ทางออก‘ลดความรุนแรง’ เหตุสลายม็อบ20มีนาฯ
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการต่อมุมมองและการหาทางออกกรณีการสลายการชุมนุมของกลุ่ม REDEM ที่มีความรุนแรงมากขึ้น บริเวณท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 20 มี.ค.64 เป็นเหตุให้มีผู้ร่วมชุมนุม สื่อมวลชน ได้รับบาดเจ็บหลายราย และยังมีผู้ถูกจับกุมจำนวนหนึ่ง

สิริพรรณ นกสวน สวัสดี
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ปัญหานี้มีความซับซ้อนอ่อนไหว เนื่องจากด้านผู้ชุมนุมที่เป็นออร์แกนิคม็อบ ขณะนี้ชุมนุมโดยปราศจากแกนนำทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติถือว่าใช้ไม่ได้ แม้ว่าจะเป็นม็อบออร์แกนิค แต่ก็ต้องมีออร์แกไนซ์หรือผู้จัด เพื่อให้มีการกำหนดทิศทาง ที่สำคัญเมื่อมีการนำมวลชนเคลื่อนที่จะมีปัญหา เพราะในแต่ละมวลชนยังมีความหลากหลายทางความคิด ทั้งกลุ่มสันติวิธีกลุ่มที่ใจร้อนพร้อมบวก และเมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ฉันทามติในการนำ ก็ถูกมองว่าไร้ทิศทาง
ส่วนกรณีที่ผู้ชุมนุมจะให้เข้าไปโหวตในโซเชียลมีเดียเพื่อให้ทุกคนเป็นแกนนำ เป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งวิธีนี้ใช้ไม่ได้เพราะอาจมีมวลชนบางส่วนเข้าไม่ถึง การเอาเสียงข้างมากแบบนี้มาตัดสินถือว่าไม่ใช่ยุทธศาสตร์ นอกจากนั้นพวกทำไอโอก็เข้าไปโหวตได้ เพื่อนำไปสู่การใช้ความรุนแรง
หากมองฝ่ายอำนาจรัฐ การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจแม้จะบอกว่าจะใช้ความรุนแรงด้วยการฉีดน้ำ การใช้กระสุนยาง แต่ที่ทำมาทั้งหมดผิดหลักสากลและไกด์ไลน์ของสหประชาชาติ เนื่องจากการบอกจะฉีดน้ำหรือใช้กระสุนยางก็ควรให้มวลชนเตรียมตัว โดยให้ระดมความคิดว่าจะต้องมีปฏิกิริยาอย่างไร สำหรับการใช้กระสุนยางเมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา ถือว่าผิดโดยสิ้นเชิง เพราะการยิงตามมาตรฐานสากลต้องยิงลงต่ำ ไม่ใช่แนวระนาบ คนโดนยิงมีผู้สื่อข่าว ผู้บริสุทธิ์อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องยังเจ็บตัวด้วยถือว่าผิดมาก แม้จะบอกว่าผู้ชุมนุมบางกลุ่มต้องการใช้ความรุนแรง แต่ในหลักการรัฐมีหน้าที่ปกป้อง คุ้มกัน ไม่ใช่มีหน้าที่ในการปราบปรามหรือขอกระชับพื้นที่
ในแง่ความเป็นจริงดูเหมือนเจ้าหน้าที่รัฐมีการกระตุ้นให้ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรงก่อน และปัญหานี้จะไม่จบหากรัฐมีการใช้ความรุนแรง เพราะถ้ามีคนบาดเจ็บล้มตายปัญหาจะบานปลายมากขึ้น จะไม่นำมาสู่การปราบปรามที่สังคมจะยอมรับได้อีกต่อไป แม้ว่าประชาชนจะเฉยเมยจากการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ แต่เชื่อว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งสังคมที่มีการสื่อสารในหลายทิศทางจะไม่ยอมให้การปราบปรามของรัฐกระทำความรุนแรงกับประชาชนแล้วพ้นผิดลอยนวลเหมือนในอดีต เมื่อถึงจุดนั้นจะไม่มีใครเป็นผู้ชนะ ทั้งสังคมจะกลายเป็นผู้แพ้เหมือนกันทั้งหมด
การชุมนุมครั้งต่อไป อาจจะมีมวลชนร่วมน้อยลงซึ่งอาจเป็นเป้าหมายของรัฐที่สร้างความรุนแรงเพื่อปรามไม่ให้คนออกมา แต่ส่วนตัวมองว่าคนที่มีมุมมองต่อรัฐที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้เปลี่ยนใจ แต่ยังไม่ออกมา เพราะการชุมนุมก็คงจะไม่ต้องออกมาเรื่อยๆ เป็นระยะ แต่ต้องดูว่าหากรัฐทำอะไรเพลี่ยงพล้ำ สร้างเงื่อนไขจุดเปลี่ยนให้เป็นชนวนความไม่พอใจ เชื่อว่ามวลชนส่วนใหญ่ยังรอจังหวะนี้ ดังนั้น ม็อบคราวหน้าอีก 2- 3 ครั้ง คนมาแผ่วลง และอาจเงียบไปบ้างก็เป็นไปได้ แต่คนที่เคยออกมาแล้วจะไม่เปลี่ยนใจ ทั้งหมดเป็นระเบิดเวลาที่รอวันปะทุมากกว่า
หากจะหาทางออกรัฐก็ควรสนใจว่าคนเหล่านี้ออกมาเรียกร้องอะไร เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีก็เพิ่งออกมาเยาะเย้ยว่าไม่อยากให้สืบทอดอำนาจก็ไปหาทางแก้ไข ถือว่ายังไม่มีความเข้าใจของผู้ที่ออกมาเรียกร้อง การพูดแบบนี้ถือเป็นการปิดประตูในการหาทางออก และขณะนี้รัฐอาจคิดว่าถือไพ่เหนือกว่า สามารถคุมเกมได้และสร้างภาพว่ากลุ่มผู้ชุมนุมสร้างบางส่วนเป็นจริง แต่ภาพที่ออกมารัฐพยายามจะป้ายจุดนี้ให้มากขึ้น เพื่อลดความชอบธรรมของการชุมนุม
ขณะที่อีกด้านก็เก็บแกนนำไปทั้งหมดและในวันที่25 มีนาคม ก็จะมีชุดใหญ่ ขณะที่ประชาชนทั่วไปจะได้รับเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบ และอีกไม่นานจะมีโครงการคนละครึ่งออกมาอีก ทำให้รัฐย่ามใจว่าคุมสถานการณ์ได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีความจริงใจที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือรับฟังเสียงสะท้อนจากภายนอก

โคทม อารียา
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล
ก่อนที่จะมีเหตุบานปลายหรือมีบาดแผลทางใจมากไปกว่านี้ ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเลิกใช้กระสุนยาง และควรนำเจ้าหน้าที่ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเข้ามาทำหน้าที่ หากจะต้องใช้กระสุนยางก็จะควรจะใช้เพื่อยับยั้งหลังการก่อเหตุความรุนแรง เจ้าหน้าที่ต้องมีสติและมีความสามารถในการปฏิบัติงาน ส่วนฝ่ายผู้ชุมนุมจำเป็นจะต้องมีแกนนำ เพื่อทำหน้าที่เจรจากับฝ่ายรัฐหรือมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
เพื่อให้ผู้ร่วมทำกิจกรรมมีความสบายใจ มีความมั่นใจด้านความปลอดภัย ขอให้มวลชนยึดคาถาใช้หลักการในการชุมนุมที่สงบและปราศจากอาวุธ อย่ามองว่าหากยึดหลักการนี้แล้วจะทำให้การชุมนุมไร้สีสัน หรือชุมนุมแล้วไม่เกิดเรื่อง ขณะที่การทำกิจกรรมมวลชนให้น่าสนใจ มีแรงดึงดูด สร้างการมีส่วนร่วมจากการนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ ทุกอย่างต้องมาจากการใช้ความคิดสร้างสรรค์ มีการใช้จินตนาการที่ดี เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์บริเวณด้านหน้าสถานที่สำคัญ แต่ไม่จำเป็นต้องบุกรุกเข้าไปในนั้น
หากมีการชุมนุมครั้งต่อไป เชื่อว่ายังมีมวลชนเข้ามาร่วมสนับสนุน แม้ว่าจะเจอความรุนแรงจากการชุมนุมครั้งล่าสุด เพราะยังมีคนที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว และอาจจะมีบางคนกลัวเรื่องความปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ปกครองก็ต้องวิตกกังวลหากลูกหลานขอไปร่วมกิจกรรม สิ่งเหล่านี้อาจทำให้การชุมนุมมีคนเข้าร่วมน้อยลง แต่ปริมาณมวลชนในการชุมนุม ส่วนตัวมองว่าไม่ได้เป็นเรื่องสำคัญมากนัก เพราะมวลชนเอาคนมา 7 แสนคนหรือมี 7 หมื่นคน หากฝ่ายผู้อำนาจไม่สนใจไม่อยากฟังเสียง ก็ไม่มีประโยชน์
การมีมวลชนจำนวนมากอาจจะมีปัญหาควบคุมยาก เพราะฉะนั้นในข้อเรียกร้องที่มีเป้าหมายชัดเจน ก็ควรมีมวลชนตามที่เหมาะสมพอประมาณ และบางส่วนเห็นว่าจะหลีกเลี่ยงการลงถนน ไปใช้แอพพ์คลับเฮาส์ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ในแนวทางการต่อสู้ยังถือว่าไม่เพียงพอในการกดดันต่อข้อเรียกร้องที่วางแนวทางไว้
สำหรับการทำมวลชนปัจจุบัน จะไม่เห็นการปักหลักพักค้างเหมือนยุคพันธมิตร กปปส. หรือ นปช. แม้ว่าจะมีเยาวชนคนหนุ่มสาวร่วมกันตั้งหมู่บ้านทะลุฟ้าที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่ทราบว่าปัจจุบัน ไผ่ ดาวดิน ในฐานะแกนนำไม่ได้รับการประกันตัว แต่มวลชนที่เหลือก็ยังทำหน้าที่ต่อไป ต้องเข้าใจว่าการเคลื่อนไหวของเยาวชนนักศึกษายังมีข้อจำกัดเรื่องทรัพยากร การบริหารจัดการเงินทุนที่มีไม่มาก ที่ผ่านมาจึงไม่จัดมวลชนให้ยืดเยื้อเพราะเป้าหมายไม่ได้ชุมนุมเพื่อหวังเข้าไปช่วงชิงอำนาจรัฐ หากเทียบกับมวลชนในอดีต ก็เห็นได้ชัดว่าการชุมนุมมีความแตกต่างกันในแนวทางสนับสนุนและเป้าหมาย
ขณะที่การชุมนุมถูกมองว่าไร้แกนนำ ก็ต้องแนะนำว่าเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลายไปมากกว่านี้ ก็ควรให้สิทธิในการประกันตัว ไม่ควรจำกัดสิทธิเสรีภาพในสถานะผู้ต้องหา หากจะมีข้อยกเว้นไม่ให้ประกันก็ควรมีเหตุผลประกอบ หรือกลัวว่าจะไปทำกิจกรรมทางการเมือง ก็ควรมีเงื่อนไขต่อรองให้ชัดเจน
สำหรับคณะกรรมการสมานฉันท์ของฝ่ายนิติบัญญัติก็ควรมีภารกิจ แสดงบทบาทให้สาธารณชนรับทราบ มีกิจกรรมที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย หรือวิธีการอย่างไรที่จะเป็นคนกลางเจรจากับคู่ขัดแย้ง หากประเมินก็คาดว่ากรรมการชุดนี้ยังทำงานเพื่อบริหารจัดการตามแนวทางที่กำหนด ตามทรัพยากรที่มี หรืออาจจะมีปัญหาในแนวทางปฏิบัติ ทำให้การขับเคลื่อนงานสมานฉันท์ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากแนวทางที่คล้ายการสนทนาธรรม ทำให้ไร้ผลในทางปฏิบัติ และคงไม่ได้รับการติดตามจากสื่อมวลชน

เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์
ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
หน่วยงานภาครัฐมีความพยายามเอาชนะผู้ไม่เห็นด้วยในทางการเมืองด้วยวิธีการรุนแรง เพราะเชื่อมั่นในอำนาจที่ตัวเองมีอยู่ เพราะเชื่อมั่นในเรื่องของการจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้ลงตัวได้โดยที่ฝ่ายต่อต้านไม่มีทางต่อสู้ ไม่ฟังวิธีการที่ฝ่ายเห็นต่างได้มีพื้นที่พูดได้เลย ทุกการกระทำไม่ว่าจะเป็นในสภา เราจะเห็นการปิดโอกาสที่จะโหวต ที่จะอภิปรายทั้งๆ ที่มีกรรมาธิการชงขึ้นมาแล้ว ก็ยังตัดบทออกไป นี่เป็นเกมชัดๆ
ส่วนนอกสภา เราก็เห็นการจัดการผู้ที่ไม่เห็นด้วยโดยใช้วิธีการรุนแรง ที่สำคัญคือยืมมือกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมเข้ามาด้วย ถ้ายังเดินหน้าต่อไปอย่างนี้ สังคมไทยจะได้รับผลกระทบรุนแรงมากจากประชาคมโลก แนวโน้มจะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น คิดว่ารัฐบาลควรต้องกลับมาทบทวน
ขณะนี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยแย่มากๆแล้ว ไม่มีอนาคตเลย เราอาจจะเห็นตัวเลข 3-4 เปอร์เซ็นต์ที่จะโต แต่ตัวเลขที่โตขึ้นก็ไม่ใช่ตัวเลขที่มีอนาคต มีแค่บางประเภทที่โต แต่สิ่งที่เป็นอนาคต ไม่โต แต่ดับ นักลงทุนใหญ่ๆ ไปอินโดนีเซีย เวียดนามกันหมด เพราะ 1.ความไม่มั่นใจในทางการเมืองในไทย 2.ความไม่มั่นใจในเรื่องธรรมาภิบาล 3.กระบวนการภายในไม่ใช้การพูดคุย เจรจา ที่จะทำให้เกิดกระบวนการทางรัฐสภา ตอนนี้จะเห็นว่าท่าทีของทั้งสหภาพยุโรป (อียู) ทั้งฝ่ายอเมริกา ในประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน การใช้ความรุนแรง คือสิ่งที่เขาต่อต้าน และมีมาตรการลงโทษ ถ้ารัฐบาลไทยตระหนักและเข้าใจตรงนี้ จะต้องกลับมานั่งทบทวนบทเรียนที่ผ่านมาและเปลี่ยนท่าที ต้องจัดการความมั่นคงภายในประเทศให้จบโดยเร็ว โดยเปิดโอกาสให้ฝ่ายเห็นต่างได้เสนอและมีพื้นที่ต่อรอง
กระบวนการสมานฉันท์ไม่ใช่อย่างที่รัฐกำลังทำอยู่ แต่เป็นการ “เกี้ยเซี้ย”เอาผลประโยชน์ของนักการเมือง 2-3 พรรคมาเกลี่ย มาคุยให้ลงตัว แต่ต้องใช้กระบวนการประชาธิปไตยที่ไม่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ต้องมีกระบวนการยุติธรรมที่แท้จริง มีหลักธรรมาภิบาล มีเครื่องมือทางกฎหมายที่ไม่เป็นเครื่องมือของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่แท้จริง
ส่วนตัวไม่ได้ฝันว่าจะต้องเลิกมาตราไหนหรือไม่เลิกแต่ขอให้มีกระบวนการพูดคุย และมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่ากระบวนการที่นำไปสู่การตกลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ต้องให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่นักการเมืองเกี้ยเซี้ยกัน
สำหรับฝั่งผู้ชุมนุม เท่าที่ดู พบว่าทุกกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้อง มีแนวคิดเรื่องการไม่ใช้ความรุนแรงทั้งสิ้น มีความคิดที่จะให้มีการพูดคุย ต่อรอง โดยนำสิ่งที่อยู่ใต้โต๊ะมาเจรจาบนโต๊ะ ส่วนความรุนแรงที่เกิดขึ้นในการชุมนุมวันที่ 20 มีนาคม รวมถึงก่อนหน้านั้น มีผู้ตั้งข้อสังเกตและวิเคราะห์ว่ามีบุคคลบางรายในกลุ่มผู้ชุมนุมอาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ฝ่ายรัฐบาลสร้างขึ้นมาเพื่อกระทำความรุนแรงให้เกิดความชอบธรรมในการปราบม็อบหรือไม่ ส่วนตัวไม่ได้เชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่คิดว่าไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหา หรือเกิดขึ้นจริงก็ตาม
แต่ทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐบาลหรือผู้ชุมนุม มีหน้าที่ในการจัดการกลุ่มคนที่เริ่มต้นใช้ความรุนแรง ถ้าเริ่มใช้เมื่อไหร่ ก็ต้องมีการ์ด หรือกลุ่มคนที่เคลียร์คนเหล่านี้ออกไป ไม่ให้เกิดการปะทะ การชุมนุมในลักษณะที่ใครอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ควรเกิด เพราะจะเป็นเครื่องมือของบุคคลที่ 3 ไม่อยากโทษว่าเป็นฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายม็อบ หรือฝ่ายอื่น แต่ฝ่ายที่ไม่อยากให้เหตุการณ์สงบ ไม่อยากให้กระบวนการประชาธิปไตยโดยสันติวิธีเกิดขึ้น ทำให้เกิดอุปสรรคกีดขวางในการพูดคุยกัน ดังนั้นทั้ง 2 ฝ่ายต้องตกลงร่วมกันว่า เมื่อมีการปะทะที่ไม่ใช่เจตนา ก็ต้องเคลียร์ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ต้องใช้เครื่องมือทางกฎหมายอย่างแท้จริง โดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้ชุมนุม

