นักวิชาการส่องปรากฏการณ์ สารพันปัญหาทัวร์ลงรัฐบาล

นักวิชาการส่องปรากฏการณ์ สารพันปัญหาทัวร์ลงรัฐบาล

นักวิชาการส่องปรากฏการณ์
สารพันปัญหาทัวร์ลงรัฐบาล

หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการกรณีที่รัฐบาลประสบปัญหาต่างๆ รุมเร้าทั้งการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไป เรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจและอื่นๆ จะส่งผลต่อรัฐบาลอย่างไรบ้าง และคำแนะนำในการรับมือปัญหาต่างๆ


สุขุม นวลสกุล
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

ปัญหาหลายเรื่องที่รุมเร้ารัฐบาลหลายเรื่อง ส่วนตัวมองว่าผู้มีอำนาจไม่ได้มีท่าทีกระตือรือร้นที่จะเร่งรัดเพื่อแก้ไขให้จบโดยเร็วหรือทุเลาลง แต่เชื่อว่าหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องก็พยายามแก้ไขไปตามระบบ อาจจะเป็นบวกหรือเป็นลบ ก็ต้องดูผลลัพธ์เป็นคำตอบสุดท้าย ซึ่งอาจประเมินได้ว่าคงเป็นช่วงขาลงของรัฐบาลนี้หรือไม่ เพราะปัญหาที่เกิดแต่ละเรื่องยังแก้ไขไม่จบ มีเรื่องใหม่เข้ามาต่อเนื่อง

สำหรับเรื่องเศรษฐกิจถือว่าหนักที่สุด หลังสถานการณ์โควิด-19 ที่คาดว่าจะยาวนานต่อเนื่อง เพราะวันนี้ยังไม่ได้เห็นท่าทีการฟื้นตัวที่ชัดเจนในระดับมหภาค แม้ว่าจะมีการแจกเงินช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบไปแล้วบางส่วน และหลายฝ่ายประเมินว่าในช่วง 1-2 เดือนข้างหน้าจะเกิดวิกฤตหนักกว่านี้ เพราะอาจมีผลกระทบไปถึงสถาบันทางการเงิน ซึ่งรัฐบาลคงเลือกวิธีการในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

นอกจากนั้นที่ชัดเจนมากที่สุดการปรับ ครม.ใหม่ซึ่งเป็นความหวังของประชาชน แต่ไม่ได้สะท้อนให้เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก เนื่องจากการปรับเป็นการแก้ปัญหาภายในพรรคการเมือง ไม่ได้แก้ไขปัญหาในการบริหารประเทศ

วันนี้ต้องยอมรับความจริงส่วนหนึ่งว่าการทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่จะพาประเทศให้พ้นปากเหวคงเกิดขึ้นได้ยากมาก ซึ่่งมาจากผลของรัฐธรรมนูญ ทั้งการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ทำยาก หากรัฐบาลตัดสินใจยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็จะได้นักการเมืองกลุ่มเดิมเข้าไปทำงานเหมือนเดิม และเรื่องนี้ส่งผลสะท้อนไปถึงการเพิ่มศักยภาพของแฟลชม็อบที่เป็นกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่ยกระดับการทำกิจกรรมจุดติดได้ง่ายขึ้น และไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะมีข้อยุติลงได้ง่ายๆ

แล้วถ้าปล่อยให้ประเทศมีปัญหาต่อไปแบบนี้ก็คงจะไม่เห็นอนาคต แต่สุดท้ายประชาชนก็ยังรอความหวังเพื่อขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญให้พอจะมีความหวังในการเปลี่ยนแปลง แต่น่าแปลกใจที่นายกฯยังไม่ได้พูดถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่ทุกพรรคการเมืองตื่นตัวหมดแล้ว

แล้วที่สำคัญปัญหาหลายด้านที่รุมเร้าอยู่ในปัจจุบัน ถ้าเป็นรัฐบาลเก่าๆ ที่มาจากรัฐธรรมนูญฉบับเก่า หากเจอสถานการณ์แบบนี้คงอยู่ยาก คงไม่มาถึงวันนี้ คงมีความเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ทั้งการยุบสภาหรืออย่างอื่น แต่วันนี้สิ่งที่เป็นอภินิหารทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และทีมงานยังอยู่สบายก็มาจากผลของรัฐธรรมนูญ หากยังใช้กติกาเดิมยุบสภาเลือกตั้งใหม่ก็ยังได้ พล.อ.ประยุทธ์คนเดิม

เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าภาวะเศรษฐกิจถูกบริหารไปตามสภาพไม่ได้มียุทธศาสตร์อะไรใหม่ๆ ใครจะออกมาเรียกร้องอะไรก็ชุมนุมกันไป รัฐบาลก็ส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแล ทำให้เห็นว่าไม่มีการคุกคาม

ถึงวันนี้รัฐบาลไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวกับความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ถ้าเป็นยุคก่อนนายกฯคนไหนแก้ไขเศรษฐกิจไม่ได้ก็เปลี่ยนได้ แต่วันนี้ถามว่าถ้าเราไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์แล้วจะเอาใครมาแทน หรือท้ายที่สุดแล้วผู้มีอำนาจก็คงหวังอยู่ลึกๆ ว่าอีกไม่นานคนไทยก็ชินไปเองกับสภาพบ้านเมืองที่เป็นแบบนี้ เพราะยังมีประชาชนบางฝ่ายยังเห็นดีเห็นงามกับรัฐบาล เป็นกองเชียร์ให้ทุกเรื่อง ส่วนอีกฝ่ายถ้าออกมาวิจารณ์ก็จะมีวาทกรรมไปอีกอย่าง

ผศ.บงกช สุทัศน์ ณ อยุธยา
ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

สถานการณ์ตอนนี้อาจเรียกว่าทัวร์ลง แต่ในความเป็นจริงเชื่อว่ารัฐบาลยังลอยน้ำได้ เพราะรัฐบาลยอมถอยเรื่องเรือดำน้ำ เป็นการไปชำระในปีหน้า ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ซื้อ แต่เป็นเงื่อนไขว่าอย่างไรก็ซื้อ ภาพที่ออกมาบอกให้รู้ว่ารัฐบาลยอมฟัง แต่ก็แค่นั้น ถือว่าไม่มีอะไรเลย ทุกอย่างยังเหมือนเดิม
เท่าที่ดูตอนนี้คือ การซื้อเวลา ไม่น่าจะเรียกว่ายื้อ แต่เป็นการรอดูท่าทีอะไรต่างๆ เรียกว่าหยั่งเชิงกัน ต่างฝ่ายก็ต่างรอดูเชิงของกันและกัน หากจะประเมินสถานการณ์ว่าใครได้เปรียบใครเสียเปรียบยังบอกไม่ได้ หรือใครจะดูว่าเพลี่ยงพล้ำกว่ากัน แต่มองว่าเป็นการเล่นเกม รอดูท่าที หรือสงวนท่าทีไว้

พูดตรงๆ ก็คือ อาจจะมองดูว่าสถานการณ์รัฐบาลเริ่มไม่ไหว ถูกรุก หรือปัญหารุมเร้าเยอะมากมาย แต่อยากบอกว่า ทุกคนพยายามรักษาฐานของตนเองไว้ เพื่อหยั่งเสียงมวลชน หยั่งเชิงกัน

พรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลบางพรรคเห็นว่าเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่เอาเรือดำน้ำ ก็พร้อมจะคัดค้าน ท่าทีที่แสดงออกมา หรือพูดในสภา บนเวที ด่ากันแทบเป็นแทบตาย แต่พอลงเวทีชวนกันไปกินข้าว นั่งโต๊ะเดียวกัน หัวเราะเฮฮา เรียกว่าภาพที่เห็นไม่ใช่สิ่งที่เรารู้ เป็นเรื่องของการหยั่งท่าทีดูสถานการณ์ ซึ่งเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและอีกฝ่าย เป็นกรณีศึกษาได้เลย

ในฐานะนักรัฐศาสตร์ประเมินว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ยังไม่น่าวิตก ประชาชนคนทั่วไปหรือชาวบ้านอย่างเราอาจดูว่าน่าวิตก แต่ทั้งสองฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาล หรือม็อบ ไม่ได้วิตกเลย แต่สิ่งที่กระทบชาวบ้านคือ ภาพที่เห็นทำให้ปัญหาปากท้องมีปัญหามากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่คนดูวิตก แต่นักแสดงไม่วิตก แต่หากถามว่าใครแพ้ใครชนะตอบไม่ได้ เพราะปัจจัยที่มองไม่เห็นยังมีอยู่

จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ
รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และนักวิชาการด้านนิติศาสตร์

กรณีหลากหลายปัญหาที่กำลังรุมเร้ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีหลายมิติ ทั้งทางด้านการเมือง ด้านสังคม ด้านเศรษฐศาสตร์ รวมถึงด้านนิติศาสตร์ อาทิ เรื่องปัญหาการซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ ก็ถูกหยิบยกมาเป็นปัญหาในเรื่องเศรษฐศาสตร์ เรื่องของความคุ้มค่ากับงบประมาณที่ต้องใช้ไป
นอกจากนั้นในเรื่องของสิทธิเสรีภาพเรื่องการชุมนุมของนักศึกษา ซึ่งก็เป็นประเด็นในด้านนิติศาสตร์ บางเรื่องก็เป็นปัญหาด้านสังคมศาสตร์

ฉะนั้น ควรจะแยกประเด็นที่เป็นปัญหาก่อนว่าเป็นปัญหาในด้านใด จากนั้นก็เริ่มใช้กระบวนการในเรื่องนั้นๆ เข้ามาแก้ โดยให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ วิเคราะห์ปัญหา รวมถึงแนวทางในการแก้ไข เพราะหากนำทุกปัญหามาขยำรวมเป็นเรื่องเดียว ก็ดูเหมือนจะยุ่ง พัลวันจนแก้ไขได้ยาก

เพราะฉะนั้น ควรจะเริ่มต้นจากการวิเคราะห์ปัญหา แล้วมอบหมายให้แต่ละด้านรับไป ที่สำคัญมองว่าเมื่อแก้แล้ว ก็ควรจะมีการชี้แจง ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน ให้ภาคประชาสังคม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้รับรู้ถึงปัญหาที่ได้รับการแก้ไขแล้วด้วย โดยเฉพาะการชี้แจงปัญหาให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย อาทิ คนรุ่นกลางคนถึงผู้สูงวัยก็จะติดตามข่าวสารในทีวี แต่ถ้าเป็นกลุ่มวัยรุ่นจนถึงกลุ่มคนทำงาน ก็จะติดตามข่าวผ่านสื่อออนไลน์มากกว่า กลุ่มวัยรุ่นก็เป็น
ทวิตเตอร์ เหล่านี้เป็นต้น

การชี้แจงก็ควรจะมีทีมงานที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงเป้าหมาย เพราะหากทำแล้ว แก้ปัญหาแล้ว แต่ไม่มีการชี้แจงให้ตรงจุดก็เหมือนยังไม่ได้ทำอะไร เพราะฉะนั้น ช่องทางการสื่อสารจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น

การสื่อสารของหน่วยงานรัฐต้องมีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ ควรจะมีพลังมากกว่านี้ ควรจะชัดเจนมากกว่านี้และเป็นการสื่อสารหลายช่องทางเพื่อให้คนทุกกลุ่มได้รับรู้รับทราบปัญหาที่เกิดขึ้น ที่มีหลากหลายมิติ จึงควรจะแยกเรื่อง แยกทีมในการแก้ปัญหา พร้อมสื่อสารแนวทางรวมถึงผลการแก้ไขปัญหาให้รอบด้านมากขึ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon