‘บีโอไอ’สรุปลงทุนปี’63 มูลค่าทะลุ 4.8 แสนล้าน
หมายเหตุ – สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สรุปภาพรวมการลงทุน การยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน และการอนุมัติส่งเสริมการลงทุน ปี 2563

⦁ภาพรวมการส่งเสริมการลงทุน
การขอรับการส่งเสริม ในปี 2563 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 1,717 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 13 และมีมูลค่าเงินลงทุน 481,150 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 30 เนื่องจากปี 2562 มีโครงการขอรับการส่งเสริมโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ มูลค่าประมาณ 162,320 ล้านบาท และการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ส่งผลกระทบต่อการยื่นขอรับการส่งเสริมของโครงการใหม่จากต่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2561 ซึ่งมีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 483,810 ล้านบาท พบว่ามีมูลค่าใกล้เคียงกัน
สำหรับ การอนุมัติให้การส่งเสริม ในปี 2563 มีการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุน 1,501 โครงการ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากปีก่อน และมีมูลค่าเงินลงทุน 361,410 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 19 เนื่องจากมีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนลดลงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019
ขณะที่ การออกบัตรส่งเสริม ในปี 2563 มีการออกบัตรส่งเสริม 1,320 โครงการ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 1 และมีมูลค่าเงินลงทุน 430,670 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 20

⦁การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย
ในปี 2563 มีการขอรับการส่งเสริมในอุตสาหกรรมเป้าหมาย จำนวน 821 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 48 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด และมีมูลค่าทั้งสิ้น 230,740 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 48 ของมูลค่าการขอรับการส่งเสริมทั้งสิ้น ทั้งนี้จำนวนโครงการส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมการเกษตรและแปรรูปอาหาร ส่วนมูลค่าเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์มีเงินลงทุนสูงที่สุด
⦁การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในโครงการใหม่และโครงการขยาย
หากพิจารณาถึงคำขอรับการส่งเสริมตามลักษณะของการลงทุน พบว่าเป็นโครงการใหม่ 755 โครงการ สัดส่วนร้อยละ 44 ของจำนวนคำขอทั้งสิ้น และมีเงินลงทุนรวม 176,990 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 37 ของเงินลงทุนทั้งสิ้น และเป็นโครงการขยาย 962 โครงการ สัดส่วนร้อยละ 56 ของจำนวนคำขอทั้งสิ้นและมีเงินลงทุนรวม 304,160 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 63 ของเงินลงทุนทั้งสิ้น ซึ่งมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในโครงการใหม่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 50
⦁การขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ แบ่งตามโครงการใหม่และโครงการขยาย
คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศปี 2563 เป็นโครงการใหม่ 406 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 45 ของจำนวนคำขอจากต่างประเทศ เงินลงทุน 43,922 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21 ของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และเป็นโครงการขยาย 501 โครงการ สัดส่วนร้อยละ 55 ของจำนวนคำขอจากต่างประเทศ และมีเงินลงทุน 169,2400 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 79 ของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ซึ่งมูลค่าการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในโครงการใหม่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 85 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019
⦁การกระจายสัดส่วนผู้ถือหุ้น : โครงการคนไทยถือหุ้นทั้งสิ้น มีจำนวนมากที่สุด
โครงการคนไทยถือหุ้นทั้งสิ้น มีจำนวน 724 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 42 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด และมีเงินลงทุน 243,820 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 50 ของเงินลงทุนทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากปกติโครงการที่คนไทยถือหุ้นทั้งสิ้นมีสัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 35
โครงการต่างชาติถือหุ้นทั้งสิ้น มีจำนวน 559 โครงการ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 33 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด และมีเงินลงทุน 109,180 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23 ของเงินลงทุนทั้งหมด
โครงการร่วมลงทุนไทยและต่างชาติ มีจำนวน 434 โครงการ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25 ของจำนวนโครงการที่ขอรับการส่งเสริมทั้งหมด และมีเงินลงทุน 128,150 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 27 ของเงินลงทุนทั้งหมด
⦁ที่ตั้งโครงการลงทุน : การลงทุนกระจุกตัวในภาคกลางมากที่สุด
ในปี 2563 มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ภาคกลางมากที่สุด จำนวน 886 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 52 ของจำนวนโครงการทั้งหมด เงินลงทุน 144,140 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยส่วนใหญ่เป็นการขอรับการส่งเสริมในกิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย เนื่องจากกำหนดให้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนภายในปี 2563
การลงทุนในภาคตะวันออกมีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนมากเป็นอันดับ 2 โดยมีคำขอรับการส่งเสริม513 โครงการ คิดเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนโครงการทั้งหมด แต่มีเงินลงทุน มากที่สุด โดยมีเงินลงทุน 223,130 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 46 ของเงินลงทุนทั้งหมด
⦁การขอรับการส่งเสริมในพื้นที่เป้าหมาย
คำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2563 มีการลงทุนในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ดังนี้
การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีจำนวน 453 โครงการ เงินลงทุน 208,720 ล้านบาท แบ่งเป็น จังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 52 โครงการ เงินลงทุน 25,660 ล้านบาท จังหวัดชลบุรี จำนวน 226 โครงการ เงินลงทุน 67,190 ล้านบาท จังหวัดระยอง จำนวน 175 โครงการ เงินลงทุน 115,870 ล้านบาท
การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน มีจำนวน 17 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 70 ในแง่ของมูลค่าการลงทุนมีมูลค่า 12,340 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 423
การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ 20 จังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ มีจำนวน 32 โครงการ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 9 ในแง่ของมูลค่าการลงทุนมีมูลค่า 8,990 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 13
การขอรับการส่งเสริมการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมหรือเขตอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริม มีจำนวน 411 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 1 ในแง่ของมูลค่าการลงทุน มีมูลค่า 184,380 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 12
⦁การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการพิเศษ
มาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ในปี 2563 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 281 โครงการ เงินลงทุน 21,840 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นการลงทุนเพื่อการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน หรือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีคำขอรับการส่งเสริม 230 โครงการ เงินลงทุนรวม 17,010 ล้านบาท
การลงทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีคำขอรับการส่งเสริม 48 โครงการ เงินลงทุนรวม 4,440 ล้าน
การลงทุนเพื่อการประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน หรือการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มีคำขอรับการส่งเสริม 3 โครงการ เงินลงทุนรวม 390 ล้านบาท
สำหรับมาตรการส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในปี 2563 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 67 โครงการ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 20 เงินลงทุน 2,490 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 1

