ผู้ว่าธปท.คนใหม่ฉายภาพศก. ตั้ง5โจทย์ช่วยผู้ป่วยไอซียู แก้วิกฤตหนี้จากพิษโควิด
หมายเหตุ – นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่แถลงนโยบายการทำงานและภาพรวมเศรษฐกิจไทยต่อสื่อมวลชนครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่ง ที่ ธปท. เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม
ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังคงติดลบต่อเนื่องในไตรมาส 4/2563 ไปถึงต้นปี 2564 คาดว่าจะฟื้นกลับมาเป็นบวกได้ในไตรมาส 2/2564 แต่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะกลับคืนมาเหมือนช่วงก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 ในไตรมาส 3/2565 สำหรับเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2563 จะติดลบประมาณ 7.8% ถึงติดลบ 8.0%
การทำงานหลังจากนี้กำหนด 5 โจทย์ใหญ่ ได้แก่ 1.การแก้ไขวิกฤตหนี้อย่างยั่งยืน เพื่อให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 และฟื้นตัวได้ 2.รักษาเสถียรภาพระบบการเงิน เพื่อทำหน้าที่สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ การดูแลสินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือหนี้ไม่ก่อรายได้ (เอ็นพีแอล)
3.รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ให้โครงสร้างเศรษฐกิจการเงินไทยสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงภายใต้สถานการณ์โควิด-19 และระยะต่อไปได้ดี 4.สร้างความเชื่อมั่นของสาธารณชน ให้ ธปท. เป็นหนึ่งในองค์กรที่ประชาชนเชื่อมั่นที่สุด และ 5.พัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน ให้ ธปท.เป็นองค์กรที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ และสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย
ธปท.ต้องเตรียมเครื่องมือไว้ให้ครบ เนื่องจากปัญหาหลากหลาย รวมถึงการฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดโควิด-19 คาดว่าจะใช้เวลานานและมีความไม่แน่นอนระหว่างทางค่อนข้างสูง ปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงคือผลข้างเคียง และผลระยะยาว เนื่องจากหากเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะสั้น สามารถอัดยาแรงในการแก้ไขได้ แต่ขณะนี้เมื่อมีความยาวเพิ่มเข้ามา ต้องนึกถึงผลข้างเคียงที่จะตามมาด้วย เพื่อไม่ให้การแก้ไขปัญหาในระยะสั้น บั่นทอนการแก้ไขปัญหาในระยะยาวต่อไป
การคำนึงถึงผลข้างเคียงในระยะยาว อาทิ การพักชำระหนี้ มีความจำเป็นต้องออกมาช่วยเหลือในระยะสั้นแต่ผลข้างเคียงในระยาวมีค่อนข้างสูง หากลูกหนี้ที่ยังมีความสามารถชำระหนี้ แต่ไม่ยอมชำระหนี้ ผ่อนผันไปเรื่อยๆ จะทำให้หนี้สะสมต่อเนื่อง
รวมถึงการเหมาความช่วยเหลือไปให้กับทุกคน จะเป็นการสร้างแรงจูงใจที่ไม่ดีให้กับภาพรวม อาทิ คนที่สามารถจ่ายได้ ก็ไม่ยอมจ่าย เป็นการสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจ หากปล่อยให้เกิดขึ้นจะอันตรายมาก เพราะโอกาสในการขยายเป็นวงกว้างจะมีสูง หากพักหนี้เพิ่มเติมอีก 1 ปี จะทำให้กระแสเงินสดหายไปจากสถาบันการเงินกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะกระทบกับเสถียรภาพของสถาบันการเงินในอนาคต
ธปท.พยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างแท้จริง อาทิ การออกมาตรการพักชำระหนี้ จะสิ้นสุดวันที่ 22 ตุลาคมนี้ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการปูพรมให้ความช่วยเหลือทุกคน ซึ่งเหมาะกับช่วงล็อกดาวน์ ที่ต้องเน้นแช่แข็งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไว้ก่อน หลังจากคลายล็อกดาวน์แล้ว ก็เริ่มเห็นการฟื้นตัวทยอยเกิดขึ้นเรื่อยๆ การแก้ไขจึงต้องจบลงแล้ว ต่อไปต้องปรับเพื่อให้มาตรการช่วยเหลือทำได้ตรงจุดมากขึ้น ต้องแยกแยะว่าใครที่สามารถชำระหนี้ได้ ส่วนผู้ที่ยังแช่หนี้ไว้ แม้จะพักการชำระชั่วคราว แต่หนี้ยังเดินอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้พอกพูนหนี้สะสมในระยะถัดไป
กลุ่มลูกหนี้ที่ยังไม่สามารถชำระหนี้ได้จริงๆ ต้องหามาตรการช่วยเหลือ อาทิ การปรับโครงสร้างหนี้ ให้เวลาจรจากับสถาบันการเงินของตนเองภายในสิ้นปี 2563 สำหรับกลุ่มที่กระแสเงินสดอาจยังไม่มีความชัดเจนมากนัก สามารถเจรจากับสถาบันการเงิน เพื่อยืดเวลาชำระหนี้ออกไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2564 ทั้งหมดเป็นตัวอย่างในการแยกมาตรการช่วย เพื่อเตรียมรองรับความแตกต่างในการฟื้นตัว และลักษณะความแตกต่างของลูกหนี้แต่ละราย
ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ ค่อนข้างจะอยู่นาน แต่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งต้องใช้เวลา เนื่องจากปัญหาในรอบนี้ เกิดขึ้นทั้งโลก ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้ทำนโยบายเศรษฐกิจ ไม่เคยเจอปัญหาในลักษณะแบบนี้มาก่อน เพราะวิกฤตที่ผ่านมา การเงิน การคลัง อัตราแลกเปลี่ยนการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นมีตำราวิธีการแก้ไขไว้ให้อยู่แล้ว แต่ปัญหาขณะนี้ถือเป็นของใหม่ ทำให้วิธีการรับมืออาจต้องเป็นการลองผิดหรือลองถูกบ้าง ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่หลายประเทศทั่วโลกก็อยู่ในรูปแบบการแก้ไขที่คล้ายกัน เน้นความยืดหยุ่นสูงในการแก้ปัญหา
ปัจจัยบวกในประเทศไทยขณะนี้ เป็นเรื่องการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำได้ดีมาก และเสรีภาพทางการเงิน ที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี รวมถึงศักยภาพด้านหนี้ต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำ แต่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ทำให้ไทยสามารถรองรับผลกระทบต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับตลาดการเงินได้ดีมากหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่หนี้สาธารณะยังอยู่ต่ำกว่าเพดาน ยังสามารถบริหารจัดการหนี้ได้
ด้านตลาดแรงงานของไทย ถือว่ามีความยืดหยุ่นสูงมาก แม้จำนวนผู้ว่างงานจะเพิ่มขึ้น แต่คนที่ตกงานสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานไปยังงานอื่นๆ ได้ อาทิ โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยว ทำให้แรงงานภาคบริการตกงานค่อนข้างมาก แต่ในความยืดหยุ่นของแรงงาน สามารถปรับไปทำงานอย่างอื่นแทนได้
ปัญหาขณะนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การตกงานหรือว่างงาน แต่อยู่ที่คนทำงานน้อยกว่าเดิมมาก ทำให้รายได้หายไปจากเดิม หรือมีเงินไม่มากเท่าเดิม หากเทียบกับประเทศอื่น ตัวเลขการจ้างงานเพิ่มขึ้น ฟื้นตัวช้ากว่าประเทศไทย แต่เรื่องผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแรงงาน การแก้ไขปัญหาด้านชั่วโมงการทำงานที่น้อยลง ต้องเร่งเข้าไปดูแล ยกตัวอย่างเหมือนคนไข้ ที่เข้ามาตรวจอาการพบว่าอาการหนักมาก ไม่มียาวิเศษรักษาได้อย่างรวดเร็ว แต่มียาที่รักษาให้ได้ ต้องใช้เวลา

วิกฤตโควิด-19 ถือเป็นวิกฤตสาธารณสุขที่ส่งผลกระทบเชื่อมโยงกันทั่วโลก ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักพร้อมๆ กันทุกประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีของไทยจะเหลือเพียง 6.7 ล้านคน จากเดิมที่เคยมีนักท่องเที่ยวเกือบ 40 ล้านคน คิดเป็นรายรับที่หายไปถึงประมาณ 10% ของจีดีพี การส่งออกสินค้าในไตรมาส 2 มีอัตราการหดตัวหนักที่สุดในรอบ 11 ปี เปรียบเสมือนอาการของผู้ป่วยหนักที่รักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู
หลังผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ หรือผู้ป่วยออกมาพักฟื้นจากห้องไอซียูแล้ว บริบทประเทศได้เปลี่ยนไปอย่างน้อย 3 ด้านคือ 1.การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจแตกต่างกันมาก ทั้งในมิติสาขาเศรษฐกิจ มิติเชิงพื้นที่ และขนาดของธุรกิจ 2.การฟื้นตัวของเศรษฐกิจคาดว่าจะใช้เวลานานไม่น้อยกว่า 2 ปี ในการกลับสู่ระดับก่อนโควิด-19 สาเหตุเพราะโครงสร้างของสินค้าและตลาดส่งออกของไทยกระจุกอยู่ในกลุ่มสินค้าและตลาดที่ฟื้นตัวช้า และ 3.มีความไม่แน่นอนว่าวัคซีนจะสำเร็จเมื่อใด ภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นได้ระดับใด จึงเกิดคำถามว่าทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน
ธปท.ต้องมองภาพรวม ไม่ใช่มองภาพเล็กๆ อาทิ การส่งออกและนำเข้าเท่านั้น สิ่งที่ ธปท.ทำคือสิ่งที่เหมาะสมกับส่วนรวมที่สุด มีหลักการในกระบวนการทำงานใหม่ เพื่อตอบโจทย์วิกฤตนี้คือ “คิดรอบ ตอบได้” จะสะท้อนการทำงานของ ธปท. ว่ากว่าจะออกนโยบายอะไรมา มีการคิดมาอย่างดีแล้วจริงๆ
สำหรับการบริหารนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ถือเป็นเรื่องที่ต้องสื่อสารและทำความเข้าใจ เนื่องจากการเคลื่อนไหวของค่าเงินจะไปในทิศทางใดนั้น ย่อมมีทั้งผู้ได้รับประโยชน์ และได้รับผลกระทบ การตัดสินใจเรื่องการบริหารนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ต้องดูถึงสาเหตุและปัจจัยรอบด้าน เนื่องจากปัจจัยมีทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี พบว่าการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทกว่า 85% มีผลมาจากปัจจัยทิศทางค่าเงินสกุลหลัก ได้แก่ ดอลลาร์สหรัฐ และค่าเงินสกุลหลักในภูมิภาค โดยมีเพียง 15% เท่านั้นที่มาจากปัจจัยในประเทศ
ส่วนนโยบายการเงิน ในการช่วยดูแลปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยนอกจากอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว ยังถือว่าต่ำสุดในภูมิภาคด้วย ทำให้มีช่องว่างที่จำกัด จะเห็นว่าช่วงนี้บทบาทของมาตรการทางการคลัง จะต้องเป็นหลักหรือเป็นพระเอกในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ แต่สิ่งที่ ธปท.คำนึงถึงคือ จะต้องบริหารจัดการเรื่องของอัตราดอกเบี้ย และสภาพคล่องทางการเงิน รวมถึงสภาวะตลาดเงินโดยรวม ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
มาตรการเพิ่มเติมที่ ธปท.จะออกมาดูแลและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ยังไม่รีบร้อนออกมา เพราะต้องใช้เวลาและอยู่ในระหว่างการพิจารณา เพื่อให้มาตรการที่จะออกมา แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดอย่างแท้จริง ไม่ใช่สักแต่ว่าจะออกมาเป็นสีสัน โดยมาตรการที่จะออกมานั้น ต้องเป็นยาที่เหมาะสม และช่วยได้จริงด้วย ยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน
ปัจจัยที่ยังมีความกังวลอยู่คือ การบริหารจัดการ เนื่องจากประเทศไทยมักคุยกันเรื่องนโยบายค่อนข้างมาก มีมาตรการออกมาเยอะ ทำให้โจทย์ที่เจอขณะนี้ ที่เป็นปัญหาบ่อยๆ คือเรื่องของการจัดการจริงๆ การจะให้มาตรการด้านการเงินเป็นตัวขับเคลื่อน คงเป็นไปไม่ได้ เพราะภาคท่องเที่ยว การบริโภค เป็นเครื่องมือสร้างความต้องการ (ดีมานด์) หลัก ได้หายไปจากประเทศไทย แต่จะให้ฝั่งนโยบายการเงินหาดีมานด์มาทดแทนคงไม่ใช่ ต้องอาศัยเครื่องมืออื่นเข้ามาช่วยแทน
ขณะที่ฝั่งการเงิน ต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ หากเปรียบเทียบกับทีมฟุตบอลแล้ว นโยบายการเงินไม่ใช่กองหน้า แต่เป็นกองหลัง มีความสำคัญมาก แต่ก็มีข้อจำกัด เพราะทีมฟุตบอลหากกองหลังไม่แข็ง เตะอย่างไรก็แพ้ จึงต้องแน่ใจในเรื่องด้านต่างๆ อย่างแท้จริง แต่จะให้ทีมชนะเพราะกองหลัง ก็คงไม่ใช่ เพราะต้องมีการประสานกัน และอาศัยเครื่องมืออื่นๆ มาช่วยแบบสอดคล้องไปด้วยกัน
ส่วนปัจจัยการเมือง กรณีการชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายพื้นที่ทั่วประเทศขณะนี้ หากยืดเยื้อและยาวนาน ผลจะเป็นอย่างไรต้องตามดูอย่างใกล้ชิด แต่แน่นอนว่ามีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมถึงกระทบความสามารถในเรื่องการจัดการภายในด้วย
สิ่งที่ ธปท.ให้ความสำคัญที่สุด คือการจัดการปัญหาจะต้องเป็นที่พึ่งทางใจในด้านเศรษฐกิจ เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด ที่อาจเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจ ส่วนผลกระทบจะมากหรือน้อยเท่าใดนั้น ยังจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป

