เสียงจากหอค้า-เอสเอ็มอี แย้งตั้งกองทุนอุ้มรายเล็ก ย้ำขอยืดหนี้2ปี-ซอฟต์โลน

เสียงจากหอค้า-เอสเอ็มอี แย้งตั้งกองทุนอุ้มรายเล็ก ย้ำขอยืดหนี้2ปี-ซอฟต์โลน

หมายเหตุความเห็นจากหอการค้าและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย ถึงข้อเสนอของ “กลุ่มแคร์” ที่ให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมวงเงิน 2 ล้านล้านบาท และข้อเสนอของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศที่ขอให้ยืดหนี้ 2 ปี โดย 6 เดือนแรกจ่ายดอกเบี้ย 10% และอีก 1 ปีครึ่งจ่ายดอกเบี้ยแบบขั้นบันได

กลินท์ สารสิน
ประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ผมไม่เห็นข้อเสนอของกลุ่มแคร์ที่ต้องการให้รัฐบาลตั้งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) วงเงิน 2 ล้านล้านบาท เหมือนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินเมื่อปี 2540 ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ควรระบุรายละเอียดข้อเสนอมาให้ชัดเจนกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่องการเจาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีความหลากหลาย หากระบุแนวทางที่ชัดเจนได้ก็อาจต้องมาดูกันอีกทีว่าจะตรงกับความต้องการของเอสเอ็มอีมากน้อยแค่ไหน

การจะตั้งกองทุนแต่ละกองทุนขึ้นมาสามารถทำได้ แต่ต้องดูความเหมาะสม และต้องดูว่าจะนำไปทำอะไรบ้าง ทั้งในเรื่องการกระจายวงเงินให้ทั่วถึง การแยกประเภทเอสเอ็มอีที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน บางกลุ่มอาจจะไม่ได้อยากกู้เงินเพิ่มเติม แต่อยากได้ความรู้และเพิ่มทักษะเพื่อรองรับกลับโลกยุคหลังโควิด-19 ก็ได้

ที่สำคัญต้องมีการประเมินด้วยว่าเมื่อมีการตั้งกองทุน ให้เอสเอ็มอีกู้ยืมแล้ว ธุรกิจนั้นจะไปรอดหรือไม่ กรอบวงเงินแต่ละประเภทกิจการเป็นอย่างไร ซึ่งแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน หรือจะแบ่งประเภทด้วยวิธีที่เป็นระบบกว่านี้ก็สามารถทำได้ จึงอยากเสนอให้ทบทวนถึงข้อเสนอดังกล่าว ถ้าต้องการเสนอให้ภาครัฐดำเนินการจริงผู้เสนอต้องระบุเงื่อนไข และมีการประเมินผลลัพธ์ให้ชัดเจนก่อนจะเสนอต่อไปด้วย

ส่วนกรณีที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เสนอให้ยืดการชำระหนี้ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีออกไปอีก 2 ปี โดย 6 เดือนแรกจ่ายดอกเบี้ย 10% ส่วนอีกปีครึ่ง จ่ายดอกเบี้ยเป็นขั้นบันไดนั้น เป็นข้อเสนอที่สภาหอการค้าฯ มีแนวคิดแบบนั้นเช่นกัน มองว่าเป็นมาตรการที่รัฐบาลควรจะนำไปพิจารณาช่วยเหลือเอสเอ็มอี

โดยช่วง 2 ปี อาจจะมีการเจรจาร่วมกันระหว่างธนาคารและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอีกครั้ง เพื่อติดตามผลว่าการพักชำระหนี้สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของเอสเอ็มอีได้จริงหรือไม่ หรือบางรายอาจจะต้องได้รับความช่วยเหลือมากกว่า 2 ปี ในเรื่องนี้อาจจะต้องมีการหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือต่อไปอีกครั้ง

วโรดม ปิฏกานนท์
ประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดเชียงใหม่

ดูข้อเสนอของกลุ่มแคร์แล้ว ยากนะ แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะให้การช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ในรายที่ต้องการประคับประคองต่อไปได้ เพราะความช่วยเหลือซอฟต์โลนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ออกมานั้นพอที่จะช่วยผู้ประกอบการได้แค่ 6 เดือนเท่านั้น แต่สถานการณ์โควิด-19 ที่คาดว่าจะลากยาวไปถึงกลางปี หรือปลายปีหน้า ทำให้กลุ่มเอสเอ็มอีที่ได้ซอฟต์โลน ไม่สามารถประคองธุรกิจของตนเองไปได้นานขนาดนั้น

เอสเอ็มอีต้องการเงินทุนเพิ่มเพื่อมาประคองกิจการของตนเองไปจนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจ หรือโควิด-19 จะดีขึ้น หรือคลี่คลายจนมีการเปิดเที่ยวบิน เปิดประเทศ และมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาประเทศไทยประมาณปลายปีหน้า

ที่กลุ่มแคร์ เสนอให้รัฐบาลเพิ่มทุนให้เอสเอ็มอีนั้น เป็นแนวคิดที่ถูกต้อง แต่ซอฟต์โลนของแบงก์ชาติยังติดล็อกอยู่ ปัจจุบันใช้ได้เพียง 20% จาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท เพราะปล่อยกู้ไปได้เพียง 1.1 แสนล้านบาทเท่านั้น ยังเหลือ 3.9 แสนล้านบาท ที่ยังเหลืออยู่ถึง 80% ที่ยังติดข้อจำกัดจากแบงก์พาณิชย์และแบงก์เฉพาะกิจ ที่ไม่กล้าปล่อยเงินให้เอสเอ็มอี เพราะกลัวว่าต่อไปหนี้เสียหรือเอ็นพีแอล จะสูง

กองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอี ตามที่กลุ่มแคร์เสนอถือเป็นทางออกอีกทางหนึ่ง ที่จะช่วยให้เอสเอ็มอี นำเงินไปใช้ได้ เป็นการเปิดโอกาสให้มีเงินมาประคองธุรกิจไปได้ ผู้ประกอบการทุกคนต้องการเงินทุนมาสำรองจ่าย แต่จะเป็นรูปแบบและวิธีการแบบไหน รัฐบาลต้องนำมาคิดพิจารณาในรายละเอียดให้รอบคอบว่าจะเป็นไปได้แค่ไหน เพราะซอฟต์โลนไม่เพียงพอ ให้ได้แค่ 6 เดือนเท่านั้น แล้วหลังจากนั้นจะทำอย่างไรกัน รัฐบาลต้องเอาโจทย์ที่เสนอนั้น มาวิเคราะห์และหาวิธีการที่เหมาะสมและเป็นไปได้

อุดม ศรีมหาโชตะ
อุปนายกสมาคมโรงแรมไทย

ปัญหาที่ผ่านมาภายหลังภาครัฐกำหนดนโยบายสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน แต่เม็ดเงินยังมาไม่ถึงผู้ประกอบเอสเอ็มอี ในภาคธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มากที่สุด แม้ว่าภาครัฐจะช่วยเหลือโดยมีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 แต่ผู้ประกอบการจำนวนมากยังติดเงื่อนไขหลายประการ ขณะที่รัฐบาลยืดจ่ายเงินต้นออกไป โดยให้จ่ายเพียงดอกเบี้ย แต่ระยะเวลาผ่อนปรนจะสิ้นสุดในเดือนตุลาคมนี้

ก่อนหน้านี้ผู้บริหารสมาคมโรงแรมไทย ยื่นข้อเสนอเพื่อให้รัฐบาลพิจารณาเลื่อนการจ่ายเงินกู้ออกไปอีก ถ้ายืดออกไปได้อย่างน้อย 2 ปี น่าจะทำให้นักธุรกิจคล่องตัว เนื่องจากยังไม่ทราบว่าสถานการณ์โควิด-19 จะสิ้นสุดเมื่อไร แต่จากการประเมินคาดว่าธุรกิจเอสเอ็มอีด้านการท่องเที่ยวจะมีโอกาสกลับมาฟื้นตัวในอีก 5 ปีข้างหน้า

สำหรับการช่วยเหลือโดยเฉพาะปัญหาคนตกงานมากกว่า 1 ล้านคน ในระบบของธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ภาครัฐควรมีแนวทางช่วยเหลือ จากการใช้เงินกองทุนประกันสังคม หากมีการหยุดกิจการด้วยเหตุสุดวิสัย ขณะที่โรงแรมประเภทเอสเอ็มอี มีการแข่งขันสูงมาก เนื่องจากโรงแรมขนาดใหญ่ลดราคาลงมาแข่งขันในตลาดเดียวกัน

ส่วนมาตรการช่วยเหลือจากโครงการเราเที่ยวด้วยกันจะสิ้นสุดในเดือนตุลาคมนี้ หากรัฐบาลยืดระยะเวลาออกไปถึงสิ้นปี 2563 หรือเมษายน 2564 และจัดทำโครงการอื่นในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้คนออกมาเที่ยวมากขึ้นก็สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อย่างดี

สำหรับข้อเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มทุนให้เอสเอ็มอี หากเข้าไม่ถึงซอฟต์โลน สมาคมโรงแรมเคยเสนอให้จัดตั้งกองทุน 1 แสนล้านบาทเพื่อการลงทุนร่วม คิดดอกเบี้ยปีละ 1% จ่ายคืน 7 ปี

โมเดลนี้เคยนำมาใช้แล้วประสบผลสำเร็จในช่วงที่ผู้ประกอบการหลายจังหวัดภาคใต้ฝั่งทะเลอันดามันประสบภัยพิบัติจากสึนามิ โดยมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยปรับปรุงให้มีการบริหารองค์กรแบบมืออาชีพมากขึ้น มีการหาตลาดใหม่ๆ หรือขยายตลาดเพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่รอด หากจะทำรัฐบาลต้องเริ่มทันทีเนื่องจากเดือนตุลาคมนี้ภาวะเศรษฐกิจจะเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่มีผลกระทบมาก

หากภาครัฐไม่ออกนโยบายเร่งด่วนเพื่อสร้างความมั่นใจ เพราะผู้ประกอบการต้องแบกภาระในการจ่ายเงินกู้และดอกเบี้ย เพื่อไม่ให้มีปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ดังนั้นในระยะการกู้ซอฟต์โลน จึงไม่ควรกำหนดเงื่อนไขที่ยุ่งยาก

ขณะที่สถาบันการเงินมักจะมองถึงความสามารถในการชำระเงินคืนของลูกค้า ซึ่งวันนี้ทุกธนาคารบอกตรงกันว่าธุรกิจท่องเที่ยวยังมองไม่เห็นอนาคต

โชนรังสี เฉลิมชัยกิจ
ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

กรณีกลุ่มแคร์มีข้อเสนอถึงรัฐบาลให้ตั้งกองทุนพิเศษฟื้นฟูเอสเอ็มอี เหมือนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินเมื่อปี 2540 ที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งนั้น เรื่องนี้สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้เสนอต่อสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และทีมงานเศรษฐกิจไว้หลายเดือนแล้ว แต่ไม่ได้ออกแถลงการณ์เรื่องนี้ และต้องพิจารณาในรายละเอียดว่าข้อเสนอดังกล่าวเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร โดยในมุมของสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เห็นควรว่าจะต้องกระตุ้นการอยู่รอดของกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีและธุรกิจฐานราก

สำหรับข้อเสนอให้จัดตั้งกองทุน เพราะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ที่มีศักยภาพต่ำลงตอนนี้ ด้วยเกณฑ์ปกติเข้าถึงได้ยาก จึงมองว่าจำเป็นต้องใช้เงื่อนไขหรือกรณีพิเศษ ประกอบกับสมาชิกสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมีผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรที่อยู่ในระบบของกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ตาม พ.ร.บ.ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2540 และพบว่า มีประโยชน์กับเกษตรกร ในแง่ทำให้เกิดทางเลือกในการอยู่รอด ทำให้เกิดสภาพแวดล้อมหรืออีโคซิสเต็ม ที่ทำให้เกษตรกรไม่ใช่ถูกยึดที่ดิน หรือหมดที่ทำกิน หมดโอกาสในอนาคต จึงมองในกรณีเดียวกันว่า เอสเอ็มอีสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับกลุ่มคนที่อาจจะจำเป็นต้องมีสภาพแวดล้อมใหม่ แต่ไม่ได้มองเฉพาะในมุมการเงิน

ทั้งนี้ เบื้องต้นไม่ทราบว่ากลุ่มแคร์มีรายละเอียดข้อเสนออย่างไรบ้าง แต่ในมุมสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย มองว่ามี 3 เรื่องที่ต้องบูรณาการ ได้แก่ 1.การให้สินเชื่อ แม้ค่อนข้างเป็นปลายน้ำ แต่เป็นปลายน้ำที่เป็นหนึ่งในหัวใจอันดับแรกที่อยู่ในใจของผู้ประกอบการ ซึ่งมักจะมองเห็นปัญหาใหญ่ คือเรื่องสภาพคล่องและเงิน

2.เรื่องการทำให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพ ได้มาตรฐานทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องมี หรือกองทุนนี้ต้องเป็นแต้มต่อให้กับผู้ประกอบการ เช่น บัตรกำนัล (เวาเชอร์) ในการตอบโจทย์ลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายในการขอมาตรฐานต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีราคาสูง หรือบัตรกำนัลในการพัฒนาให้เกิดองค์ความรู้ต่างๆ ต่อเนื่อง เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่การเปิดอบรม 3 วัน แต่เป็นการอบรมต่อเนื่องให้กับผู้ประกอบการหรือให้พนักงานในบริษัทของผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ เพราะการที่เอสเอ็มอีทำงานได้ไม่ใช่ทำงานตัวคนเดียว และหากพนักงานไม่เก่งจะไปต่อได้ยาก แต่ถ้าพนักงานเก่ง หรือว่าเข้าใจสิ่งต่างๆ จะช่วยให้ไปต่อได้เร็ว ประกอบกับเอสเอ็มอีไม่สามารถหาพนักงานที่มาจากสถาบันการศึกษาดีๆ หรือกระทั่งจบเกียรตินิยม ซึ่งขึ้นอยู่กับเอสเอ็มอีแต่ละที่ว่ามีเสน่ห์ในการรับพนักงานแค่ไหน

3.ตลาด โดยในส่วนของกองทุนต้องบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องช่องทางตลาด อาทิ กระทรวงพาณิชย์ หรือหน่วยงานกำกับดูแลอย่างสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่ดูแลเอสเอ็มอี ก็จะมีส่วนในการผลักดันไปสู่ตลาด หรือมีกลุ่มที่ปั้นไปสู่เรื่องตลาด

กองทุนไม่ใช่แค่เรื่องเงิน กองทุนที่สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยมอง คือ ต้องมีการบูรณาการ 3 เรื่องดังกล่าวเข้าไปด้วย คำว่าบูรณาการก็ไม่ใช่ว่าต้องทำเอง แต่ว่าบางครั้งการเขียนตัวสภาพแวดล้อมให้ชัดว่า ถ้าเป็นเรื่องนี้ไปที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ถ้าเป็นเรื่องนี้ไปที่กระทรวงพาณิชย์ ถ้าเป็นเรื่องนี้ต้องไปหน่วยงานไหนอย่างไรที่ชัดเจน ไม่ใช่เป็นเพียงโครงภาพเพียงอย่างเดียว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คอฟฟี่เบรก : กะเซอร์ไพรส์
บทความถัดไปมาแล้วจ้า ชมโฉม ‘น้องเรมา’ ลูกชายคนแรกของ แนท ณัฐชา-เป๊ก รัฐภูมิ