สภาพัฒน์ประเมินปี’64 แนะ 9 ปัจจัย ขับเคลื่อน ศก.ไทย

16.02.21 | 11:44 น.
สภาพัฒน์ประเมินปี’64 แนะ 9 ปัจจัย ขับเคลื่อน ศก.ไทย หมายเหตุ - สภาพัฒนาการ

สภาพัฒน์ประเมินปี’64 แนะ 9 ปัจจัย ขับเคลื่อน ศก.ไทย

หมายเหตุ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้เปิดเผยตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2563 และคาดการณ์จีดีพีปี 2564 โดยนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เป็นผู้ให้ข้อมูล รายละเอียดโดยสรุปมีดังนี้

ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2563 หดตัว ติดลบกว่า 6.1% ถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในรอบ 22 ปี ตั้งแต่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งโดยสาเหตุหลักเป็นผลมาจากผลกระทบของโควิด-19 ส่งผลกระทบโดยตรงกับภาคการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่วนตัวเลขจีดีพีในไตรมาส 4/2563 เติบโตได้ 1.3% หากเทียบกับไตรมาส 3/2563 ที่ติดลบ 6.4% แต่หดตัวลง4.2% หากเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2562 โดยเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2563 สามารถขยายตัวจากการอุปโภค บริโภคภาครัฐ และเอกชนที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง และแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2564 คาดว่าขยายตัวอยู่ที่ 2.5%-3.5% มีค่ากลางอยู่ที่ 3% เป็นการปรับตัวลดลงจากคาดการณ์เดิม ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวในช่วง 3.5%-4.5% สาเหตุที่คาดการณ์จีดีพีปีนี้ลดลง เนื่องจากยังมีผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 รอบใหม่ ที่ยังมีผลกระทบต่อเนื่องอยู่ในไตรมาส 1 ของปีนี้ รวมถึงยังได้คาดการณ์ว่าในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2564 นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาเพียง 3.2 ล้านคนลดลงจากประมาณการเดิมที่คาดว่าจะกลับมา 5 ล้านคน พิจารณาจากการกระจายวัคซีนต้านไวรัส และการระบาดรอบใหม่ในประเทศ

การเตรียมความพร้อมเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้องเตรียมกระจายวัคซีนต้านไวรัสให้กับกลุ่มผู้ประกอบในภาคบริการ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นพื้นที่ท่องเที่ยวหลัก เพื่อให้สามารถเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เร็วมากขึ้น จะช่วยให้สถานการณ์ในภาคบริการปรับตัวดีขึ้น แม้เศรษฐกิจไทยในปีนี้จะสามารถพลิกกลับมาเป็นบวกได้จากในปี 2563 ที่ติดลบไป 6.1% แต่จากประมาณการที่คาดไว้ที่เติบโต 2.5-3.5% ยังไม่กลับเข้าสู่ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่ เพราะถือเป็นตัวเลขที่ยังอยู่บนฐานของความเสี่ยงอยู่ค่อนข้างมาก ทั้งจากการระบาดโควิด-19 ในประเทศรอบใหม่ รวมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในไตรมาส 1/2564

การบริโภคภาคเอกชนในช่วงไตรมาส 4/2563 ปรับตัวดีขึ้น ติดลบเพียง 0.9% จากไตรมาส 3/2563 ติดลบ 6.7% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ อาทิ คนละครึ่งการเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงสถานการณ์ในขณะนั้นที่มีการขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง แม้อาจมีสะดุดบ้างในช่วง 10 วันสุดท้ายของปี 2563 เพราะเกิดการระบาดโควิด-19 อีกรอบโดยการบริโภคของรัฐบาลยังสามารถขยายตัวได้อยู่แต่เป็นการขยายตัวที่ชะลอลง จากเดิมในไตรมาส 3/2563 โต 2.5% ในไตรมาส 4/2563 โตที่ 1.9% และการลงทุนรวมยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก แต่การลงทุนภาคเอกชนมีการปรับตัวดีขึ้น จากไตรมาส 3/2563 ที่ติดลบ 10.6% ในไตรมาส 4/2563 ติดลบลดลงเหลือ 3.3% ส่วนการลงทุนภาครัฐ ไตรมาส 3/2563 อยู่ที่ 17.6% ไตรมาส 4/2563 ติดลบลดลงเหลือ 0.6%

Advertisement

ด้านตัวเลขปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการ ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย อาทิ สาขาภาคการเกษตรปรับตัวดีขึ้น บวก 0.9% จากไตรมาส 3/2563 ติดลบ 1.1% ซึ่งเป็นผลจากดัชนีราคาและผลผลิตสินค้าเกษตร ที่ปรับตัวดีขึ้น ส่วนสาขาอุตสาหกรรม ติดลบ 0.7% เทียบกับไตรมาส 3/2563 ติดลบที่5.3% ซึ่งถือว่าตัวเลขปรับขึ้นมาได้ค่อนข้างดี ส่วนที่พักแรมและร้านอาหาร ติดลบ 35.2% ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ภาพเหมือนภาคการขนส่งและการค้า ยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก แตกต่างจากหมวดการก่อสร้าง ไตรมาส 3/2563 บวกที่ 10.8% พอมาไตรมาส 4/2563 ติดลบ 0.3% ถือเป็นการขยายตัวที่ลดลงค่อนข้างมาก

ประเมินเศรษฐกิจโลก คาดว่าจะขยายตัวได้ 5.2% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะโต 4.9% สหรัฐโต 4.8% ยูโรโซน โต 4.3% ด้านปริมาณการค้าโลก คาดว่าจะโตขึ้น 7.7% อัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ระดับ 29.50-30.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ราคาน้ำมันดิบดูไบ 48-58 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปค และปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐ ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ สำหรับการเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐทั้งปีนี้คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ 93.5% จากคาดการณ์เดิม 94.4% เป็นผลจากไตรมาส 4/2563 ที่เป็นการเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ แต่มีการเบิกจ่ายไม่ได้ตามเป้า โดยเฉพาะการเบิกจ่ายการลงทุนของรัฐวิสาหกิจและเงินกู้ภายใต้ พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท ที่คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ 80% เพราะหลายหน่วยงานเริ่มมีการเบิกจ่าย และการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อให้เกิดการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง

สำหรับปัจจัยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยที่สำคัญในปี 2564 ได้แก่ แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก เกิดขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อาทิ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (อียู) และญี่ปุ่น ที่มีการใช้มาตรการกระตุ้นการเงินการคลังเข้ามาในวงเงินค่อนข้างสูง และการอนุมัติกระจายวัคซีนต้านไวรัสของประเทศเศรษฐกิจหลักที่เร็วกว่าคาด ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ปรับตัวลดลง รวมถึงแรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2564 การกลับมาขยายตัวของอุปสงค์ภาคเอกชนในประเทศ โดยมาตรการควบคุมการระบาดโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเดินต่อได้ แม้เป็นการขับเคลื่อนอย่างช้าๆ และการปรับตัวตามฐานการขยายตัวที่ต่ำผิดปกติในปี 2563

ข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปี 2564 ยังคงต้องอาศัยเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก ทำให้ความเสี่ยงเป็นเรื่องสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 และประสิทธิภาพในการกระจายวัคซีนต้านไวรัส เรื่องของสถานการณ์ภัยแล้ง รวมถึงมีแผนในการบริหารการเพาะปลูก เพื่อวางแผนการผลิตที่ชัดเจนมากขึ้น ในส่วนของหนี้ครัวเรือน ภาคธุรกิจ และแรงงานที่ยังคงได้รับผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 โดยเฉพาะภาคธุรกิจยังมีข้อจำกัดในแง่การฟื้นตัวจากเรื่องสภาพคล่องและปัญหาหนี้รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในแง่การใช้จ่ายของประชาชนด้วย ยังมีปัจจัยเสี่ยงในเรื่องของความผันผวนทางด้านเศรษฐกิจและการเงินโลก จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายระหว่างประเทศของประเทศเศรษฐกิจหลัก และเงินลงทุนระหว่างประเทศที่มีความไม่แน่นอนจากการระบาดโควิด-19 ที่ยังเผชิญอยู่ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องความร้อนแรงทางการเมืองภายในประเทศขณะนี้ แต่ยังไม่มีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในภาพรวม

สำหรับประเด็นการบริหารเศรษฐกิจที่สำคัญในปี 2564 มีทั้งหมด 9 เรื่อง ได้แก่ 1.การควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 และการป้องกันการกลับมาระบาดรุนแรงภายในประเทศ 2.การรักษาบรรยากาศทางการเมืองภายในประเทศ เพราะไทยต้องดึงการลงทุนจากต่างชาติเข้ามา ทำให้การรักษาบรรยากาศการเมืองให้ดีเป็นเรื่องสำคัญ ที่มีผลกับความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ 3.การดูแลภาคเศรษฐกิจที่ยังมีข้อจำกัดในการฟื้นตัว โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งการฟื้นตัวยังมีข้อจำกัดจากมาตรการควบคุมการเดินทางระหว่างประเทศ รวมทั้งการพิจารณามาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพิ่มเติม 4.การรักษาแรงขับเคลื่อนการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐ 5.การขับเคลื่อนการส่งออกสินค้า เพื่อสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศ 6.การส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชน 7.การเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 8.การเตรียมมาตรการรองรับความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้ง และการดูแลรายได้เกษตรกร และ 9.การติดตามและเตรียมการรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนในระบบเศรษฐกิจและการเงินโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ

ด้านการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนตั้งแต่ช่วงปี 2561-2563 ให้เกิดการลงทุนจริง โดยเฉพาะในปีนี้ เพื่อเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น ต้องแก้ไขปัญหาให้กับนักลงทุนต่างชาติในด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยได้สะดวกมากขึ้น โดยการส่งเสริมการลงทุนในเชิงรุก การเข้าหานักลงทุนที่เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายมากขึ้น เพื่อให้เกิดการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมไทยในระยะถัดไป ต้องเริ่มตั้งแต่ปีนี้ ในการดึงอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ดิจิทัล อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ เครื่องมือแพทย์ต่างๆ พูดคุยกับนักลงทุนต่างชาติที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี ดึงดูดให้เข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น จะมีส่วนช่วยในการปรับโครงสร้าง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในระยะถัดไป นอกจากนี้ ประเมินมูลค่าการส่งออกในปีนี้จะขยายตัว 5.8% การอุปโภคบริโภคเอกชนและการลงทุนรวมขยายตัว 2.0% และ 5.7% ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยในช่วง 1-2% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.3% ของจีดีพี

ส่วนกิจกรรมทางการเมืองที่เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2564 ยังต้องติดตามประเมินต่อเนื่อง เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่กระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ สำหรับการประเมินความสามารถในการควบคุมไวรัสโควิด-19 เป็นเรื่องสำคัญในการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ขึ้นอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีการติดตามอย่างใกล้ชิด ต้องดูว่าเราจะสามารถควบคุมผู้ติดเชื้อรายใหม่และจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ลดลงต่ำกว่าระดับหลักร้อยได้ในช่วงใด ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป เพราะเป็นเรื่องความเสี่ยงสูงอีกปัจจัยหนึ่ง

ด้านมาตรการเยียวยาที่ออกไปในการดูแลและเยียวยาทั้งประเทศและแรงงาน ระยะแรกเป็นการช่วยลดปัญหาด้านค่าครองชีพ ส่วนในระยะถัดไปจะต้องมีโครงการที่ช่วยในแง่ของการรักษาการจ้างงาน ซึ่งสภาพัฒน์ และกระทรวงแรงงาน อยู่ในระหว่างการหารือกัน เพื่อจัดทำโครงการที่มีความสามารถในการรักษาการจ้างงานออกมา ปัญหาของภาคเอกชนในขณะนี้คือการขาดสภาพคล่อง ส่วนตัวแรงงานเป็นเรื่องการถูกลดจำนวนชั่วโมงการทำงานลงมา ทำให้ต้องมีมาตรการเข้าไปช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจ เพื่อให้สามารถรักษาระดับการจ้างงานไว้ได้