ศึกชิงทำเนียบขาว2020 ‘ทรัมป์’ กับ ‘ไบเดน’ ผลต่อโลกและไทย

2.11.20 | 11:33 น.

หมายเหตุ – โต๊ะต่างประเทศ “มติชน” วิเคราะห์ถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน กับ โจ ไบเดน จากพรรคเดโมแครต ที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายน และผลกระทบจากประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ที่มีต่อประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย

 

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 59 ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ จะเป็นการชี้ขาดว่าประธานาธิบดีคนที่ 45 ของประเทศอย่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนของพรรครีพับลิกัน จะสามารถดำรงตำแหน่งต่อเนื่องเป็นสมัยที่ 2 อย่างที่ทรัมป์ต้องการหรือไม่ หรือสหรัฐอเมริกาจะมีประธานาธิบดีคนใหม่เป็นลำดับที่ 46 อย่าง โจ ไบเดน นักการเมืองเดโมแครต จากรัฐเดลลาแวร์ ที่คลุกคลีอยู่กับการเมืองอเมริกันมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 แต่เพิ่งเป็นที่รู้จักกันในระดับประเทศและโลก เมื่อดำรงตำแหน่ง รองประธานาธิบดี ของประธานาธิบดี บารัค โอบามา

แต่ไม่ว่าใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ก็ตามที ประการหนึ่งที่แน่นอนแล้วก็คือ ด้วยความสูงอายุของทรัมป์ ที่อายุ 74 ปี และไบเดน ในวัย 77 ปี ทำให้ประธานาธิบดีใหม่ของสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นทรัมป์หรือไบเดน จะทำสถิติเป็นประธานาธิบดีสูงวัยที่สุดที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา

เนื่องด้วยเป็นชาติมหาอำนาจ ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกาจึงไม่เพียงส่งอิทธิพลต่อสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงสภาวการณ์โดยรวมของโลกและของแต่ละประเทศอย่างใหญ่หลวงตามไปด้วย

Advertisement

ต่อไปนี้คือคุณลักษณะจำเพาะ และประเด็นสำคัญต่างๆ ของการเลือกตั้งครั้งนี้ สำหรับเพื่อทำความเข้าใจถึงระบบและกระบวนการในการคัดสรรผู้นำสหรัฐอเมริกาคนใหม่ต่อไป

การเลือกตั้งทางอ้อม

การเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกา ไม่ได้เป็นการเลือกตั้งทางตรง ซึ่งใช้จำนวนคะแนนเสียงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมอบให้กับผู้สมัคร เป็นเครื่องชี้ขาดชัยชนะหรือพ่ายแพ้ หากแต่เป็นการเลือกตั้งทางอ้อม โดยอาศัยคะแนนโหวตของประชาชนในแต่ละรัฐของสหรัฐอเมริกา เป็นเครื่องชี้ขาดว่า ‘คณะผู้เลือกตั้ง’
ของรัฐนั้นๆ จะต้องไปลงคะแนนเสียงให้กับผู้ใดระหว่างทรัมป์ กับ ไบเดน

จำนวนคณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดี หรืออิเลคโทรัล คอลเลจ ของแต่ละรัฐมีจำนวนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรในแต่ละรัฐนั้นๆ โดยคิดสัดส่วนแบบเดียวกับการคิดสัดส่วนเพื่อกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละรัฐ ดังนั้น จำนวนคณะผู้เลือกตั้งของรัฐจึงเท่ากับจำนวน ส.ส.ของรัฐ บวกกับจำนวนสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งแต่ละรัฐจำกัดให้มีเพียง 2 คนเท่ากันทุกรัฐ

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จำนวนคณะผู้เลือกตั้งทั้งหมดเท่ากับ 538 เสียง ดังนั้น ผู้ที่จะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ จึงจำเป็นต้องได้รับคะแนนเสียงคณะผู้เลือกตั้งอย่างน้อย 270 เสียง

ระบบการจัดสรรคณะผู้เลือกตั้งนั้น รัฐเกือบทั้งหมดใช้วิธีการมอบจำนวนคณะผู้เลือกตั้งให้กับผู้ที่ชนะคะแนนดิบในรัฐนั้น ยกเว้นเพียง 2 รัฐ คือ รัฐเมนกับรัฐเนบราสกา

เมนและเนบราสกา ใช้วิธีจัดสรรแบบเดียวกัน คือ ผู้ชนะคะแนนดิบจะได้รับเสียงคณะผู้เลือกตั้งไป 2 เสียง ในส่วนที่เหลือจะจัดสรรให้กับพรรคที่ผู้สมัคร ส.ส.ที่ชนะเลือกตั้งในรัฐแต่ละเขตเลือกตั้ง เขตละ 1 คน

คณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีจะจัดประชุมกันอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 ธันวาคม เพื่อลงมติเลือกผู้สมัครคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็นประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ

การลงมติดังกล่าว ส่วนใหญ่จะสอดคล้องกับชัยชนะของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในแต่ละรัฐ ตามที่กฎหมายของรัฐกำหนดไว้ แต่ในหลายรัฐที่ไม่มีกฎหมายบังคับไว้ คณะผู้เลือกตั้งส่วนใหญ่ก็มักลงคะแนนเลือกผู้ที่ชนะเลือกตั้งในรัฐตน แม้สามารถจะเปลี่ยนใจไปเลือกผู้สมัครพรรคตรงกันข้ามได้ก็ตาม

กระบวนการเลือกตั้งทางอ้อมโดยใช้คณะผู้เลือกตั้งประธานาธิบดีเช่นนี้ ทำให้ไม่จำเป็นว่า ตัวแทนของพรรคที่มีคะแนนโหวตจากประชาชนมากที่สุด จะเป็นผู้ชนะเสมอไป ตัวอย่างเช่น นางฮิลลารี คลินตัน ได้รับคะแนนโหวตจากประชาชนมากกว่าทรัมป์ ถึงกว่า 3 ล้านเสียง แต่ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้งเพียง 232 เสียง แพ้ให้กับทรัมป์ ที่ได้คะแนนคณะผู้เลือกตั้ง 306 เสียง ในปี 2016 ที่ผ่านมา

อิทธิพลของโควิด-19

การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ มีขึ้นในขณะที่ภายในประเทศเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในระดับสูงที่สุด

6 วันก่อนหน้าวันเลือกตั้ง ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายวันในสหรัฐอเมริกาพุ่งขึ้นสูงทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ที่ 91,000 คนต่อวัน

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการเลือกตั้งครั้งนี้สูงมาก ตั้งแต่การกลายเป็นประเด็นสำคัญในการรณรงค์หาเสียง เรื่อยไปจนถึงการทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ กลายเป็นการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ที่มีผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม จำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าพุ่งขึ้นไปเกินกว่า 91 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 65 เปอร์เซ็นต์ของการใช้สิทธิทั้งหมดในการเลือกตั้งเมื่อครั้งที่ผ่านมาในปี 2016

ผู้สันทัดกรณีการเลือกตั้งสหรัฐอเมริการะบุว่า การลงคะแนนเสียงล่วงหน้าจำเป็นต้องมีการตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะเลือกผู้สมัครคนใด ทำให้มีความเป็นไปได้สูงมากว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะหลงเหลือจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงที่ยังไม่ตัดสินใจ หรือยังสามารถเปลี่ยนใจได้ก่อนเดินทางไปคูหาเลือกตั้งน้อยมาก

พูดอีกอย่างก็คือ โอกาสที่ผลการเลือกตั้งจะพลิกผันไปจากผลการเลือกตั้งล่วงหน้า ก็ลดน้อยลงตามไปด้วย

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายรัฐของสหรัฐอเมริกาตัดสินใจอำนวยความสะดวกให้กับการใช้สิทธิล่วงหน้ามากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้การระบาดขยายตัวออกไปอีก

การใช้สิทธิล่วงหน้าในการเลือกตั้งครั้งนี้ จึงไม่จำกัดอยู่เฉพาะแค่ผู้ที่รู้ตัวล่วงหน้าว่า จะไม่อยู่ หรือไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิในวันเลือกตั้งได้เพราะพำนักอยู่ในต่างประเทศเท่านั้น

แต่การที่แต่ละรัฐกำหนดเส้นตายให้ส่งบัตรที่ลงคะแนนแล้วกลับคืนสู่หน่วยเลือกตั้งแตกต่างกันออกไป โดยแม้ว่าส่วนใหญ่ยังกำหนดให้ถือเอาค่ำวันที่ 3 พฤศจิกายนเป็นเกณฑ์ เพื่อให้บัตรเลือกตั้งเหล่านั้นสามารถนับเป็นคะแนนเลือกตั้งร่วมกับบัตรทั่วไปได้ ยังคงมีหลายรัฐที่กำหนดแตกต่างออกไป เช่น รัฐเพนซิลเวเนีย กำหนดให้นับคะแนนบัตรเลือกตั้งที่มาถึงหน่วยเลือกตั้ง 3 วันหลังวันเลือกตั้งได้ หรือรัฐเนวาดา ที่กำหนดให้บัตรที่มาถึงหลังวันเลือกตั้ง
10 วันเป็นบัตรดี เป็นต้น

ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ก่อให้เกิดการฟ้องร้องกันสูงมาก และเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดการชุมนุมประท้วง หรือก่อเหตุรุนแรงขึ้นภายหลังการเลือกตั้งสิ้นสุดลง

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เอง ยืนยันมาตลอดว่า ข้อกำหนดให้ถือว่าบัตรที่มาหลังวันเลือกตั้งเป็นบัตรดี และต้องนับคะแนนร่วมด้วย ทำให้เกิดการโกงการเลือกตั้งขึ้นได้ และจะไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้

ชัยชนะของ โจ ไบเดน?

สภาวะแวดล้อมดังกล่าวเหล่านี้ ทำให้การประเมินผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปได้ยากมากเป็นพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญการเลือกตั้งอเมริกันหลายคนเชื่อว่าสถานการณ์ในเวลานี้ เอื้อต่อการได้ชัยชนะของตัวแทนจากพรรคเดโมแครตสูงมาก

นั่นหมายความว่า โจ ไบเดน จะกลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกา และเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ความเห็นดังกล่าว สอดคล้องกับผลการสำรวจความคิดเห็นหรือการทำโพล ซึ่งโดยเฉลี่ยทั่วประเทศแล้ว ยังคงให้ ไบเดน นำหน้าทรัมป์อยู่ห่างพอสมควร ระหว่าง 8-10 จุด

อย่างไรก็ตาม มีข้อโต้แย้งจากผู้เชี่ยวชาญเช่นกันว่าสถานการณ์ในเวลานี้ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันกับเมื่อ 4 ปีก่อน ที่หลายคนฟันธงไว้ล่วงหน้าว่า ผู้ชนะคือนางฮิลลารี คลินตัน ทั้งๆ ที่ผลการเลือกตั้งจริงๆ ผู้ชนะคือ ประธานาธิบดีทรัมป์

ผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มนี้ยังคงอ้างเอา ‘เสียงเงียบ’ ของคนผิวขาว ที่เคยเป็นพลังผลักดันให้ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะนอกเหนือความคาดหมายเมื่อ 4 ปีก่อน นั่นคือกลุ่ม ‘คนขาวที่การศึกษาไม่ถึงระดับปริญญาตรี’ ซึ่งสำนักโพลทั้งหลายไม่ให้ความสนใจ และกลายเป็นปัจจัยพลิกผันนอกเหนือความคาดหมายในที่สุด

สำนักโพลทั้งหลายในการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำผิดซ้ำสองอีกหรือ คือคำถามสำคัญในเวลานี้

ตามข้อมูลที่ ‘เรียลเคลียร์โพลิติคส์’ เว็บไซต์การเมืองชื่อดังของสหรัฐอเมริกาแสดงเอาไว้ บ่งบอกว่า ไบเดน ไม่เพียงนำหน้า ทรัมป์ เยอะกว่า ฮิลลารี มากในระดับประเทศ แม้แต่ในรัฐที่ถือกันว่าเป็น ‘สวิง สเตทส์’ หรือ ‘แบทเทิลกราวด์ สเตทส์’ ราว 9-13 รัฐ คะแนนนิยมของไบเดนก็นำหน้าทรัมป์ ทั้งสิ้น ยกเว้นแค่ใน 2 รัฐเท่านั้นเอง คือ เท็กซัส กับ แอริโซนา

อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วเป็นการนำหน้าไม่มากนัก คือไบเดนเหนือกว่าทรัมป์ เพียง 1-4 จุดเสียเป็นส่วนใหญ่

กระนั้นก็ตาม หากสำนักโพลสามารถทำได้อย่างที่กล่าวอ้าง คือ ขจัดจุดอ่อนที่ทำให้เกิดความผิดพลาดในครั้งที่แล้วไปได้แล้ว

ผู้ชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ย่อมเป็น โจ ไบเดน นั่นเอง

ผลกระทบต่อไทยและโลก

ในกรณีที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปลี่ยนแปลงไปจากโดนัลด์ ทรัมป์ การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของสหรัฐอเมริกาย่อมเกิดขึ้นตามมา จะมากหรือน้อยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ทุกอย่างจะพลิกผันไปในทางตรงกันข้ามโดยฉับพลันอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ในทางตรงกันข้าม ผู้สันทัดกรณีหลายคนชี้ตรงกันว่า นโยบายหลายอย่างของ โจ ไบเดน ใกล้เคียงอย่างยิ่ง และยิ่งนับวันยิ่งใกล้เคียงกันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในด้านการต่างประเทศ

ตัวอย่างเช่น หาก ไบเดน กลายเป็นประธานาธิบดี ใช่ว่า สงครามการค้า ที่เป็นอุปสรรค ครอบงำระบบการค้าโลกมานานปี จะยุติลงในไม่ช้าไม่นาน

อันที่จริง นโยบายต่อจีนของ ไบเดน นับว่าใกล้เคียงกับนโยบายของ ทรัมป์ มากกว่าที่คิดกันไว้ เพียงแต่วิธีการที่จะนำไปสู่เป้าหมายเดียวกันนั้น แตกต่างกันอยู่ไม่ใช่น้อย

ที่แน่ๆ ก็คือ ไบเดน ไม่น่าจะดำเนินการทางการทูตแบบยื่นหมูยื่นแมว และการทูตเชิงคุกคามข่มขู่ เหมือนที่ทรัมป์ ใช้มาตลอด

แต่จะหันไปสู่วิธีการปรึกษาหารือในหมู่พันธมิตรชาติตะวันตกด้วยกัน เพื่อสร้างแรงกดดันให้เกิดขึ้น ซึ่งในหลายๆ กรณี วิธีการนี้ ได้ผลมากกว่าพฤติกรรม ‘ข้ามาคนเดียว’ ของทรัมป์อย่างแน่นอน

นั่นอาจตีความได้ด้วยว่า รัฐบาลอเมริกันในยุคของไบเดน อาจหันกลับไปสู่ลัทธิพหุภาคีอีกครั้ง ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจช่วยยืดชีวิตขององค์กรระหว่างประเทศอย่าง องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ให้ยืดยาวออกไปได้

ในส่วนของประเทศไทย ผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนตัวประธานาธิบดีสหรัฐ โดยตรงมองเห็นไม่ชัดเจนนัก นอกจากการได้อานิสงส์จากสถานการณ์การค้าโลกที่ผ่อนคลายลง ช่วยให้การส่งออกของประเทศโดยรวมดีขึ้น และสหรัฐอเมริกากับไทยอาจเปิดมิติของความร่วมมือใหม่ๆ มากขึ้นผ่านการ ‘หันกลับมาหาอาเซียน’ อีกครั้ง ที่ ไบเดน พูดเอาไว้ชัดเจนแล้ว

แต่ในเวลาเดียวกัน สหรัฐอเมริกาก็อาจพ่วงเงื่อนไขจุกจิกตามมาอีกไม่น้อยตามประสา ของพรรคเดโมแครต

อาทิ การกดดันให้เข้าร่วมมาตรฐานสิทธิมนุษยชน, มาตรฐานประชาธิปไตย และ สิทธิผู้ใช้แรงงานเป็นต้น

ทั้งนี้ทั้งนั้นย่อมขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเชี่ยวกรากในการต่างประเทศของ ไบเดน เป็นสำคัญ