จับกระแสชุมนุมเดือนตุลาฯ ข้อเสนอ‘ถอนฟืนออกจากไฟ’

จับกระแสชุมนุมเดือนตุลาฯ ข้อเสนอ‘ถอนฟืนออกจากไฟ’

หมายเหตุเป็นความเห็นของนักวิชาการและข้อเสนอเพื่อทางออกต่อสถานการณ์ชุมนุมใหญ่ในเดือนตุลาคม เรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่แสดงความเป็นห่วงจะบานปลายจนเกิดความขัดแย้งรุนแรง

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
นักวิชาการสถาบันรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

การปรับเปลี่ยนตัวบุคคลหรือแกนนำของพรรคเพื่อไทย เป็นภาพสะท้อนจากข้อขัดแย้งของกลุ่มพลังภายในของพรรค หากจะประเมินผลกับสถานการณ์การเมืองไทยอย่างไร เมื่อพิจารณาจากเลขาธิการพรรคคนใหม่ยังไม่เห็นบทบาทของการเป็นผู้นำทางปัญญา หรือผู้นำทางยุทธศาสตร์ ก็ไม่น่าจะบอกได้ว่าในอนาคตจะออกมาขับเคลื่อนหรือผลักดันการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อประชาธิปไตยมากขึ้น นอกเหนือจากการแก้ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างกลุ่มต่างๆ ภายในพรรค

ดังนั้น จึงไม่สามารถเชื่อมโยงการทำงานของกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่จะร่วมผลักดันต่อสู้กับประชาชนบนท้องถนนมากขึ้นหรือไม่ อย่างไร หรืออาจเป็นเพียงแค่การปรับเปลี่ยนกลุ่มผู้บริหารที่ยังไม่สะท้อนภาพของการมีแกนนำทางด้านยุทธวิธีในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่เข้มข้นมากไปกว่าเดิม

สิ่งที่รัฐบาลควรทำในการรับมือกับการชุมนุมใหญ่วันที่ 14 ตุลาคมนี้ รัฐบาลต้องไม่ใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุม เพราะการชุมนุมที่เกิดขึ้นเป็นผลของความต่อเนื่องของการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยของนักศึกษา นักเรียน และประชาชน เมื่อกลับไปดูตัวอย่างหน้าประวัติศาสตร์ไทยในรอบ 5 ทศวรรษที่ผ่านมา ที่มีการปราบปรามการชุมนุมด้วยความรุนแรง 4 ครั้ง เฉลี่ย 10 ปี 1 ครั้ง

แน่นอนว่าการใช้กำลังเข้าปราบปรามมีต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจสูงมาก ซึ่งรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจจากการรัฐประหารอาจจะไม่สนใจ แต่ในภาวะปัจจุบันต้องคิดใหม่ เพราะเวลา 7 ปีของ คสช.ที่สืบทอดอำนาจมาจากการทำรัฐประหารสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่มีความสามรารถจะทำให้ประเทศมุ่งไปสู่ความเจริญหรือก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และความก้าวหน้าทางด้านประชาธิปไตย ดังนั้น การชุมนุมของประชาชนที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นสิทธิอันชอบธรรม ขณะที่รัฐบาลสามารถดูแลรักษาความสงบได้ แต่ไม่ควรคิดที่จะล่วงล้ำเพื่อใช้ความรุนแรง

การนัดชุมนุมเมื่อเดือนกันยายน 2563 ทั้งกลุ่มประชาชนปลดแอกและกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายการจัดการชุมนุมได้เตรียมพร้อมดูแลมวลชนจำนวนมากให้ชุมนุมด้วยความสงบ ไม่ได้มีเป้าหมายนำไปสู่การเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ และสามารถยุติการชุมนุมได้เรียบร้อย ดังนั้น จากประสบการณ์ของการชุมนุมในรอบ 3 เดือน แม้ว่าจะมีความหลากหลาย แต่ความหลากหลายดังกล่าวเป็นสิ่งที่สังคมไม่เคยเห็นมาก่อนในการชุมนุมเมื่อ 7 ปีที่แล้วหรือก่อนหน้านั้น

ความหลากหลายจึงเป็นลักษณะพิเศษในยุคนี้ เพราะประเด็นของการเรียกร้องมาจากการซุกปัญหาจำนวนมากไว้ใต้พรม และฝ่ายที่จัดการชุมนุมคงประเมินว่าจะจัดการชุมนุมโดยสงบและสันติได้อย่างไร จึงจะทำให้ประชาชนได้รับชัยชนะ และต้องติดตามว่ากระแสร้อนแรงในโซเชียลเน็ตเวิร์กกับการชุมนุมภาคสนามจะสอดคล้องกันหรือไม่ เพราะกระแสในโซเชียลเป็นเรื่องที่ใครๆ ในฐานะปัจเจกบุคคลก็สามารถนำเสนอได้ แต่เมื่อมาอยู่ในสถานที่การชุมนุมที่ถูกควบคุมประเด็นและการเคลื่อนไหว จะทำให้ผู้เข้าร่วมคิดว่าทัศนคติส่วนตัวที่มีความรุนแรงจะต้องลดลง

สำหรับข้อเสนอของบางฝ่ายขอให้เปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อเสนอให้รัฐสภาผ่านวาระแรกเพื่อเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนวันที่ 14 ตุลาคมนี้ หากมองพฤติกรรมของรัฐบาลที่ผ่านมา ชัดเจนว่าไม่ได้ส่งเสริมการสร้างระบอบประชาธิปไตย แต่ต้องการรักษาอำนาจทางการเมือง ส่วนตัวเชื่อว่าข้อเสนอคงเป็นไปไม่ได้หากมีแนวทางจริงรัฐบาลคงไม่ตั้งคณะกรรมาธิการไปศึกษาเพิ่มเติมอีก และควรรับร่างฉบับใดฉบับหนึ่งไปแล้ว เพื่อลดกระแสความรู้สึกไม่พอใจของประชาชนในฝ่ายประชาธิปไตย แต่การใช้วิธียื้อเวลาก็เป็นการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น เพราะที่ผ่านมามีการยื้อการเลือกตั้งระดับชาติและการเลือกตั้งท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

บรรณ แก้วฉ่ำ
นักวิชาการด้านกฎหมายการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่น

หลังจากพรรคเพื่อไทยมีการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เห็นว่าไม่น่าจะรองรับการปรองดองกับฝ่ายรัฐบาล เพราะการจะเข้าร่วมกับรัฐบาลในช่วงนี้จะทำลายความน่าเชื่อถือของประชาชน การจะเข้าร่วมจะต้องผ่านเหตุการณ์ยุบสภาก่อนแล้วเลือกตั้งใหม่เท่านั้น

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้จึงเป็นความพยายามแก้ปัญหาความเป็นเอกภาพ ทั้งในเชิงต่อสู้ทางการเมืองและอุดมการณ์ เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาภาพลักษณ์ที่ปรากฏสู่สายตาประชาชนถูกมองว่า หลายเรื่องมีความลังเลว่าจะสู้หรือจะถอย ขณะที่การเมืองยุคใหม่ ความชัดเจนในอุดมการณ์ของพรรคการเมืองมีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่น อุดมการณ์ในด้านขับเคลื่อนเรื่องการกระจายอำนาจ เนื่องจากปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก พรรคการเมืองใดมีอุดมการณ์ทางการเมืองในเรื่องการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำโดยตรง จะได้รับการยอมรับจากประชาชนมากขึ้น

ที่น่าจับตามองคือ การปรับปรุงพรรคเพื่อไทยครั้งนี้เห็นได้ชัดว่ามีการดึงเอาคนรุ่นใหม่มาร่วมเป็นกรรมการบริหารพรรคด้วย ถือเป็นนัยสำคัญว่าประสงค์จะสร้างการยอมรับจากนักเรียนนักศึกษาที่ออกมาชุมนุม จึงเป็นไปได้ว่า ต่อไปนี้การชุมนุมเรียกร้องของนักเรียนนักศึกษาน่าจะมีแนวร่วมและมีผู้เข้าร่วมมากกว่าเดิม และจะได้รับการสนับสนุนให้มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะสถานการณ์การชุมนุมที่จะมีขึ้นในวันที่ 14 ตุลาคม มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีแรงจูงใจจากความไม่พอใจจากกรณีตั้งคณะกรรมาธิการในชั้นก่อนรับหลักการ ชัดเจนว่าเป็นการถ่วงเวลาโดยหาเหตุผลรองรับไม่ได้

จึงเชื่อว่ามีพลังเพียงพอที่จะกดดันรัฐบาล และทำให้ฝ่ายรัฐบาลยอมเห็นชอบในข้อเรียกร้องที่อาจจะให้รัฐสภาเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เพื่อให้รัฐสภารับความกดดันจากการชุมนุมแทนที่รัฐบาลจะออกมาแบกรับภาระทั้งหมด

สมชัย ศรีสุทธิยากร
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา มหาวิทยาลัยรังสิต

ทางออกที่น่าจะทำได้และเหมาะสมมากกว่าการเปิดสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณารับหรือไม่รับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ คือต้องขอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ประชุมแล้วเสนอญัตติการแก้ไขฉบับของ ครม. ช่องทางนี้รัฐบาลไม่เคยทำ หากรัฐบาลใช้ช่องทางนี้ก็จะทำให้ดูเหมือนว่าตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นสำหรับญัตติของรัฐบาลน่าจะต้องมีความก้าวหน้ามากกว่าร่างญัตติที่พรรคร่วมรัฐบาลเสนอให้แก้ไขเฉพาะมาตรา 256 และเป็นการส่งสัญญาณถึง ส.ว.ด้วยว่า ต้องการขอความร่วมมือในการพิจารณาร่างของรัฐบาล ส่วนความก้าวหน้าในการเสนออาจจะยอมให้มีการแก้ไขมาตรา 272 เพื่อไม่ให้ ส.ว.เลือกนายกรัฐมนตรี แก้ไขมาตรา 269 เพื่อให้ ส.ว.ปัจจุบันออกไปจากระบบการเมือง เปิดโอกาสให้มีการเลือก ส.ว.ตามมาตรา 107 ไปทำหน้าที่แทน ถ้ารัฐบาลทำประเด็นนี้เชื่อสถานการณ์อาจจะเย็นลงและได้ใจประชาชน
ก่อนการชุมนุมใหญ่ในเดือนตุลาคมนี้ หากวันนี้รัฐบาลจะมีแนวทางอะไรออกมาเพื่อระงับยับยั้งก็ดูเหมือนจะสายเกินไป เพราะประเด็นการชุมนุมเริ่มเปลี่ยนจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล เพราะเห็นว่าขาดความจริงใจในการปกครองประเทศ มองแค่ประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง

เพราะฉะนั้น จึงไม่ง่ายที่จะลดกระแสการชุมนุมด้วยการทำอะไรก็ตามจากฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ หรือการแสดงท่าทีเพื่อหนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ถือว่ายากในการลดกระแสการชุมนุม เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผ่านมา ผู้มีอำนาจไม่ควรปล่อยให้มาถึงจุดนี้ ทำให้มีความยากลำบากในการแก้ไข แม้ว่านายกรัฐมนตรีจะออกมาพูดในเชิงการสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระแรกในการเปิดสภาเดือนพฤศจิกายน ก็ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ซึ่งไม่ทันกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นเฉพาะหน้า แต่ถ้ามีข้อเสนอจากการเสนอญัตติของรัฐบาลที่ก้าวหน้ากว่าของพรรคร่วมรัฐบาลอาจจะเป็นวิธีการกระทำที่ลดกระแสได้ แต่ไม่ได้ลดลงทันที ดังนั้น รัฐบาลถึงที่สุดอาจจะหาทางลงด้วยการลาออก หรือยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน

ขณะที่การปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน นอกจากมอบอำนาจให้ ส.ส.เขตในภาคอีสานมากขึ้น เข้าใจว่าท่าทีของพรรคจะรอคอยเพื่อดูสถานการณ์และปรับทิศทางของพรรคให้เหมาะสมกับสถานการณ์มากกว่า ยังไม่มีท่าทีผลีผลามจะร่วมลงถนนได้ในทันที

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon