เปิดบันทึก‘กฤษฎีกา’ ศาลนอกไม่ผูกพันไทย แนวเดียวศาล รธน.-‘ธรรมนัส’รอด

เปิดบันทึก‘กฤษฎีกา’ ศาลนอกไม่ผูกพันไทย แนวเดียวศาล รธน.-‘ธรรมนัส’รอด

เปิดบันทึก‘กฤษฎีกา’ ศาลนอกไม่ผูกพันไทย แนวเดียวศาล รธน.-‘ธรรมนัส’รอด

หมายเหตุ เนื้อหาในบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อปี 2554 ที่นายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาขณะนั้นทำหนังสือตอบสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีเนื้อหาบางส่วนระบุว่าคำสั่งศาลต่างประเทศไม่ผูกพันกับประเทศไทย ซึ่งเปลี่ยนจากคำวินิจฉัยเดิมเมื่อปี 2525 ที่ระบุว่า บุคคลที่ถูกศาลต่างประเทศสั่งให้จำคุก ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยที่เปลี่ยนใหม่นี้สอดคล้องกับศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ศาลออสเตรเลียสั่งจำคุก ไม่ต้องพ้นตำแหน่งเพราะคำพิพากษาศาลต่างประเทศไม่ผูกพันประเทศไทย

⦁บันทึกสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องการปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์
สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้มีหนังสือที่ นร 0508/ท2613 ลงวันที่ 5 เมษายน 2554 ถึงสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาสรุปความได้ว่าสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเป็นส่วนราชการที่มีภารกิจเกี่ยวกับการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ.2536 และการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548

อย่างไรก็ดี ในระยะเวลาที่ผ่านมามีบุคลากรของส่วนราชการถูกกล่าวหาว่ากระทําผิดทางอาญาในต่างประเทศและศาลต่างประเทศได้พิพากษาให้ลงโทษจําคุก จึงมีประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับระเบียบทั้ง 2 ฉบับดังนี้

1.ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ. 2536 ข้อ 10(3) กําหนดให้บุคคลที่พึงได้รับการพิจารณาเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จะต้องเป็นผู้ที่ไม่เคยรับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกยกเว้นเป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

ข้อ 20(2) กําหนดให้กรณีผู้ขอรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดทางอาญาและอยู่ระหว่างสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรืออยู่ระหว่างการดําเนินคดีอาญาในศาล แม้คดียังไม่ถึงที่สุดก่อนการเสนอขอพระราชทานในปีใดให้กระทรวงทบวงกรมแจ้งพฤติการณ์ดังกล่าวให้คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทราบด้วย และคณะกรรมการฯอาจมีมติให้รอการพิจารณาการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สําหรับผู้นั้นไว้ก่อนก็ได้

2.ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 ข้อ 7(2) กําหนดเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์กรณีเป็นผู้ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ความผิดอันได้กระทําโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาแล้วเห็นว่าเพื่อมิให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ และเพื่อให้การพิจารณาการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ และการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นไปตามระเบียบทั้ง 2 ฉบับ จึงขอให้สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาให้ความเห็นทางกฎหมาย ดังนี้

1.กรณีเคยได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดของศาลต่างประเทศ หรือถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดทางอาญาและอยู่ระหว่างสอบสวนของพนักงานสอบสวนของต่างประเทศ หรืออยู่ระหว่างการดําเนินคดีอาญาในศาลต่างประเทศ จะต้องพิจารณาดําเนินการตามหลักเกณฑ์ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทย พ.ศ.2536 ข้อ 10(3) และข้อ 20(2) หรือไม่ประการใด

2.กรณีต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกโดยคําพิพากษาของศาลต่างประเทศ จะต้องพิจารณาดําเนินการตามหลักเกณฑ์ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 ข้อ 7(2) หรือไม่ ประการใด

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่2) ได้พิจารณาข้อหารือของสํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีโดยมีผู้แทนสํานักนายกรัฐมนตรี (สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี) เป็นผู้ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้วมีความเห็นในแต่ละประเด็นดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง เห็นว่าโดยปกติการตรากฎหมาย หรือกฎเพื่อใช้บังคับภายในประเทศใดย่อมต้องอยู่ในขอบเขตการใช้อํานาจอธิปไตยของรัฐ และองค์กรของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรนิติบัญญัติ องค์กรบริหาร หรือองค์กรตุลาการย่อมใช้อํานาจได้จํากัดภายในเขตอธิปไตยของแต่ละรัฐนั้นเท่านั้น

กรณีที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกล่าวถึงคําสั่ง หรือคําพิพากษาของศาลย่อมหมายถึงคําสั่ง หรือคําพิพากษาของศาลไทยเท่านั้น ไม่อาจตีความให้รวมถึงคําสั่ง หรือคําพิพากษาของศาลต่างประเทศได้ เพราะจะขัดกับหลักการใช้อํานาจอธิปไตยของรัฐ เว้นแต่หากผู้ตรากฎหมายประสงค์จะยอมรับคําสั่ง หรือคําพิพากษาของศาลต่างประเทศให้มีผลต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายไทยด้วยย่อมต้องบัญญัติไว้อย่างชัดเจนดังเช่น พระราชบัญญัติคนเข้าเมืองพ.ศ.2522 มาตรา 12 (6) ที่บัญญัติห้ามมิให้คนต่างด้าวที่เคยได้รับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาของศาลไทย หรือคําพิพากษาของศาลต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร

ดังนั้นเมื่อระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทยฯ ข้อ 10(3) กําหนดคุณสมบัติของบุคคลที่พึงได้รับการพิจารณาเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ว่าต้องเป็นผู้ไม่เคยรับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกเว้นแต่เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษและข้อ 20(2) กําหนดให้คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อาจมีมติให้รอการพิจารณาขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไว้ก่อนได้ หากผู้ขอรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ผู้ใดถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดทางอาญาและอยู่ระหว่างสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรืออยู่ระหว่างการดําเนินคดีอาญาในศาล แม้คดียังไม่ถึงที่สุดเว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียวโดยมิได้กําหนดไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกของศาลต่างประเทศ หรืออยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนของต่างประเทศ หรืออยู่ระหว่างการดําเนินคดีอาญาในศาลต่างประเทศ

กรณีจึงย่อมหมายความเฉพาะคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกของศาลไทย หรืออยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนของประเทศไทยหรืออยู่ระหว่างการดําเนินคดีอาญาในศาลไทยเท่านั้น ไม่อาจตีความเพื่อให้หมายความถึงคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกของศาลต่างประเทศ หรืออยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวนของต่างประเทศ หรืออยู่ระหว่างการดําเนินคดีอาญาในศาลต่างประเทศได้ เพราะจะเป็นการขัดต่อหลักกฎหมายเรื่องขอบเขตการใช้อํานาจอธิปไตยของรัฐ

นอกจากนี้โดยที่กฎหมายของแต่ละประเทศย่อมกําหนดการกระทําที่เป็นความผิดทางอาญา ประเภทของความผิด องค์ประกอบของความผิดเงื่อนไขการลงโทษ และวิธีพิจารณาคดีอาญาไว้แตกต่างกัน ซึ่งหลักเกณฑ์การพิจารณาว่ากรณีใดเป็นคําพิพากษาที่ถึงที่สุดกรณีใดเป็นความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษของกฎหมายแต่ละประเทศอาจแตกต่างจากกฎหมายไทย โดยการกระทําอย่างเดียวกันกฎหมายของบางประเทศอาจกําหนดให้เป็นความผิดทางอาญา แต่กฎหมายไทยไม่ได้กําหนดให้เป็นความผิด และกฎหมายของบางประเทศก็อาจไม่มีเรื่องความผิดลหุโทษดังเช่นกฎหมายไทย

ด้วยเหตุนี้หากตีความให้ยอมรับคําพิพากษาของศาลต่างประเทศกระบวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนของต่างประเทศ และการดําเนินคดีอาญาในศาลต่างประเทศจะส่งผลให้การบังคับใช้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทยฯ มีความลักลั่นและไม่ได้มาตรฐานเดียวกัน อันจะก่อให้เกิดปัญหาโต้แย้งตามมาเป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น กรณีที่บุคคลใดเคยรับโทษจําคุกโดยคําพิพากษาถึงที่สุดของศาลต่างประเทศ จึงไม่ต้องด้วยลักษณะต้องห้ามในการขอรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามข้อ 10(3) แห่งระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก และเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทยฯ และกรณีที่บุคคลใดถูกกล่าวหาว่ากระทําความผิดทางอาญาและอยู่ระหว่างสอบสวนของพนักงานสอบสวนของต่างประเทศหรืออยู่ระหว่างการดําเนินคดีอาญาในศาลต่างประเทศ จึงไม่ต้องด้วยเงื่อนไขที่ คณะกรรมการพิจารณาการเสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จะมีมติให้รอการพิจารณาขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สําหรับผู้นั้นไว้ก่อนตามข้อ 20(2) แห่งระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือกและเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยศยิ่งมงกุฎไทยฯ

ประเด็นที่สอง เห็นว่าการที่ข้อ 7(2) แห่งระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 กําหนดเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ว่าต้องเป็นผู้ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษโดยมิได้กําหนดไว้อย่างชัดเจนว่าให้รวมถึงคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกโดยศาลต่างประเทศด้วย กรณีจึงย่อมหมายความเฉพาะการเป็นผู้ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกโดยศาลไทยเท่านั้น ดังเหตุผลที่ได้อธิบายไว้ในประเด็นที่หนึ่ง

ด้วยเหตุนี้กรณีที่บุคคลใดเป็นผู้ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกโดยศาลต่างประเทศ จึงไม่ต้องด้วยเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามข้อ 7(2) แห่งระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฯ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon