นักวิชาการ ชี้ทางออก ถกรับร่างญัตติแก้ไข รธน.
หมายเหตุ – ความเห็นและข้อเสนอของนักวิชาการกรณีที่ประชุมรัฐสภาจะพิจารณา 7 ร่างญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันที่ 17-18 พฤศจิกายน

ยุทธพร อิสรชัย
นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
การพิจารณาร่างไอลอว์จะมีความเกี่ยวพันกับการเมืองนอกสภาค่อนข้างสูง ดังนั้น สมาชิกรัฐสภาคงจะต้องประเมินกระแสจากนอกสภาด้วย นอกจากนี้ อาจจะมีสมาชิกรัฐสภาบางส่วนที่เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงกับการพิจารณาร่างไอลอว์ โดยเฉพาะ ส.ว.เนื่องจากในร่างได้เสนอให้มีการยกเลิก ส.ว.ชุดปัจจุบันทำให้ร่างของไอลอว์โอกาสจะผ่านมีน้อยมาก เพราะมีสาระสำคัญที่จะไปแก้เปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการเมืองหลายภาคส่วนขณะที่มีเพียง ส.ส.ฝ่ายค้านเท่านั้นที่สนับสนุนร่างดังกล่าว ส่วน ส.ส.รัฐบาลและ ส.ว.ไม่น่าจะโหวตให้
หากร่างของไอลอว์ไม่ผ่านมติ คงมีหลักการและเหตุผลสำคัญที่จะหยิบยกมาอ้างก็น่าจะเป็นปัญหามาจากร่างนี้อาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 255 ระบุว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองกับรูปแบบของรัฐไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นไปได้ที่มีการยกเหตุผลนี้ และหากร่างของไอลอว์ไม่ผ่าน จะมีเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะในส่วนของผู้ชุมนุมได้ประกาศไว้ชัดเจนว่าในบรรดาร่างญัตติทั้ง 7 ร่าง ได้สนับสนุนร่างของไอลอว์ หากร่างไม่ผ่านก็คงจะได้เห็นการหยิบเรื่องนี้ไปเป็นเงื่อนปมเพิ่มเติมในการเรียกร้องในระหว่างการชุมนุมทางการเมือง เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งใน 3 ข้อเรียกร้องหลัก และมีการประเมินว่าหากร่างไอลอว์ผ่านวาระแรกแล้ว ไม่ได้มีอะไรเป็นหลักประกันว่าการชุมนุมจะยุติลง
ในแง่มุมทางวิชาการพบว่าร่างของไอลอว์น่าสนใจ ที่ผ่านมาไม่เคยเห็นการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจากร่างของประชาชน ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ดังนั้น การเสนอร่างไอลอว์ได้สะท้อนภาพให้เห็นว่ามีการขยายตัวของขบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนจำนวนมากเกือบแสนราย ตรงนี้ถือว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่าการเมืองนอกสภามีความก้าวหน้า แต่การเมืองในสภายังล้าหลัง ดังนั้น สมาชิกรัฐสภาควรคำนึงถึงปรากฏการณ์เช่นนี้ ซึ่งเป็นสภาวะทางนิติสังคม
การอภิปรายร่างญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในสภา ส่วนตัวเชื่อว่าอาจจะมีแนวทางการใช้อภินิหารทางกฎหมายยื้อการรับร่างออกไปอีก และโอกาสที่จะผ่านร่างทั้ง 7 ญัตติมีเพียง 50% แม้ว่าจะมีร่างที่เป็นของรัฐบาลในญัตติที่ 2 ขณะที่การยื้อก็คงได้เห็นปรากฏการณ์ในวันที่ 20 กันยายน 2563 มีการตั้งกรรมาธิการศึกษา ต่อมามีการเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความ การเคลื่อนไหวของ ส.ส.รัฐบาล ส.ว.จำนวนหนึ่งพยายามจะยื้อเพราะฉะนั้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ในการโหวตวันที่ 17-18 พฤศจิกายนนี้
สำหรับบทบาทของผู้มีอำนาจในรัฐบาลที่จะแสดงท่าทีเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะนี้ถือว่าน้อยเกินไป ทั้งที่ในการประชุมสภาวิสามัญครั้งที่ผ่านมา ท่าทีของนายกรัฐมนตรีมีความชัดเจนมากขึ้น แต่หลังจากนั้นมายังไม่เห็นอะไรที่ชัดเจนมากนัก ทั้งที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทุกฝ่ายต้องมีความจริงใจให้มากกว่านี้เพื่อคลี่คลายวิกฤตในสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีถ้าแสดงท่าทีชัดเจนเชื่อว่ามีโอกาสที่จะทำให้ 250 ส.ว.มีทัศนคติในทิศทางเดียวกัน ก็น่าจะทำให้มีความเป็นไปสูง
จึงเห็นได้ว่าความจริงจังตั้งใจจะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าใน 7 ญัตติจะมีโอกาสผ่านมีเพียงญัตติที่ 1 ของฝ่ายค้าน เสนอให้แก้ไขมาตรา 256 นำไปสู่การตั้ง ส.ส.ร. และญัตติที่ 2 ของรัฐบาล เสนอแก้ไขมาตรา 256 ซึ่งมีจุดร่วม ส่วนญัตติที่ 3,4,5,6 มีการปิดสวิตช์ ส.ว. บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ห้าม ส.ว.ปฏิรูปประเทศ การปิดทางนายกรัฐมนตรีคนนอก ไม่รับรองประกาศหรือคำสั่ง คสช. ทำให้ร่างเหล่านี้มีโอกาสโหวตไม่ผ่านสูงมาก

สมชัย ศรีสุทธิยากร
ผอ.ศูนย์วิจัยการเมืองและการเลือกตั้ง มหาวิทยาลัยรังสิต
เชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาน่าจะโหวตไม่รับร่างของไอลอว์ เนื่องจากมีข้อเสนอหลายเรื่องที่ก้าวหน้ามากเกินไป เข้าใจว่าผู้มีอำนาจ ส.ส.รัฐบาลและ ส.ว.คงยากที่จะฝืนรับ โดยยอมรับแบกรับความเสี่ยงจากอารมณ์ความรู้สึกไม่พอใจของประชาชน เพราะอาจประเมินว่าความไม่พอใจอาจจะเป็นสภาวะชั่วคราว แต่ถ้าหากรับร่างไอลอว์แล้วจะกลายเป็นสภาวะถาวรที่จะต้องนำไปใช้เป็นหลักการในการออกแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต
ส่วนตัวเห็นว่าน่าเสียดาย เนื่องจากหลักการหลายอย่างในร่างของไอลอว์เป็นหลักการที่ดี แต่บางเรื่องที่สุดโต่งเกินไปก็จะต้องปรับเปลี่ยน เช่นการยุบองค์กรอิสระแล้วคัดเลือกใหม่ ยุบวุฒิสภาให้กลับไปเลือกตั้ง ส.ว.โดยตรง 200 คน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ขณะที่การประนีประนอมเพื่อรับร่างไปก่อนก็ถือเป็นแนวคิดหรือทางออกที่ดี แต่ไม่เชื่อว่าจะเป็นทางเลือก ส่วนกรณีที่ ส.ว.บางท่านให้ความเห็นว่าการรับร่างของไอลอว์แล้วจะไปยกเลิกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ทำให้ ป.ป.ช. คตง. ทำงานไม่ได้ก็ไม่จริง เพราะองค์กรเหล่านี้ต้องทำงานต่อไปจนกว่าจะมีคนใหม่เข้าไปทำงานต่อเนื่อง
หรือจะบอกว่าจะไปล้มล้างคดีเก่าของนักการเมืองก็คงไม่ใช่ เพราะคดีใดที่ตัดสินใจแล้วก็ถือว่าจบ ถ้าบอกว่ารับรองร่างไอลอว์แล้ว ทำให้ธนาธรกลับมา หรือทำให้ทักษิณ ยิ่งลักษณ์กลับมาอีกก็ไม่จริง ถือว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด
ส่วนการยื้อเพื่อไม่ลงมติโหวตรับหลักการวาระแรก สมาชิกรัฐสภาไม่ควรทำ เพราะระยะเวลายืดมานานมาก ประชาชนรู้สึกว่ารัฐสภาขาดความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ในวันที่ 17-18 พฤศจิกายนนี้ จึงเป็นโค้งสุดท้ายที่จะต้องมีความชัดเจน และถือเป็นจุดแตกหักที่รัฐบาลควรคิดได้ว่าจะเลือกที่จะเสี่ยงหรือไม่ หรือท้าทายกับอารมณ์ของประชาชนหรือไม่ แล้วถ้าจะเสี่ยงเพื่อให้มีผลก็คือจะผ่านให้เพียง 3 ร่าง ส่วนกรณีที่จะไม่รับร่างของไอลอว์ก็คงคาดเดาสถานการณ์ในอนาคตได้ยาก
ถ้าประเมินความสมบูรณ์ของร่างไอลอว์มีประมาณ 80% ขณะที่ร่างของรัฐบาลน่าจะสอบตกเนื่องจากแก้ไขวิธีการแก้ไขในมาตรา 256 ไม่สะเด็ดน้ำ เพราะยังไม่ตัดเรื่องการทำประชามติหรือการส่งศาลรัฐธรรมนูญหลังจากทำประชามติแล้ว ซึ่งในอนาคตจะทำให้มีปัญหาในกระบวนการแก้ไขอาจจะต้องมีการทำประชามติโดยไม่มีที่สิ้นสุด
ยอดพล เทพสิทธา
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
เรื่องญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าจะเป็นเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อดูทีละกลุ่ม กลุ่มไทยภักดีบอกว่า ไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อมองในแง่กฎหมาย พบว่าไม่มีกลไกตรงนี้ กล่าวคือ ก่อนหน้านี้ คุณชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ก็ออกมาพูดแล้วว่าหากจะไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นต้องล่ารายชื่อมา แต่หากอยากรวมตัวกันเพื่อปกป้องร่างรัฐธรรมนูญ 60 ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการที่ Free และ Fair ส่วนตัวเห็นด้วยกับการที่จะชี้ให้เห็นข้อดีของรัฐธรรมนูญ 60 ว่ามีอะไรบ้าง เพราะจะได้ดีเบตกัน แต่การที่ไปกล่าวหาว่าอีกฝ่ายรับเงินต่างชาติมาเคลื่อนไหวนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย
ที่ว่ากระบวนการต้องฟรี และแฟร์ คือทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ประเทศไทยขาดเวทีสาธารณะ ลองนึกถึงรายการถามตรงๆ กับคุณจอมขวัญ ถ้าเปลี่ยนจากคนที่มาพูด เป็นตัวแทนที่เป็นหัวสมองของแต่ละกลุ่มจริงๆ เข้ามาดีเบตกัน เอาข้อดี-ข้อเสียมากางดูกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีดี-มีเสียอย่างไร เพราะอะไรเราจึงต้องแก้ไข หากเราเปิดพื้นที่ตรงนี้จะมีประโยชน์มากกว่า
กลุ่มที่สนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มีช่องทางตามกฎหมาย ส่วนตัวเข้าใจในส่วนนี้ว่ามีกระบวนการลงชื่อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ไม่เข้าใจกลุ่มที่ไม่ให้แก้ไข คุณไปตั้งโต๊ะให้ความรู้คนอื่นก็ได้ ไม่ใช่เรื่องที่น่าจะเข้าใจได้ยาก
อีกประการหนึ่ง ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าที่กลุ่มไทยภักดีจะไปเตือนความจำ ส.ว.นั้น เตือนความจำว่าอะไร เตือนความจำว่า ส.ว.มาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 60 ที่ ส.ว.ทั้ง 250 คน มาจากการสรรหาทั้งสิ้น เช่นนี้หรือ ไม่ดูประหลาดไปหรือ
จำได้ว่าเคยมีประเด็นที่ถกเถียงกัน เมื่อครั้งรัฐธรรมนูญปี 50 ที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้าง แต่หากมองในทางกฎหมายในทางวิชาการแล้ว การยื่นขอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือขอให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นั้น ไม่มีประเทศไหนในโลกที่มองว่าเป็นการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ดูอย่างรัฐธรรมนูญของอเมริกัน ง่ายที่สุด คือมีฉบับเดียวมา 200 กว่าปี แต่มีกระบวนการที่สามารถแก้ไขได้เรื่อยๆ รัฐธรรมนูญไม่สามารถที่จะยืนเดี่ยวแบบนั้นได้ โดยไม่ปรับตามยุคสมัย เป็นไปไม่ได้ เช่นกัน ดังนั้น ข้ออ้างที่ว่ารัฐธรรมนูญแก้ไขไม่ได้นั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่หนักแน่น (Non Sense) เพราะเจตจำนงประชาชนเปลี่ยนได้เสมอ ในทางทฤษฎี เปลี่ยนได้แม้กระทั่งหลายเรื่องที่เราคิดว่าไม่สามารถเปลี่ยนได้
ถึงที่สุดแล้ว เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญทุกร่างจะถูกคว่ำหมด และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ร่างที่อาจจะผ่านได้มีเพียงร่างเดียว คือร่างของรัฐบาล รัฐธรรมนูญ 60 ไม่มีใครอยากแก้ไขอยู่แล้ว เพราะรัฐบาลได้เปรียบจาก ส.ว. 250 คน ซึ่งครอบวาระของรัฐบาลอยู่ 5 ปี ไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องแก้ไข ทำให้ตัวเองเสียเปรียบ อีกทั้ง ส.ว.ทุกคนก็ตั้งตนว่ามาจากระบอบประชาธิปไตย ซึ่งถ้าบอกว่ามาจากรัฐธรรมนูญ 2560 ส่วนตัวรับได้ แต่ถ้าบอกว่ามาจากระบอบประชาธิปไตย ตรงนี้ไม่เห็นด้วย
เวลานี้ไม่มีอะไรบีบผู้ชุมนุมได้มากกว่านี้อีกแล้ว ผู้ชุมนุมจะทำอะไรต่อไป คืออีกเรื่องที่ค่อนข้างน่าประหวั่นอยู่ในระดับหนึ่งว่าผู้ชุมนุมจะหยิบประเด็นใดมาเล่น เพราะประเด็นที่เรียกร้องร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถามว่าผิดหรือไม่ ก็ไม่ผิด ถ้าเราเชื่อว่าประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของอำนาจประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญต้องสะท้อนเจตจำนงของประชาชน จะอ้างว่าผ่านประชามติมาแล้วก็ไม่ถูก เรามาทำประชามติกันใหม่ได้หรือไม่ ในสถานภาพที่เท่าเทียมกัน ซึ่งจะมีผู้แย้งว่าแล้วกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ 60 ไม่แฟร์ตรงไหน แต่คนที่ออกไปรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 60 เขาบอกว่า เขาถูกจับ ถามว่าเช่นนี้แฟร์หรือไม่


