วนในการที่จะช่วย มีอะไรที่สามารถทำประโยชน์ได้ก็ยินดีในส่วนที่ทำได้ แต่ในบทบาทการเมืองขอพักบทบาทก่อน

สิ่งที่เป็นห่วงที่สุดของการตัดสินใจที่ได้พูดคุยกันคือ สถานการณ์บ้านเมือง เป็นสถานการณ์ที่ต้องการพลังในการทำงาน ไม่อยากเห็นการเมืองเป็นอุปสรรคต่อการที่จะขับเคลื่อนบ้านเมือง อยากมีส่วนในการที่จะช่วยให้บรรยากาศบ้านเมืองได้พัฒนา หรือปรับให้มีกลไกบริหารบ้านเมืองที่ไม่ต้องคลุมเครือต่อไป และพวกเราก็ยินดีที่จะมีส่วนในการจะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยน หรือเพิ่มโอกาสในการพัฒนาบ้านเมือง โดยใช้พลังของทุกภาคส่วนได้อย่างเต็มที่ นั่นคือที่มาของการตัดสินใจ ยื่นใบลาออกในวันนี้

ในส่วนอนาคตจะมีโอกาสกลับเข้ามาสู่การเมืองหรือไม่นั้น ยังไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น วันนี้คิดแต่เรื่องพักผ่อนก่อน อย่างไรก็ตาม

การได้มาเป็นนักการเมืองแล้วทำให้รู้จักนักการเมืองกับพรรคการเมืองมากขึ้นหรือไม่
มองว่าการเมืองเป็นหน้าที่ของทุกคน เราได้ทำหน้าที่ทางการเมืองในระยะเวลาหนึ่งแล้ว มองว่าการเมืองที่เดินหน้าต่อไปก็จะต้องเป็นที่สนใจของประชาชน ประเทศต้องพัฒนาไปทุกด้าน ด้านการเมืองก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่ประเทศจะต้องพัฒนา เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากเห็นคือการเกิดการเมืองในเชิงการพัฒนาที่เป็นการเมืองให้สอดรับกับสภาวะของโลก

ในสภาวะของประเทศคงได้รับบทเรียนจากการเข้ามา เพราะบทเรียนนั้นคือเมื่อเราเข้ามาแล้วก็ได้เรียนรู้ ได้มีความเข้าใจในทางการเมืองระดับหนึ่ง และขอเป็นกำลังใจให้กับการพัฒนาทางการเมือง ซึ่งการเดินทางทางการเมืองของพวกเรา ต้องขอบคุณสื่อมวลชนที่ได้ติดตามมาโดยตลอดว่า เราอยากทำการเมืองที่ดีๆ ที่เป็นอนาคต อยากเป็นแรงบันดาลใจกับคนดีๆ ที่อยากเข้ามาช่วยบ้านเมืองได้มีโอกาสเหมือนเช่นพวกเรา

บทเรียนที่ได้มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง มองว่าทุกครั้งที่เราทำงานต่างมีการเรียนรู้ทั้งสิ้น และเป็นบทเรียนของชีวิตที่ดีทั้งนั้น ไม่ว่าในแง่มุมใดก็ตาม

การที่กลุ่ม 4 กุมารลาออก เพราะไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงการเมืองได้หรือไม่
คงตอบอย่างนั้นไม่ได้ มันเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนางานทางการเมือง การเมืองในทรรศนะของผมไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรก็ตาม ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาทางการเมืองทั้งสิ้น หรือทุกคนที่เกี่ยวข้องจะเรียนรู้และปรับใช้อย่างไร

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในวันที่ 17 กรกฎาคม จะแถลงข่าวเปิดใจทั้งหมดอีกครั้งและจะอำลาข้าราชการกระทรวงพลังงาน รวมถึงจะแถลงข่าวผลงานของกระทรวงพลังงานในช่วง 1 ปีที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน ที่กระทรวงพลังงานต่อไป

สุวิทย์ เมษินทรีย์
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ผมขอกราบขอบพระคุณท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้ไว้วางใจให้โอกาสผมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีในรัฐบาลของท่าน ตั้งแต่การเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (19 ส.ค.58-15 ธ.ค.59) รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (15 ธันวาคม 59-23 พ.ย.60) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (23 พ.ย.60-29 ม.ค.62) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (10 ก.ค.62- 16 ก.ค.63) บัดนี้ผมได้ปฏิบัติภารกิจของผมในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเสร็จสิ้นลงแล้ว ผมได้หารือเพื่อนร่วมงานของผมทั้ง 3 ท่านแล้ว เห็นพ้องกันว่าขณะนี้ถึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะถอยออกมาเพื่อเปิดโอกาสให้ท่านนายกรัฐมนตรีมีโอกาสเลือกคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ตามดุลพินิจของท่านโดยปราศจากความกังวลใจครับ

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นกระทรวงใหม่ที่เกิดจากการควบรวมหน่วยงานของรัฐ 3 กลุ่มงานเข้าด้วยกัน คือ กลุ่มวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) กลุ่มการศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ) และกลุ่มวิจัย พัฒนาและนวัตกรรม (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย และสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ ในกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี) เป็น “กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” (กระทรวง อว.) โดยผมได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้มาขึ้นรูปนโยบายและการบริหารจัดการกระทรวงน้องใหม่นี้ ให้เป็นกระทรวงแห่งโอกาส กระทรวงแห่งปัญญา กระทรวงแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในอนาคตอันใกล้ ภารกิจในส่วนนี้นั้นผมได้ร่วมกับผู้บริหาร อว.วางโครงสร้างกระทรวง และออกประกาศฯที่สำคัญในการบริหารราชการต่างๆ ของกระทรวงเป็นที่เสร็จสิ้นแล้ว

มหาวิทยาลัย เปรียบเสมือนหัวรถจักรในการการขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรม รวมถึงการสร้างคนตอบโจทย์ศตวรรษที่ 21 และการพัฒนาคนทุกช่วงวัย จึงจำเป็นจะต้องมีการ “พลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทย” เพื่อตอบโจทย์ประเทศอย่างจริงจัง (Radical Transformation) ผมจึงให้นโยบายการปรับทิศทางการทำงานของมหาวิทยาลัย โดยเน้นการพัฒนาตามความถนัด สร้างความเป็นเลิศ สอดคล้องกับทิศทางและความต้องการของประเทศ

การที่ประเทศจะก้าวไปข้างหน้าให้ได้นั้น การวิจัยและนวัตกรรมเป็นพื้นฐานสำคัญผมได้ให้นโยบายการปรับกระบวนทัศน์งานวิจัยของประเทศเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน มุ่งเน้นให้งานวิจัยที่ออกมาไม่ขึ้นหิ้งแต่สามารถนำไปปฏิบัติและใช้ประโยชน์ได้จริงเชิงพาณิชย์ ผ่านความร่วมมือในลักษณะ Consortium ทั้งจากสถาบันวิจัย หรือมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน หน่วยงานรัฐและประชาสัมคม ซึ่งงานในส่วนนี้กำลังดำเนินไปได้ด้วยดีครับ

ที่ผ่านมากระทรวง อว.ได้วางรากฐานและดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจ BCG ภายใต้แนวคิด “อว. สร้างคน สร้างงาน และยกระดับเศรษฐกิจชุมชนแบบบูรณาการ” ผ่าน “โครงการ อว. สร้างงาน” ระยะที่หนึ่ง ได้จ้างงานแล้ว 10,000 อัตรา ระยะที่สองจ้างงานเพิ่มอีก 32,000 อัตรา ในการปฏิบัติงานภายในหน่วยงานของ อว.ทั้งหน่วยงานวิจัยและมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังเตรียมเพิ่มการจ้างงานบัณฑิต นักศึกษา และประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวม 3 แสนคน เข้าร่วม “โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ” หรือ “โครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย” มีวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาความยากจนแบบมีเป้าหมายชัดเจน (Targeted Poverty Alleviation) โดยมีมหาวิทยาลัยทั่วประเทศทำหน้าที่ดูแลพื้นที่ในระดับตำบลแบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาสังคม เพื่อนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมโดยเฉพาะด้าน Area base BCG economy ลงไปพัฒนาในด้านต่างๆ เช่น Smart Farmer เป็นการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจ BCG ลงสู่พื้นที่ให้เกิดการปฏิบัติจริง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยจากเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ทั้งหมดนี้เป็นภารกิจหลักใน 1 ปี กับอีก 6 วัน ที่ผมได้ร่วมกับพี่น้องประชาคม อว.ในการขับเคลื่อนให้ประเทศเดินไปข้างหน้า โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังตามนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ผมขอขอบคุณผู้บริหาร อว.ทุกท่าน ชาวประชาคม อว. ผู้บริหารหน่วยงานรัฐและเอกชนและทีมงานของผมทุกคน ที่ได้ร่วมแรงร่วมใจกับผมในการขับเคลื่อนงานเหล่านี้ออกมาเป็นรูปธรรมดังที่ปรากฏ ผมหวังว่าในอนาคต กระทรวง อว.ของเราจะเป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างโอกาส เป็นพลังและปัญญาในการสร้างอนาคตให้ประเทศไทยครับ

สุดท้ายนี้ผมขอขอบคุณทุกกำลังใจ จากพ่อแม่พี่น้อง ภาคเอกชนนักธุรกิจและแฟนเพจที่ได้ติดตามผลงาน ให้ข้อเสนอแนะ ให้กำลังใจกับผมมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าภารกิจการเป็น รมว.อว.ของผมจะเสร็จสิ้นแล้ว แต่ภารกิจของการเป็นคนไทยที่สำนึกในคุณของแผ่นดินยังไม่จบครับ ผมยังมีภารกิจร่วมกับคนไทยทุกคนในการนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้าด้วยความรู้รักสามัคคี จะเป็นในบทบาทใดก็ตาม ผมเชื่อว่าพวกเรายังคงให้กำลังใจกันและกันตลอดไปครับ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คอฟฟี่เบรก : อีกนิดเดียว
บทความถัดไป“หม่อมเต่า” รับข้อเสนอ “เอกชน” เร่งเปิดทางนำเข้าแรงงาน 3 สัญชาติ