รายงานหน้า2 : ‘ฝ่ายค้าน’ซ้อมอภิปรายรบ. เปิดแผลปม‘การเมือง-ศก.’

หมายเหตุนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี เรื่องวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตการเมือง โดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ที่อาคารรัฐสภา เกียกกาย

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

แม้ว่า ส.ส.จะอยู่น้อยมาก แต่ก็จะขอพูดให้ท่านฟัง ที่ผ่านมารัฐบาลยึดมั่นในคำสัตย์ปฏิญาณในการทำเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน มีคำกล่าวเรื่องความเห็นของคนไทยทั้งประเทศวันนี้มีการแยกแยะคนไทยทั้งประเทศตามช่วงอายุต่างๆ แล้ว พบว่า มีจำนวน 66.5 ล้านคน ที่เราจำเป็นต้องดูแลประชาชนให้สอดคล้องในทุกมาตรการที่มีอยู่ การจะทำให้ทุกคนมีความสุขพอใจในจำนวนคนขนาดนี้ค่อนข้างทำได้ยาก
แต่ไม่เกินความพยายามหากเราช่วยกัน โดยยืนยันว่ารัฐบาลมีความห่วงใยสถานการณ์ภายในประเทศอย่างที่สุด เราจะพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้ฟื้นสู่ปกติโดยเร็ว
แม้ว่าจะมีอุปสรรคอยู่บ้าง แต่เราก็พยายามทำด้วยความรอบคอบภายใต้งบประมาณที่จำกัด การกู้เงินถ้าจำเป็นก็ต้องกู้ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ก็คงไม่ต้องกู้ ซึ่งการแก้ปัญหาโควิด-19 ที่ผ่านมาถือว่า น่าพอใจ เราอย่ามองตัวเราเอง แต่ต้องให้คนอื่นมองเรา และเราคงต้องร่วมมือกันให้ดียิ่งขึ้น
“ผมเคารพในกระบวนการรัฐสภามาตลอด ยืนยันจะทำทุกอย่างให้ชอบธรรม โปร่งใสมากที่สุด ที่ผ่านมาผมฟังมาหลายครั้ง อยากขอฝากว่า อย่ารังเกียจทหารมากนักเลย ทหารคือลูกหลานของท่าน หลายท่านเป็นทหารมาก่อน แต่ผมคิดว่า ท่านคงไม่สำเร็จในวงการเป็นทหารมากเท่าไหร่ จึงมักจะโจมตีทหารด้วยกันอยู่เรื่อย ขอเลยว่า อย่าแยกทหารออกจากประชาชน ทหารทำอย่างอื่นตั้งหลายอย่าง ไม่ใช่มาบอกว่าทหารทำแต่ปฏิวัติ
วันนี้ขอให้ทุกคนร่วมมือกันอย่าสร้างความเกลียดชังกันอีกเลย ให้ทหารเขาได้ภูมิใจในอาชีพของเขาบ้าง การปฏิรูปผมไม่ขัดข้องแต่ในระบอบประชาธิปไตยก็มีความยุ่งยากอยู่บ้าง การปฏิรูปจะสำเร็จต้องฟังกัน ท่านพูดผมฟัง ผมพูดท่านต้องฟังผมบ้าง
ส่วนเรื่องของเด็กผมไม่ได้มีปัญหากับเขา แต่มีคนที่ทำให้เขามีปัญหากับผม สักวันคงจะรู้ว่าใครบ้าง ผมไม่อยากให้บานปลาย ประเทศไทยจำเป็นต้องสงบที่สุด ในช่วงที่เศรษฐกิจมีปัญหา ผมไม่ได้อ้าง
แต่นี่คือความสัตย์จริง ขอขอบคุณสมาชิกที่ทรงเกียรติทั้งที่อยู่ในห้องประชุมจำนวนน้อย และอยู่นอกห้องประชุมอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะซีกที่อภิปรายผม”

 

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.)

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างปี 2540 กับปี 2563 คือ ปี 2540 เรายังมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดฉบับหนึ่ง แต่วันนี้เรามีระบบการเมืองที่แข็งตัว นิ่งเฉย ไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์ที่รุนแรงกว่าปี 2540 ไม่ว่าจะเป็นโควิด-19 เศรษฐกิจ การเมือง และการศึกษา
นอกจากนี้ ปี 2563 รัฐมนตรีเศรษฐกิจก็หายากหาเย็น พอหาได้ก็ทำงานได้แค่ 27 วันก็ลาออกจากตำแหน่ง เมื่อวิเคราะห์แล้ว เศรษฐกิจของประเทศไทยจะอยู่ลำดับบ๊วยที่สุดของเอเชียในสิ้นปีนี้
เหตุการณ์เฉพาะหน้ารัฐบาลได้ทำอะไร วันนี้กัปตันใส่เกียร์ว่าง ไม่รู้ร้อนรู้หนาว และยังใจเย็น รัฐบาลเลือดเย็นเกินไปหรือไม่กับความเดือดร้อนที่ประชาชนได้รับอยู่ในปัจจุบัน ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นนั้น ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นนายกฯ สมัยแรก ผมคงจะวิจารณ์อีกอย่าง แต่ท่านยึดอำนาจและบริหารประเทศมาแล้วกว่า 5 ปีเต็ม เป็นนายกฯที่ได้อภิสิทธิ์บริหารประเทศมากกว่านายกฯคนอื่นๆ มากกว่าผู้นำประเทศไหนๆ ไม่มีทั้งฝ่ายค้าน ไม่มีแรงต้าน ไม่มีการตรวจสอบ
แต่ผลงานที่ได้มาคือ เศรษฐกิจรั้งท้ายเกือบบ๊วยที่สุดของเอเชีย ท่านมีโอกาสตลอด 5 ปี ที่ไม่มีฝ่ายค้าน งบประมาณเต็มมือ แต่ท่านไม่ทำ บริหารประเทศไม่ได้บ้านเมืองก็จะถึงทางตัน จึงปฏิเสธไม่ได้ว่านายกฯไม่มีภาวะผู้นำ
เรามีนายกฯ ที่ไม่มีภาวะผู้นำ และยังอยู่ในระบบการเมืองที่บิดเบี้ยวที่สุด ไม่ต้องหลับตาก็นึกภาพออกว่ามันพังพินาศแค่ไหน รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์จัดตั้งรัฐบาลได้ก็เพราะรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะกติกาที่ท่านตั้ง 250 ส.ว.เพื่อมาเลือกท่านให้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง
ดังนั้น รัฐธรรมนูญปี 2560 จึงไม่ได้มีไว้เพื่อแก้ปัญหาของสังคมไทยและรองรับอนาคต แต่เป็นเรื่องเฉพาะกิจเพื่อรักษาอำนาจของเครือข่ายพวกท่านให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะทำได้
เราจึงได้เห็นภาพการแย่งชิง การต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี รัฐบาลวุ่นวายอยู่กับการป้อนกล้วยให้งูกิน จนประเทศมองไม่เห็นอนาคต
นอกจากรัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ยังไม่รับฟัง และนอกจากไม่รับฟังแล้วก็ยังคุกคาม ขยายความขัดแย้งไปในวงกว้าง ผมเกรงว่าจะกลายเป็นการยั่วยุท้าทายให้ประชาชนโกรธ เมื่อคู่ต่อกรเป็นนักเรียน ท่านจะต้องจับอีกสักกี่คนถึงจะเข้าใจว่าการคุกคามไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย ท่านจะหันกระบอกปืนเข้าหาพวกเขาที่เป็นอนาคตของประเทศและมือเปล่าหรือไม่ หวังว่าท่านจะคิดได้และไม่ขาดสติจนนำประเทศไปถึงจุดนั้นอีก
สิ่งที่ฉุดรั้งอนาคตคนไทยไว้คือ ระบบราชการและระบบการศึกษา ระบบราชการไทยมีความแข็งตัวสูง เป็นระบบอุปถัมภ์ที่มีแต่พรรคพวก ไม่ยอมให้ใครล้ำเส้น เป็นระบบที่ล้าหลัง ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชน
ขณะที่ระบบการศึกษาไทยก็ล้าหลัง และไม่เคยเปลี่ยน โรงเรียนจึงกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะระบบอำนาจนิยมที่แรกที่เด็กได้พบเจอ ทั้งการใช้อำนาจของครูกับลูกศิษย์ หรือรุ่นพี่ที่กดทับรุ่นน้อง
วันนี้นักเรียน นักศึกษาต้องการจะปลดแอกตัวเองจากระบบที่ห่วยแตกแบบนี้ เราต้องการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่เรายังมองไม่เห็นอนาคตว่าจะเดินไปอย่างไร เพราะแม้แต่การจัดทำงบประมาณก็ยังทำเหมือนเดิม ระบบราชการยังคงรวมศูนย์ ระบบการศึกษายังไม่มีการปรับตัว สังคมไทยจึงมืดมิด เพราะท่านหวงแหนอดีตที่ทำให้ท่านได้ประโยชน์
แต่สร้างเวรกรรม ทำให้พวกเขาก้าวสู่อนาคตไม่ได้
ไม่มีครั้งไหนที่นักเรียน นักศึกษาประท้วงรัฐบาลมาก และกระจายไปทั่วประเทศขนาดนี้ หยั่งรากลึกลงไปจนถึงระดับนักเรียนมัธยม ซึ่งถ้าท่านปฏิรูปประเทศจริงตั้งแต่ 6 ปีก่อน การชุมนุมของนักศึกษาจะไม่เกิดขึ้น
ดังนั้นเลิกดูถูก เลิกทวงบุญคุณว่าท่านเข้ามาบริหารประเทศเพราะอะไร เพราะคนที่ปลุกให้พวกเขาตื่นขึ้นมาก็คือ พล.อ.ประยุทธ์
วันนี้ชัดเจนแล้วว่า ความวุ่นวาย ความสิ้นหวัง ความล้าหลังนั้น ใจความล้มเหลวมันอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ท่านก็ควรหลีกทาง ลงจากอำนาจ คืนอนาคตให้กับประเทศชาติ ออกไปก่อนที่ประเทศจะย่อยยับเกินกว่าที่พวกท่านจะชดใช้ไหว

 

วันมูหะมัดนอร์ มะทา
ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ

ในปีแรก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้นำประเทศมา 6 ปีแล้ว แต่ปัญหาเศรษฐกิจ และการเมือง ทรุดลงไม่เคยดีขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ขาดภาวะความเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาให้ประชาชนเรื่องภาวะทางเศรษฐกิจ ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะโควิด-19 หรือเศรษฐกิจโลกถดถอย
แต่เป็นเพราะมีนายกฯชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ โดยแท้ เงินที่รัฐบาลนำมาเยียวยาเกิดปัญหาทุกด้าน ได้ไม่คุ้มที่เสียไป ผมเพิ่งเคยเห็นว่า แทนที่ชาวบ้านจะชื่นชมและดีใจ เมื่อรัฐบาลเอาเงินไปแจก
แต่ปรากฏว่ารัฐบาลถูกด่ามา เพราะการเยียวยาทำอย่างไม่ทั่วถึง มีเงื่อนไขมาก เมื่อเปรียบเทียบรัฐบาลประเทศอื่นที่เยียวยาแบบเสมอหน้า ทั่วถึง
วันนี้ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ยังเป็นรัฐบาลต่อไปก็ต้องกู้ต่อไปเรื่อยๆ ผมจึงห่วงว่าถ้ายังอยู่บริหารต่อจะยิ่งกู้ไม่รู้จบ กู้แล้วก็ไม่รู้ว่าจะหาเงินมาใช้หนี้ด้วยวิธีไหน ส่วนใหญ่ใช้แต่ดอกเบี้ย เป็นการบริหารงานที่ไม่คิดถึงอนาคตลูกหลาน สร้างหนี้สินให้คนรุ่นลูก รุ่นหลานต้องมาชดใช้แทน พวกเขา จึงไม่เอารัฐบาลนี้ เพราะมีแต่กู้ๆๆ
ส่วนวิกฤตการเมืองของประเทศ ตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ใช้วิธีการปฏิวัติรัฐประหารประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 เราวิกฤตตลอด เพราะประเทศต่างๆ ไม่ให้ความเชื่อถือประเทศที่มีการปฏิวัติ มีผู้นำมาจากอำนาจเผด็จการไม่ใช่อำนาจประชาชน ดังนั้น 5 ปีที่ผ่านมา เรามีปัญหาวิกฤตด้านการเมือง เพราะเราไม่ได้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย พล.อ.ประยุทธ์ให้สัญญาว่า จะอยู่ไม่นาน แต่การอยู่ไม่นานของท่านด้วยการใช้อำนาจเผด็จการ ใช้มาตรา 44 บริหารประเทศ ก่อความเสียหายด้านประชาธิปไตย ด้านกฎหมาย และการบริหารจัดการมากมาย
ผมไม่มีอะไรที่จะอิจฉาในอำนาจบารมีของท่าน แต่พูดด้วยความหวังดี ท่านบอกว่าสภาเป็นคนเลือกท่าน แต่ก็เป็นการเลือกจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 สืบทอดอำนาจ โดยการแต่งตั้ง ส.ว. 250 คน มีอำนาจโหวตนายกฯ ชงเองกินเอง จนประชาชนรู้กันหมด ว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญที่ฉ้อฉลแบบนี้หากไม่มีการแก้ไขบ้านเมืองจะเดินต่อไปอย่างไร
พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศนี้มา 6 ปีกว่าแล้ว ขณะนี้เกิดวิกฤตชาติบ้านเมือง ผมอยากเรียกร้องให้ท่านเสียสละเพื่อตัวท่านเอง และขอให้ท่านเห็นแก่ชาติบ้านเมือง และประชาชน หมดเวลาของการใช้อำนาจที่ไม่ตรงไปตรงมาแล้ว
ที่ผ่านมาเราได้เห็นการปฏิวัติ การลงจากอำนาจของผู้นำหลายคน อย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯที่ลงจากอำนาจแบบไม่เจ็บตัว และสง่างาม
ทั้ง 2 คนลงจากตำแหน่งโดย ไม่ถูกยึดทรัพย์ ไม่ต้องหนีไปต่างประเทศ แต่ขณะที่อีก 1 พล.อ. และอีก 1 จอมพล ซึ่งผมไม่ขอเอ่ยนาม ต้องหนีไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ
โดยคนหนึ่งเสียชีวิตในต่างประเทศ ขณะที่อีกคนกลับมาโดยต้องห่มผ้าเหลือง และทรัพย์สมบัติของครอบครัวก็ถูกยึด ซึ่งเป็นตัวอย่างให้ พล.อ.ประยุทธ์ดูว่า จะเอาแบบไหน อย่าเอาตัวอย่างนายกฯที่ถูกบันทึกประวัติศาสตร์ที่ไม่สวยเลย
วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังมีโอกาสที่จะตัดสินใจ ตนอยากให้ท่านเลือกเส้นทางที่สวยงาม บ้านเมืองเราจะดีจากการเสียสละของผู้นำ ก่อนถึงวันที่ 19 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ยังมีเวลาตัดสินใจ ก่อนที่คนส่วนใหญ่พูดว่า หมดเวลาของท่านแล้ว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ปิยบุตร’ ย้ำหมวด 1-2 แก้ได้ถ้าจำเป็น แต่ต้องอยู่ในกรอบ ปชต.อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
บทความถัดไปเช็กอิน! ‘ภักดีฟาร์ม’ ธุรกิจฟาร์มกวางครบวงจร แห่งเดียวในพิษณุโลก