12 ข่าวเด่น-ข่าวดัง รอบปี2563
1.โควิด-19 ระบาดทั่วไทย
13 มกราคม 2563 ประเทศไทยพบผู้ป่วยยืนยันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 รายแรกจากการคัดกรองผู้เดินทางเข้าประเทศ และนับเป็นผู้ป่วยโรคโควิด-19 รายแรกนอกประเทศจีนที่เป็นต้นตอของการระบาด จากนั้นไทยพบผู้ป่วยประปรายตลอดเดือนมกราคม ซึ่งเป็นผู้ที่เดินทางมาจากประเทศจีนแทบทั้งสิ้น กระทั่งวันที่ 31 มกราคม พบมีการแพร่เชื้อโควิด-19 ในประเทศรายแรก และเพิ่มจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นในกลางเดือนมีนาคม จากการแพร่เชื้อเป็นกลุ่มก้อนในสนามมวยลุมพินี และในผับแห่งหนึ่ง ซึ่งในที่สุดรัฐบาลไทย โดยศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ได้ออกมาตรการต่างๆ มากมาย ทั้งการรณรงค์ให้สวมหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า การเว้นระยะห่าง การล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจล คัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศทั้งท่าอากาศยาน ท่าเรือ และด่านพรมแดน มีการสอบสวนโรคในทุกพื้นที่ที่พบผู้ป่วย/ติดเชื้อ จัดหาพื้นที่กักตัวผู้ที่เดินทางเข้าเมืองในรูปแบบต่างๆ
ปลายเดือนมีนาคม กรุงเทพมหานคร (กทม.) มีคำสั่งให้สถานที่สาธารณะและธุรกิจห้างร้านปิดบริการ และอีกหลายจังหวัดดำเนินการตาม ควบคู่กับวันที่ 26 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และมีประกาศห้ามออกนอกเคหสถานยามวิกาล ตั้งแต่คืนวันที่ 3 เมษายน 2563 นอกจากนั้น ยังสั่งงดจำหน่ายสุราชั่วคราว และให้ประชาชนชะลอการเดินทางข้ามจังหวัด ต่อมาเดือนสิงหาคม มีการเพิ่งมาผ่อนปรนการเรียนในสถานศึกษา
3 กันยายน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข แถลงว่าประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศในรอบ 100 วัน โดยเป็นผู้ต้องขังชายที่ต้องโทษในคดียาเสพติด และก่อนหน้านั้นทำงานเป็นดีเจ โดยมีการตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 2 กันยายน หลังจากพบอาการมีเสมหะเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ถัดมาพบว่ามีผู้ที่ลักลอบเข้าเมืองบริเวณแนวพรมแดนไทย-เมียนมา ติดเชื้อโควิด-19 แถบ จ.เชียงราย จ.ตาก และพบว่ามีการแพร่กระจายเชื้อไปยังกลุ่มเพื่อน กระทั่งเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม ที่พบการแพร่ระบาดภายในประเทศรอบใหม่ที่มีต้นเหตุจากตลาดกลางกุ้ง จ.สมุทรสาคร และล่าสุดกระจายไปยัง 45 จังหวัดของประเทศไทย ทำให้หลายพื้นที่ต้องประกาศคุมโรคเข้มข้นอีกครั้ง
ทำให้ ณ วันที่ 29 ธันวาคม ไทยมีผู้ป่วยรวมสะสม 6,440 ราย แบ่งเป็น การติดเชื้อในประเทศ 4,447 ราย กลุ่มแรงงานต่างด้าว 1,381 ราย รักษาหายแล้ว 4,180 ราย ยังอยู่ในโรงพยาบาล (รพ.) 2,195 ราย มีผู้เสียชีวิตสะสม 61 ราย ขณะที่ทั่วโลกพบผู้ป่วยติดเชื้อแล้ว 81 ล้านรายเศษ เสียชีวิต 1.7 ล้านคนเศษ

2.ปรับ ครม.บิ๊กตู่ 2/2
ในวันที่ 9 ก.ค.2563 นายอุตตม สาวนายน อดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง แกนนำกลุ่ม 4 กุมารร่วมกันแถลงลาออกจากเป็นสมาชิกพรรค พปชร. ซึ่งการแถลงลาออกจากพรรคพลังประชารัฐครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่พรรคได้ปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และมี “บิ๊กป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ และต่อมา นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้นำทัพ 4 กุมารลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีโดยพร้อมเพรียง
ต่อมาเมื่อวันที่ 6 ส.ค.2563 ได้มีการแต่งตั้ง “นายปรีดี ดาวฉาย” นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่เข้ามาแทนนายอุตตม สาวนายน ในรัฐบาล “บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” 2/2 นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แทนนายสนธิรัตน์ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยปรับนายเทวัญ ลิปตพัลลภ ออกจากตำแหน่ง
พร้อมกันนี้ยังตั้ง นายสุชาติ ชมกลิ่น ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แทน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล และย้ายโควต้าพรรครวมพลังประชาชาติไทย ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. โดยให้นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ มาทำหน้าที่แทนนายสุวิทย์ แถมยังเปิดตำแหน่งใหม่ ให้กับนางนฤมล ภิญโญ สินวัฒน์ ได้นั่งแท่นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน และตั้งนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ควบรองนายกรัฐมนตรีอีกตำแหน่ง
แต่ปรับ ครม.ได้ไม่นาน นายปรีดีได้ตัดสินใจยื่นหนังสือลาออก โดยให้เหตุผลว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ หลังทำงานได้เพียงแค่ 27 วัน หลายฝ่ายลือกันว่าเกิดความขัดแย้งในการแต่งตั้งอธิบดีกรมสรรพสามิตกับนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
หลังจากที่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่างได้ไม่นาน ชื่อ “นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ” มีการเผยแพร่ประกาศโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายอาคมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และมีผลทันที

3.บิ๊กตู่รอดไม่ผิดคดีพักบ้านหลวง
เมื่อนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กับคณะ เข้ายื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160(5) และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่ง และมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (3) หรือไม่จากกรณีพักอาศัยในบ้านพักรับรองของกองทัพบก หลังเกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2557 จนถึงปัจจุบัน
โดยคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องไว้ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนที่จะนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 2 ธันวาคม และมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160(5) และมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 186 วรรคหนึ่งและมาตรา 184 วรรคหนึ่ง (3) และไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงแต่อย่างใด โดยให้เหตุผลว่า บ้านพักอาศัยของ พล.อ.ประยุทธ์ เปลี่ยนสถานะเป็นบ้านพักรับรองตามระเบียบกองทัพบกว่าด้วยการเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก 2548 ซึ่งกำหนดให้อดีตผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบก ซึ่งทำคุณประโยชน์ให้กับกองทัพและประเทศชาติ และเคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกมาแล้ว มีสิทธิเข้าพักอาศัย และกองทัพบกสามารถพิจารณาความเหมาะสมในการสนับสนุนงบประมาณค่ากระแสไฟฟ้าและน้ำประปาตลอดจนค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็น
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์เคยเป็น ผบ.ทบ.จึงมีสิทธิเข้าพักอาศัยในบ้านพักรับรองกองทัพบก และมีสิทธิได้รับสนับสนุนค่ากระแสไฟฟ้า น้ำประปา ตามระเบียบดังกล่าว

4.ม็อบราษฎรพรึบ
การออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลตลอดปี 2563 ที่ผ่านมาของกลุ่มม็อบราษฎร เริ่มก่อตัวตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2563 โดยมีพัฒนาการเรื่อยมาตั้งแต่เป็น “แฟลชม็อบ” ของเหล่านักศึกษาตามมหาวิทยาลัยที่พ่วงท้ายด้วยคำว่า #จะไม่ทน เริ่มต้นมาจากการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หลังพรรคอนาคตใหม่ถูกตัดสินให้ถูกยุบ ก่อนพ่วงด้วยการปราศรัยวิพากษ์การทำงานของรัฐบาลในด้านต่างๆ ย้อนทวงถามความไม่ชอบธรรมของ คสช.ที่สืบทอดอำนาจ และอื่นๆ อีกมากมาย
โดยขยายสู่การมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงคนเสื้อแดง และนักเรียนมัธยม นัดหมายผ่านโซเชียลมีเดีย พร้อมยุทธวิธีต่างๆ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของไทย แม้หยุดชะงักไปช่วงหนึ่งจากสถานการณ์โควิด แต่กลับมาอีกครั้งอย่างเข้มข้นกว่าเก่าจนถึงปลายปี 2563
แกนนำผู้ชุมนุมล้วนแล้วเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ แม้ยืนยันว่าเป็นม็อบไม่มีแกนนำ เพราะทุกคนคือแกนนำ แต่ผู้ขับเคลื่อนหลักกลางสปอตไลต์ มีหลายราย อาทิ อานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน, เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์, ไมค์ ภาณุพงศ์ จาดนอก, อั๋ว จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ รวมถึง รุ้ง ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล โดยมีข้อเรียกร้องหลักให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีลาออก การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
การชุมนุมดุเดือดอีกครั้งช่วงเดือนตุลาคม เมื่อมีการฉีดน้ำผสมสารเคมีใส่ผู้ชุมนุมที่แยกปทุมวัน คณะราษฎร 2563 ประกาศว่าต่อไปนี้เหลือเพียง “ราษฎร” นำมาซึ่งม็อบราษฎรนัดไป “แกง” (แกล้ง) ไปตามสถานีรถไฟฟ้าและจุดสำคัญต่างๆ อาทิ ห้าแยกลาดพร้าว, แยกท่าพระ, แยกอุดมสุข-บางนา และอื่นๆ กระทั่งช่วงท้ายปี
มีการออกหมายเรียกจนถึงหมายจับแกนนำและผู้ปราศรัยตามมาตรา 112 และ 116 นำมาซึ่งการเรียกร้องอย่างกว้างขวางให้ยกเลิกมาตรา 112 เกิดการชุมนุมที่หน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ หลังม็อบที่หน้ารัฐสภาแยกเกียกกายในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายนเมื่อสภาตีตกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่ “ไอลอว์” นำเสนอ
ในขณะเดียวกัน กลุ่ม “ไทยภักดี” และเครือข่ายออกมามีบทบาทต่อต้านแนวคิดยกเลิกมาตรา 112 คัดค้านกลุ่มราษฎร โดยนัดรวมตัวชุมนุมหลายครั้ง กระทั่งหวิด “ม็อบชนม็อบ” จนสถานการณ์บานปลายที่แยกเกียกกายมีผู้บาดเจ็บจากการถูกยิงด้วยอาวุธปืน
การเคลื่อนไหวใหญ่ครั้งสุดท้ายของปีเกิดขึ้นในวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว จัดเสวนาหัวข้อรัฐสวัสดิการ การปฏิรูปสถาบัน และร้องเพลงฉ่อยเสียดสีการเมือง โดยประกาศย้ำชัดว่าปีหน้า 2564 เข้มข้นแน่นอน พร้อมปักธงนำผู้ลี้ภัยในต่างแดนกลับมาฉลองปีใหม่ 2565 ร่วมกันให้ได้

5.รัฐธรรมนูญ 60 แก้ได้ แต่ไม่ง่าย
1 ในข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมคณะราษฎร คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ ขณะที่กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเริ่มจากการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นประธาน กมธ. ข้อสรุปของ กมธ.คือเสนอให้แก้มาตรา 256 ซึ่งเป็นกุญแจที่ล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดทางให้สามารถแก้ไขส่วนอื่นๆ ที่เป็นปัญหาได้ง่ายขึ้น
ขณะที่พรรคร่วมฝ่ายค้าน และพรรคร่วมรัฐบาลได้ร่วมกันยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่ที่ประชุมสภา รวมทั้งสิ้น 6 ร่าง พ่วงด้วยร่างของภาคประชาชน (ฉบับไอลอว์) ที่มีการเข้าชื่อกันกว่า 1 แสนรายชื่อ รวมเป็น 7 ร่าง แต่กว่าจะได้โหวตรับหลักการในวาระที่ 1 ฝ่ายรัฐบาลได้เสนอให้มีการตั้ง กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ก่อนรับหลักการขึ้นมาศึกษาร่างแก้ไขแต่ละร่างอีก 1 เดือน ทำให้อุณหภูมิการเมืองในห้วงเวลาดังกล่าวร้อนแรงขึ้น เพราะกลุ่มชุมนุมมองว่าถูกยื้อเวลาให้นานออกไป
สุดท้ายที่ประชุมรัฐสภามีมติรับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายค้าน และฝ่ายรัฐบาลแค่ 2 ร่างเท่านั้น พร้อมกับตั้ง กมธ.พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฯ จำนวน 45 คน มีสาระสำคัญ คือการแก้ไขมาตรา 256 เปิดทางให้มีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่แก้ไขหมวด 1 และหมวด 2
แต่ในชั้น กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฯ กมธ.ฝั่งฝ่ายค้าน และ กมธ.ฝั่ง ส.ว.มีปากเสียงประเด็นเรื่องการยกเลิกทำประชามติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 และ 2 จนองค์ประชุมล่ม
ขณะที่การพิจารณาในวาระที่ 2ตามกรอบเวลา คือ เดือนกุมภาพันธ์ 2564 ยังต้องจับตาว่าที่ประชุมรัฐสภาจะเห็นชอบกับรายงานของ กมธ.หรือไม่ และยังต้องลุ้นญัตติการส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

6.กู้เงิน 1.9 ล้าน ล.พยุง ศก.
ลาแล้วปีหนูภัย ปีที่คนไทยและทั่วโลกจำจนตาย หลังเผชิญกับเชื้ออุบัติใหม่ ไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ต้องอัดฉีดเงินก้อนมหาศาลเพื่อช่วยเหลือประชากรในประเทศและพยุงไม่ให้เศรษฐกิจของประเทศพัง
ประเทศไทยก็หนีไม่พ้น รัฐบาลออก พ.ร.ก.เงินกู้ 3 ฉบับ วงเงินรวม 1.9 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นช่วยเหลือ เยียวยา ชดเชยภาคประชาชน เกษตรกร ผู้ประกอบการ และเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และอีกส่วนอยู่ภายใต้การดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มุ่งช่วยเหลือภาคเอกชนโดยตรง
ซึ่งดูเหมือนการใช้เงินกู้เพื่อการเยียวยาประชาชนถูกใช้มากที่สุด 344,734 ล้านบาท จากก้อน 550,000 ล้านบาท ขณะที่เงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ วงเงิน 4 แสนล้านบาท ให้แต่ละกระทรวงทำโครงการเสนอสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณา รวมถึง พ.ร.ก.ซอฟต์โลนช่วยเหลือเอสเอ็มอี กลับไม่ค่อยมีความคืบหน้า ขณะที่ พ.ร.ก.ตราสารหนี้แทบไม่มีธุรกิจเอกชนรายใดขอใช้บริการ
โดยรวมแล้วในส่วนเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ยังเหลืออยู่ประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท

7.บินไทยหนี้พุ่ง ล้มละลาย
เป็นอีกหนึ่งประเด็นฮอตฮิตปี 2563 สายการบินแห่งชาติ “การบินไทย” ประกาศล้มละลาย! ชนวนเริ่มมาตั้งแต่ปี 2551 บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีผลขาดทุนมากเป็นประวัติการณ์ 21,314 ล้านบาท นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เข้ามารับตำแหน่ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) และนายบรรยง พงษ์พานิช เข้ารับตำแหน่งกรรมการการบินไทย เพื่อปฏิบัติภารกิจฟื้นการบินไทย จนพลิกกำไรได้ ปี 2553 สูงเป็นประวัติการณ์ 15,350 ล้านบาท แต่หลังจบภารกิจส่งไม้ต่อให้ผู้บริหารคนอื่น การบินไทยก็กลับมาขาดทุน ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมาขาดทุนสะสมปีละหลักหมื่นล้านบาท จนต้องขอเข้ากระบวนการฟื้นฟูกิจการ
เดือนพฤษภาคม 2563 กระทรวงคมนาคมเห็นชอบให้ฟื้นฟูภายใต้กฎหมายบัญญัติล้มละลาย ต้องมีแผนผ่าตัดองค์กร ปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นต่อเจ้าหนี้
ทั้งนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 ให้เดินหน้าแผนฟื้นฟูที่ยื่นต่อศาลได้ โดยตั้งคณะผู้ทำแผน ได้แก่ บริษัท อีวาย คอร์ปอเรท แอดไวซอรี่เซอร์วิสเซส จำกัด และบอร์ดการบินไทย 6 คน ตามแผนต้นปี 2564 ศาลน่าจะมีคำสั่งเห็นชอบแผนและแต่งตั้งผู้บริหารแผนในไตรมาส 1

8.ชะตากรรมอนาคตใหม่
21 กุมภาพันธ์ 2563 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีนายนุรักษ์ มาประณีต เป็นประธาน ออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัยในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค.ในขณะนั้น ให้พรรคกู้ยืมเงิน 191.2 ล้านบาท
โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้ยุบพรรค อนค. เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 และมีมติให้สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ณ วันที่มีการทำสัญญากู้เงินคือ วันที่ 2 มกราคม 2562 และ 11 เมษายน 2562 เป็นเวลา 10 ปี ซึ่งผลจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญทำให้กรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ ทั้งหมด 16 คนถูกตัดสิทธิทางการเมือง แม้มี 2 คนลาออกไปก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม โดยในจำนวนนี้เป็น ส.ส.จำนวน 11 คน ทำให้พรรคอนาคตใหม่ เหลือเสียงในสภา 65 คน จากเดิม 76 คน
ทำให้มี ส.ส.งูเห่าสีส้มย้ายไปสั่งกัดพรรคอื่นนับ 10 คน โดย ส.ส.ที่เหลืออยู่ 54 คน ได้ใช้พรรคใหม่ภายใต้ชื่อพรรคก้าวไกล โดยมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ส.ส.บัญชีรายชื่อ ทำหน้าที่หัวหน้าพรรค
และการยุบพรรค อนค.ทำให้เกิดกระแสการชุมนุมตามมหาวิทยาลัยต่างๆ กระทั่งต้องยุติการชุมนุมช่วงสถานการณ์โควิดระบาด และกลับมาอีกครั้งในการชุมนุมของคณะราษฎรในปัจจุบัน

9.‘ไบเดน’คว้าชัยเลือกตั้งสหรัฐ
การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในวันที่ 3 พฤศจิกายนปีนี้ ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ยืดเยื้อที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยในสหรัฐอเมริกา เป็นการขับเคี่ยวที่เข้มข้นสุดขีดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน กับอดีตรองประธานาธิบดี โจ ไบเดน ตัวแทนพรรคเดโมแครต
เป็นการเลือกตั้งที่เข้มข้นและลุ้นกันตัวโก่ง ในท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการเมืองและสังคมที่แตกแยกกันเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจนมากที่สุด ส่งผลให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจากทั้งสองพรรคแห่กันออกไปใช้สิทธิกันมากเป็นประวัติการณ์ถึง 66.7 เปอร์เซ็นต์ และมีผู้ใช้สิทธิล่วงหน้าทั้งที่ผ่านไปรษณีย์ และไปใช้สิทธิด้วยตัวเองถึง 97 ล้านคน
หลังจากทั้งสองฝ่ายลุ้นคนของตนเองกันชนิดตาไม่กะพริบต่อเนื่องถึง 4 วัน ผลการนับคะแนนเบื้องต้นก็แสดงให้เห็นว่า ไบเดน ชนะ ทรัมป์ไปแบบขาดลอยด้วยคะแนนคณะผู้เลือกตั้ง 306 ต่อ 232 เสียง
ไบเดนได้คะแนนดิบ 81,268,867 เสียง กำชัยเหนือทรัมป์ที่ได้ 74,216,747 เสียง ถึงกว่า 7 ล้านคะแนนเสียง
สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ และการฟ้องร้องกล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้งกันถี่ยิบ จนกระทั่งถึงบัดนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงไม่ยอมรับว่าพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้
ในขณะที่ไบเดนจะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาหลังพิธีสาบานตนในวันที่ 20 มกราคมนี้

10.เลือกตั้งอบจ.รอบ 6 ปี
การเลือกตั้งสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) และนายก อบจ.ในรอบกว่า 6 ปี เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ทำให้การเมืองท้องถิ่นกลับมาคึกคักอีกครั้ง การแข่งขันเป็นไปอย่างคึกคัก มีทั้งนักการเมือง ทั้งอดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส. อดีตนายก อบจ. คนดังในจังหวัด หลังบ้านคนดัง เครือญาตินักการเมือง ตัวแทน “บ้านใหญ่” กลุ่มนักธุรกิจ คนรุ่นใหม่ ตบเท้าลงสนามกันอย่างคึกคัก ผู้สมัครหลายรายลงสมัครในนามพรรคใหญ่ทั้งฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน โดยเฉพาะคณะก้าวหน้า ประกาศส่งผู้สมัครลงสนาม 32 จังหวัด โดยมี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า จัดทีมเดินสายช่วยหาเสียงแทบทุกวัน ส่งผลให้บรรยากาศการแข่งขันดุเดือดถูกจับตาเป็นสนามชนช้าง อาทิ จ.ปทุมธานี “บิ๊กแจ๊ส” พต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง อดีต ผบช.น. กับนายชาญ พวงเพ็ชร อดีตนายก อบจ.
ในพื้นที่ภาคใต้ที่เป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ หลายจังหวัดพบผู้สมัครเครือข่ายพรรคประชาธิปัตย์ลงสนามแข่งขันกันเอง ที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ คือ จ.เชียงใหม่ ระหว่าง สว.ก๊อง พิชัย เลิศพงศ์อดิศร จากกลุ่มเพื่อไทยเชียงใหม่ กับ บุญเลิศ บูรณุปกรณ์ อดีตนายก อบจ.หลายสมัย ที่ทำงานช่วยนายใหญ่ ทักษิณ ชินวัตร มาโดยตลอด แต่ในช่วงโค้งสุดท้าย กระแสความนิยมยังเป็นรอง สุดท้ายต้องนำจดหมายน้อยจากนายใหญ่ทักษิณ อีกทั้งโพสต์คลิปผ่านเฟซบุ๊กอ้อนขอคะแนนเสียงชาวเชียงใหม่มาช่วย
สุดท้ายหลังการลงคะแนนเลือกตั้ง ปรากฏว่าอดีตนายก อบจ.ชุดเดิม ส่วนใหญ่ยังสามารถป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ รวมทั้งผู้สมัครจากพรรคใหญ่ เครือญาตินักการเมือง คนดัง และคนบ้านใหญ่ คว้าเก้าอี้ไปครองได้สำเร็จ แต่กระนั้นยังมีนายก อบจ.หลายจังหวัดพ่ายเลือกตั้ง ปิดตำนานการบริหารท้องถิ่น ทั้ง นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ อบจ.เชียงใหม่ นายชาญ พวงเพ็ชร อบจ.ปทุมธานี, นายสมชอบ นิติพจน์ อบจ.นครพนม, นายนิพนธ์ คนขยัน อบจ.บึงกาฬ ฯลฯ หลังจบการเลือกตั้งยังมีการร้องเรียนการซื้อเสียงอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัด

11.วุ่นไม่ฟ้องบอส อยู่วิทยา
กลับมาเป็นข่าวครึกโครมอีกครั้งภายหลังสำนักข่าว CNN รายงานข่าว ว่าพนักงานอัยการกลับคำสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง ทุกฐานความผิดกรณีขับรถเฟอร์รารีพุ่งชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต ราว 05.30 น.ของวันที่ 3 ก.ย.55 ที่ช่วงปากซอยสุขุมวิท 47 แล้วหลบหนีไปที่บ้านพักเลขที่ 9 ซอยสุขุมวิท 53 โดยปิดเงียบหลายเดือนกว่าสื่อมวลชนจะทราบคำสั่งดังกล่าว จนล่าสุดมีกระบวนการตรวจสอบคำสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าวของนายเนตร นาคสุข รอง อสส.เป็นคนเซ็นคำสั่งจากคำร้องขอความเป็นธรรมไม่ฟ้อง ส่งไปให้รอง ผบ.ตร.ไม่เเย้งคำสั่งมา จบที่ไม่ฟ้องนายวรยุทธ
กระบวนการตรงนี้เเม้จบเเล้วเเต่สังคมยังไม่จบ มีการยื่นหนังสือขอให้มีการพิจารณาคำสั่งดังกล่าวนี้ใหม่ไปยังนายกรัฐมนตรี, ประธาน ก.อ.และอัยการสูงสุด จนมีการตั้งคณะทำงาน และคณะกรรมการอีกหลายชุดพิจารณาประเด็นในคดีเเตกออกไปหลายประเด็นใหญ่
ล่าสุดมีเห็นผลชัดไป 1 ประเด็น สำนักงานอัยการสูงสุด คณะทำงานของสำนักงานฯ ที่ตั้งขึ้นมีความเห็นโดยเอกฉันท์ ว่าคดีปรากฏพยานหลักฐานใหม่และเป็นพยานสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาลลงโทษผู้ต้องหาได้จึงสั่งฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ผู้ต้องหา ในข้อหาขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้เฉี่ยวชนผู้อื่นถึงแก่ความตายตาม ป.อาญา มาตรา 291 เเละคดีมีพยานหลักฐานทั้งปรากฏในสำนวนอยู่เดิมและได้จากการสอบสวนเพิ่มเติม สั่งฟ้องนายวรยุทธ ผู้ต้องหา ในข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 (โคเคน หรือโคคาอีน) โดยผิดกฎหมาย โดยแจ้งให้พนักงานสอบสวนนำตัวมาเพื่อฟ้องต่อไป
ส่วนประเด็นการสอบสวนนายเนตรเเละอัยการที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งไม่ฟ้องก่อนหน้านี้ก็ต้องติดตามความคืบหน้าต่อไปในปี’64

12.สะเทือนขวัญ ทหารกราดยิง
เช้าวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โดยปมเหตุที่เป็นชนวนให้ จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา ทหารสังกัดกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 กองทัพภาคที่ 2 จ.นครราชสีมา ลงมือก่อเหตุกราดยิงประชาชน เริ่มจากแรงกดดัน กรณีกู้เงินผ่านกองทุนสวัสดิการทหารบก 1 ล้าน 1 แสนบาท มาสร้างบ้านในโครงการสวัสดิการบ้านพักฯ แต่ราคาบ้านสร้างจริง 7-8 แสนบาท แต่ไม่ได้รับเงินทอนจากผู้บังคับบัญชา จึงเข้ากราดยิง พ.อ.อนันต์ฐโรจน์ กระแสร์ อายุ 48 ปี ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา และยิงนางอนงค์ มิตรจันทร์ อายุ 63 ปี ผู้เป็นแม่ยายของ พ.อ.อนันต์ฐโรจน์ จนเสียชีวิตทั้งคู่ และได้ขับรถไปยังกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 กราดยิงพลทหารเจ็บ 1 นาย และเสียชีวิต 1 นาย พร้อมกับขโมยรถฮัมวี่ และก่อเหตุกราดยิงประชาชนและเจ้าหน้าที่เสียชีวิตระหว่างทาง 5 ราย กระทั่งคนร้ายได้หลบหนีเข้าไปในศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ท่ามกลางประชาชนที่พากันแตกตื่น วิ่งหลบหนี ซ่อนตัวตามจุดต่างๆ
ตลอดทั้งคืนเจ้าหน้าที่สนธิกำลังกระจายตัวในศูนย์การค้าเทอร์มินอลฯ ควบคู่กับการนำตัวประชาชนออกมา จนล่วงเลยเข้าสู่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ตัดสินใจทำการวิสามัญคนร้ายจนเสียชีวิต นับเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ มีผู้เสียชีวิต 31 ราย และบาดเจ็บอีก 58 ราย
นับเป็นเหตุรุนแรงสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นช่วงต้นปี

