‘วัคซีน’จุดความหวัง ปลุกความเชื่อมั่น‘ศก.’

3.03.21 | 11:12 น.

‘วัคซีน’จุดความหวัง ปลุกความเชื่อมั่น‘ศก.’

หมายเหตุ ความเห็นภาคเอกชน กรณีประเทศไทยเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ไปในหลายจังหวัดแล้ว จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นทั้งการลงทุน การท่องเที่ยว ช่วยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศได้แค่ไหน

อนุสรณ์ ธรรมใจ
อดีตกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต

การฉีดวัคซีนโควิด-19 มีผลบวกต่อเศรษฐกิจอยู่แล้ว เราจึงเห็นว่าในหลายประเทศมีการจองวัคซีนไว้เป็นจำนวนมาก และใช้งบประมาณจำนวนมากไปในการดูแลส่วนนี้ เพราะการให้ประชาชนเข้าถึงวัคซีนได้มากที่สุดและเร็วที่สุด จะนำมาสู่การเปิดประเทศได้เร็ว จะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจโดยรวม อีกทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจก็จะสามารถเข้าสู่สภาวะปกติได้

Advertisement

หากมองในส่วนของนักลงทุนก็น่าจะเรียกความเชื่อมั่นได้ดีขึ้นเช่นกัน แต่การฉีดหรือการเข้าถึงวัคซีนนั้น จะต้องกระจายให้ได้เร็วมากกว่านี้ ถ้าเราต้องการให้เปิดประเทศได้ก็ต้องรีบดำเนินการ ถ้าไม่รีบเราจะเสียโอกาสไป กล่าวคือ เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเปิดประเทศ

คุณอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข คาดว่าไทยจะสามารถเปิดประเทศได้ภายในปลายปี 2564 แต่ส่วนตัวมองว่าควรจะต้องเปิดประเทศเร็วกว่านั้น เพราะถ้าเปิดประเทศปลายปี 2564 นี้ เชื่อว่าวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (SME) ก็คงตายกันหมด เนื่องจากตอนนี้รอกันไม่ไหวแล้ว

ดังนั้น ในการเรียกความเชื่อมั่นทางด้านเศรษฐกิจ ภาครัฐควรจะต้องอัดฉีดเม็ดเงิน ในแง่ของการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มที่ รัฐบาลก็ทำอยู่ แต่ก็ควรจะต้องทำให้มากกว่านี้อีกจึงจะได้ผลอย่างแท้จริง หากคิดเป็นเม็ดเงิน ต้องระดับ 1 ล้านล้านบาทขึ้นไป โดยรัฐบาลอัดฉีดไปทุกทาง ทั้งกระตุ้นการบริโภค การชดเชยรายได้ การลงทุนในเรื่องปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่สำคัญ การลงทุน ระบบชลประทาน การลงทุนทางด้านการวิจัย ระบบสาธารณสุข

ทั้งนี้ รัฐบาลจะสามารถฟื้นคืนเศรษฐกิจได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เวลานี้โควิดอาจจะเริ่มดีขึ้น แต่ประเทศไทยก็เจอปัญหาภัยแล้งอีก ซึ่งจะกระทบต่อภาคเกษตรกรรมในเขตภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือเองก็ต้องเจอกับฝุ่น PM2.5 อีก เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน ซึ่งหากเราวางแผนแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบก็คงไม่มีผลกระทบอย่างทุกวันนี้

ในส่วนของมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟต์โลน (soft loan) ที่ฟรีดอกเบี้ย 6 เดือน และดอกเบี้ย 2 เปอร์เซ็นต์ นาน 2 ปี ในส่วนนี้ก็ควรที่จะเพิ่มวงเงินด้วย จากเดิมมีวงเงินประมาณ 500 ล้านบาท/หนึ่งสถาบันการเงิน

ก็ควรจะเพิ่มเป็น 1,500 ล้านบาท/หนึ่งสถาบันการเงิน กล่าวคือ เพิ่มขึ้น 3 เท่า และควรจะปรับปรุงเกณฑ์สินเชื่อซอฟต์โลนให้มีความผ่อนคลายมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ผู้ประกอบการ SME สามารถยื่นขอซอฟต์โลนได้มากกว่า 2 ครั้ง โดยเฉพาะ SME ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการล็อกดาวน์ และจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งก็คือ กลุ่มธุรกิจการท่องเที่ยว, กิจการต่อเนื่อง อย่างร้านอาหาร, ธุรกิจอีเวนต์ และธุรกิจค้าปลีกรายย่อย ที่รัฐต้องดูแลมากเป็นพิเศษ

ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์
ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจภาคกลาง หอการค้าไทย

หลังจากประเทศไทยนำเข้าวัคซีนรวมกว่า 2 ล้านโดส ในช่วงเดือนเมษายนนี้ และกระจายฉีดให้กับประชาชนในประเทศ มองว่าจะมีส่วนช่วยในแง่จิตวิทยาให้ปรับดีขึ้น แต่ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ดีมากนัก เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยผูกไว้กับภาคการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวไทยจะใช้จ่ายประมาณ 4-5 หมื่นบาทต่อคนต่อหัว ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยเที่ยวไทยใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไม่กี่พันบาทต่อคนต่อทริป เมื่อมีการฉีดวัคซีนต้านไวรัสมากขึ้น สถานการณ์ความกังวลลดลง มุมมองของคนดีขึ้น เดินทางข้ามจังหวัดง่ายขึ้น ปัจจัยเหล่านี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ เช่นเดียวกับทุกประเทศทั่วโลกที่จะหันมากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเช่นกัน หากพิจารณาช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2563 จะเห็นว่าหลังจากรัฐบาลคลายล็อกดาวน์ บรรยากาศภาพรวมดีขึ้น การท่องเที่ยวในประเทศจึงเริ่มฟื้นดีขึ้นแต่จะกลับมาเท่าเดิมหรือไม่ มองว่ายังไม่มีทางกลับมาได้แน่นอน

จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาเที่ยวไทยปี 2541 มีไม่กี่ล้านคนเท่านั้น แต่ในปี 2562 ตัวเลขเกือบ 40 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 1 ล้านล้านบาท ถือเป็นจำนวนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (จีดีพี) แล้ว รายได้จากท่องเที่ยวจะเป็นสัดส่วนขนาดใหญ่ ซึ่งภาคการท่องเที่ยวเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลายกลุ่มในภาคบริการ อาทิ ไกด์ รถตู้ ทัวร์นำเที่ยว ร้านอาหาร ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กับโรงแรมเท่านั้น ทำให้ท่องเที่ยวเกี่ยวเนื่องกับหลายธุรกิจ จึงเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคบริการ กระจายตัวไปในหลายส่วน การเข้ามาของวัคซีนต้านไวรัสโควิด-19 ถามว่าดีหรือไม่ ถือว่าดี เพราะจิตวิทยาดีขึ้น ทำให้สิ่งที่เคยตกลงไปถึงจุดต่ำสุดโงหัวกลับขึ้นมาได้ แต่ถามว่าจะกลับไปดีขึ้นเหมือนปี 2562 หรือช่วงก่อนยังไม่เกิดโควิด-19 ได้หรือไม่ ต้องบอกว่ายังไม่ถึงขนาดนั้น ใช้เวลาอีกสักระยะจะกี่ปีต้องมาดูกัน

สิ่งที่รัฐบาลควรทำในตอนนี้ คือดูแลเสถียรภาพ และความมั่นคงทางการเมือง หากเกิดปัญหาจะซ้ำเติมภาวะวิกฤต เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวยากขึ้น แต่หากไม่มีปัญหาเศรษฐกิจจะทยอยฟื้นตัวได้ ประเมินจากช่วงที่ไม่มีการระบาดโควิด-19 แต่มีปัญหาทางการเมืองเกิดขึ้นเศรษฐกิจแทบไม่สามารถเดินหน้าได้ต่อ เพราะความเชื่อมั่นและความสงบจะเป็นตัวประคับประคองให้เศรษฐกิจเติบโต เปรียบเทียบง่ายๆ หากมีการเดินขบวนประท้วงทุกวัน มีความรุนแรงมากขึ้น ยกตัวอย่างเหมือนประเทศเมียนมาในขณะนี้ เศรษฐกิจก็เดินหน้าต่อไปไม่ไหวแน่นอน

ธนิต โสรัตน์
รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย)

หลังไทยเริ่มฉีดวัคซีนมองได้หลายมิติ ทุกฝ่ายตื่นเต้นหมด โดยเฉพาะประชาชน วัดได้จากการสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชน พบว่ามากกว่า 50% เชื่อมั่น ยังไม่สามารถวัดอะไรได้ เพราะจำนวนวัคซีนที่เข้ามายังน้อยเกินกว่าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ แต่เมื่อเริ่มฉีดวัคซีนขยายวงกว้างมากขึ้น คาดว่าจะช่วยฉุดเศรษฐกิจไทยพ้นปากเหวได้

ส่วนตัวมองเช่นเดียวกับองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) ที่ประเมินว่าวัคซีนจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ก็ต่อเมื่อมีจำนวนมากกว่าจำนวนประชากรในประเทศ ส่วนภาคที่ไม่น่ากังวลแล้ว คือภาคอุตสาหกรรม เวลานี้เริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปี 2564 ของอาเซียน คาดว่าจะเติบโตกว่า 5.2% โดยไทยมีโอกาสโต 3.5% แม้ว่าทุกอย่างจะมีแน้วโน้มดีขึ้น แต่ยังมีความกังวลเรื่องสภาพคล่องที่ผู้ประกอบการเกือบทุกกลุ่มธุรกิจยังมีความเปราะบางอยู่

ทั้งนี้ ต้องการให้รัฐบาลรีบช่วยเหลือภาคการท่องเที่ยวก่อน อยากให้เดินหน้าเรื่องการเสริมสภาพคล่องและฉีดวัคซีนควบคู่ไปด้วย เพราะเวลานี้มีโรงแรมปิดตัวถาวร และปิดตัวชั่วคราวไปแล้วกว่า 50% อีกเรื่องสำคัญคือการเพิ่มทุนในการปรับปรุงสถานที่ หรือรีโนเวต เพราะบางแห่งปิดกิจการไปเป็นเวลานานส่งผลให้สถานที่เสื่อมโทรม จึงต้องมีการปรับปรุงเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวไทย และรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาในอนาคต

กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์
ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.)

การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รอบใหม่ ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ สรท.กังวลมาก จากก่อนหน้ามีความมั่นใจในการเดินทาง การจับจ่ายใช้สอยในประเทศเริ่มดีขึ้น แต่พอมีการแพร่ระบาดรอบใหม่ ความมั่นใจเริ่มตกลง จะเห็นเลยว่าสายการบินมีการยกเลิกเที่ยวบิน เพราะคนไม่เที่ยว ตอนนี้เป็นกังวลเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจ วัคซีนที่มาช่วยในประเทศ ถ้าคนไทยฉีดวัคซีน จะมีการเดินทางภายในประเทศอย่างสบายใจ เพิ่มการจับจ่ายใช้สอยในประเทศมากขึ้น

วัคซีนยังช่วยเรื่องภาคการท่องเที่ยว เวลานักท่องเที่ยวเข้ามา คนไทยมีภูมิคุ้มกัน คนไทยจะไม่กังวล มีความมั่นใจและสบายใจในการเปิดรับนักท่องเที่ยว ส่วนภาคการส่งออกได้รับอานิสงส์ด้วย พนักงานมีภูมิต้านทาน ในแง่ของภาคการผลิตมีความเสี่ยงติดโรคโควิด-19 น้อยมาก ยิ่งมีวัคซีนมา มีความมั่นใจในการรับแรงงานต่างด้าวเข้าทำงาน ดังนั้นต้องมีวัคซีนส่วนหนึ่งสำรองไว้ให้กับนักท่องเที่ยว และแรงงานต่างด้าว

ปีนี้มองว่าวัคซีนมีไม่พอฉีดให้กับคนไทยทุกคนขณะที่ต่างประเทศกำลังการผลิตยังไม่พอกับความต้องการ ดังนั้นเวลานี้ต้องฉีดวัคซีนให้กลุ่มเสี่ยง และกลุ่มที่มีความจำเป็นก่อน อาทิ บุคลากรทางการแพทย์ กลุ่มผู้สูงอายุ ที่ส่วนใหญ่อยู่แต่ในบ้าน ตอนนี้มีการคุยกันว่าจะให้ผู้มีอายุ 55 ปีขึ้นไป ให้ออกไปท่องเที่ยว จับจ่ายใช้สอย เพราะกลุ่มนี้มีเงินเก็บจำนวนมาก จากนั้นจึงฉีดวัคซีนให้กลุ่มอื่นต่อไป เหมือนกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่

สำหรับข้อเสนอแนะ อยากให้ทางรัฐบาลมีการจัดสรรวัคซีนให้เพียงพอกับประชาชน จะได้เพิ่มความสบายใจ ส่วนเรื่องความเสี่ยง ผลข้างเคียงในการฉีดวัคซีน รัฐบาลต้องมีการอธิบายให้รับทราบอย่างชัดเจน อย่าไปคิดว่าทุกอย่างจะปลอดภัยหมด ขณะเดียวกันไม่อยากให้ประชาชนกลัวว่าฉีดวัคซีนจะเกิดผลข้างเคียงไม่ดี รัฐบาลจะต้องมีมาตรการรองรับเรื่องของการรักษาพยาบาลเมื่อเกิดผลข้างเคียง ในรูปแบบการประกันสุขภาพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคม

ขณะเดียวกันต้องรักษาสุขภาพควบคู่กันไปไม่ว่าจะฉีดไม่ฉีดวัคซีน ต้องคงมาตรการในการสวมหน้ากาก ใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ ไม่ได้แค่ช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เท่านั้น แต่ลดการแพร่ระบาดของโรคอื่นด้วย