หมายเหตุ – นักวิชาการและฝ่ายการเมืองออกมาชำแหละร่าง พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 วงเงินงบประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท บรรจุเข้าสภาพิจารณาวาระแรกในวันที่ 31 พฤษภาคม-2มิถุนายน 2564
สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง

การจัดทำร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 มีแค่บางส่วนที่จัดสรรไว้ดูแลปัญหาโควิด-19 แต่ถ้าหากดูประเด็นปัญหาด้านเศรษฐกิจที่ทำให้มีงบประมาณลดลง เนื่องจากจัดเก็บรายได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และจะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น การขาดดุลงบประมาณก็จะเพิ่มขึ้น เมื่อถามว่าการจัดทำงบตอบโจทย์เรื่องโควิด-19 หรือไม่ เพราะกว่าสถานการณ์นี้จะคลี่คลายอย่างน้อยปี 2565 ขณะเดียวกันในปี 2564 ภายในประเทศมีการฉีดวัคชีน ซึ่งจะต้องฉีดให้ได้ตาม
เป้าหมาย 70% ของประชากร
แต่อย่าลืมว่าเชื้อโควิดมีการกลายพันธุ์ ทำให้หลายประเทศต้องฉีดวัคซีนให้ประชากรมากถึงร้อยละ 85 หากเป็นสถานการณ์ในไทยก็คงจะต้องฉีดมากกว่า 100 ล้านโดส และจะต้องมีความหลากหลายของวัคซีนโดยเฉพาะไฟเซอร์และโมเดอร์นา ดังนั้น หากติดตามสิ่งที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ ขอเรียนว่ายังไม่ตอบโจทย์ การจัดทำงบรายจ่ายประจำปี เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น การเปิดประเทศยังทำได้ยาก
แม้จะมีการประเมินว่าวัคซีนที่เตรียมไว้ยังไม่พอไปถึงปี 2565 และการจัดซื้อวัคซีนเพิ่มทำให้มีผลกระทบกับการใช้งบประมาณโดยตรง และขอเรียนว่าการเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด-19 บางประเทศได้เตรียมงบเผื่อไว้ใน 3-4 ปีข้างหน้า
หากสถานการณ์ยังไม่ยุติสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือปัญหาการว่างงานหรือมีงานทำแต่มีรายได้น้อยลง เพราะฉะนั้นงบประมาณที่ภาครัฐวางไว้เพื่อแก้ไขปัญหา ตามเงื่อนไขและกรอบเวลาที่กำหนด ก็คงไม่เพียงพอเพราะจะมีการกู้เพิ่มอีก 7 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผ่อนปรน การบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และการเยียวยา ที่สำคัญในภาวะระบาดของโควิดจะต้องดูเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจถือเป็นหัวใจที่สำคัญ หากปีนี้โตได้ 2% ก็ถือว่าดีมากแล้ว เพราะปีที่แล้วติดลบ 6% ทำให้ประเทศไทยต้องใช้เวลาจากปีนี้และบวกอีก 3 ปี กว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะปกติเหมือนปี 2562 แต่การจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2565 ยังไม่มีอะไรกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างเพียงพอ
เมื่อดูศักยภาพในเรื่องของการพัฒนาและศักยภาพในการแข่งขัน ในปีนี้อาจจะต้องใช้งบประมาณ 10% แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องกระตุ้นการลงทุน ที่ผ่านมาเรามีแต่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ในเรื่องของการลงทุนหรือการทำโครงสร้างพื้นฐานยังมีบ้างแต่ไม่มาก จึงทำให้การฟื้นตัวยังมีความอ่อนแอ และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมคงไม่น่าแปลกใจ หากรัฐบาลจะขยายวงเงินกู้เพิ่ม หลังจากกู้เพิ่ม 7 แสนล้านบาท ยังอยู่ที่ 60% ของหนี้สาธารณะจากจีดีพี ขณะที่ประเทศอื่นไปถึง 100% แล้ว ดังนั้น ภายใต้สภาวะแบบนี้ทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหายังไม่จบง่ายๆ
ยืนยันอีกครั้งการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายปี 2565 ไม่ได้แก้ปัญหาในสถานการณ์โควิด-19 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับที่เพียงพอ ขอเรียนว่าเศรษฐกิจจะไม่มีวันฟื้นถ้าโควิดยังไม่ได้หมดไป และหากรัฐบาลแก้ไขปัญหาได้ไม่เต็มที่ก็จะมีระลอกใหม่ระบาดเพิ่ม ทำให้การพื้นเศรษฐกิจทำไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ดังนั้น การจัดทำงบจะต้องทุ่มเทเพื่อมาดูแลปัญหาโควิด อย่างน้อยต้องหางบไว้ซื้อวัคซีนเผื่อในปีหน้าและปีต่อๆ ไปมากพอสมควร รวมทั้งการติดตามการจัดหาวัคซีนในเจเนอเรชั่นใหม่ซึ่งยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้
เผ่าภูมิ โรจนสกุล
รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพรรค พท.
งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 ถือเป็นการจัดงบครั้งประวัติศาสตร์ในช่วงวิกฤตที่สุดของประเทศไทยจากผลกระทบจาก โควิด-19 ประเทศไทยต้องการงบประมาณที่ตอบโจทย์ ตรงเป้า สำหรับวิกฤตนี้ เพราะเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ประชาชนทั้งประเทศตั้งตารอคอยเสมือนหยดน้ำหยดสุดท้ายที่มี แต่เมื่อพิจารณาตัวงบประมาณอย่างละเอียด ต้องบอกว่าผิดหวังและสิ้นหวังกับการจัดทำงบประมาณฉบับนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยภาพใหญ่สุดคือในมิติของจำนวน ประเทศเรากำลังต้องการงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อสู้กับวิกฤตครั้งนี้ แต่งบปี 65 กลับถูกปรับลดลง 5.66% นอกจากนั้น ตามมาตรา 21 พ.ร.บ.หนี้สาธารณะให้กู้เพื่อชดเชยขาดดุลได้ 700,000 ล้านบาท รัฐบาลก็เลือกที่จะขาดดุล 700,000 ล้านบาทเต็มพิกัด นั่นหมายถึงเงินก็ไม่พอ จะกู้เพิ่มในระบบงบประมาณก็ไม่ได้อีกแล้ว
หากลงลึกในรายละเอียดของงบ 65 ทำให้ต้องถึงกับอ้าปากค้าง เริ่มต้นที่กระทรวงกลาโหม ยังได้งบเป็นกระทรวงสูงสุด 1 ใน 5 อีกทั้งสัดส่วนงบกระทรวงกลาโหมต่องบประมาณกลับพุ่งขึ้นจากปีก่อนเป็น 6.6% นอกจากนั้น ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงได้รับการจัดสรรสูงกว่ายุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน ทั้งๆ ที่ประเทศอยู่ในช่วงวิกฤตและต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่เพื่อรองรับโลกหลังโควิด-19 เจาะลึกลงไปที่ระดับแผนงาน จะพบว่าแผนงานด้านความมั่นคงทิ้งห่างแผนงานด้านความสามารถในการแข่งขันหลายด้านแบบไม่เห็นฝุ่น เช่น แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศสูงถึง 62,974 ล้านบาท แผนงานยุทธศาสตร์รักษาความสงบภายในประเทศมากถึง 21,674 ล้านบาท เทียบกับแผนงานยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลที่ได้งบเพียง 1,724 ล้านบาท แผนงานยุทธศาสตร์พัฒนา SMEs ซึ่งสำคัญมาก กลับได้งบเพียง 1,928 ล้านบาท ห่างกันเป็นสิบๆ เท่าตัว อย่างนี้ประเทศไทยจะแข่งขันกับคนอื่นได้อย่างไร นอกจากนี้ งบการป้องกันประเทศลดลงเพียง 4.9% ในขณะที่งบสาธารณสุขถูกหั่นมากถึง 10.8% การจัดงบแบบนี้จึงเกิดคำถามดังๆ ว่าตอนนี้เราอยู่ใน สงครามโลกหรือสงครามโรค กันแน่
งบด้านสวัสดิการ ในวิกฤตที่ประชาชนกำลังทุกข์ยากแสนสาหัส แต่งบสวัสดิการกลับถูกตัด สวัสดิการผู้สูงอายุถูกหั่น 55,860 ล้านบาท (ถูกหั่น 15.2%) งบสวัสดิการสังคมอื่นถูกหั่นลึกหายไปถึง 38.2% งบสำนักงานประกันสังคมถูกหั่นถึง 30.2% กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติถูกหั่น 1,814.6 ล้าน เหล่านี้พรรคเพื่อไทยก็ทำใจยอมรับได้ยาก งบการศึกษา ตัดตรงไหนไม่ตัด กลับไปตัดหนักที่งบในส่วนระดับก่อนวัยเรียน ประถมศึกษาและมัธยมศึกษาถูกตัดถึง 21,310 ล้านบาท ซึ่งถ้ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์ก็น่าจะพอมองเห็นว่าตรงนี้คือกล่องดวงใจของระบบการศึกษา ทุกอย่างเริ่มจากตรงนี้ สำคัญที่สุดในการสร้างทุนมนุษย์แต่กลับเลือกตัดตรงนี้
อีกอย่างที่น่ากลัวคือด้านแรงงาน ไทยกำลังเจอการตกงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 11 ปี ต้องเตรียมพบกับภาวะ Labor Mismatch ครั้งใหญ่ที่สุด ต้องทำการ Upskill Reskill แรงงานให้สอดรับกับโลกหลังโควิด-19 ให้ได้ แต่ดูงบ 65 ด้านแรงงานแล้วถึงกับสิ้นหวัง เพราะกระทรวงแรงงานถูกหั่นงบเกือบ 30% ถือเป็นกระทรวงที่ถูกหั่นงบเป็นสัดส่วนที่มากเป็นอันดับ 1 ในขณะที่ประเทศต่างๆ ทุ่มงบอย่างหนักเรื่องแรงงานหลังโควิด-19 แต่เรากลับเพิกเฉยและมองข้าม
ด้านการฟื้นฟูธุรกิจของประเทศ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี จากที่ตายเกลื่อนจากโควิด-19 เจาะงบแล้วก็สงสารประเทศ งบสนับสนุนกองทุนส่งเสริมเอสเอ็มอี ถูกหั่น 37% บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ซึ่งทำหน้าที่ค้ำประกันสินเชื่อให้เอสเอ็มอี ซึ่งสำคัญมากๆ ในภาวะที่ธนาคารพาณิชย์ไม่อยากปล่อยกู้ ถูกตัดถึง 23% ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยที่ดูแลเอสเอ็มอีทั่วประเทศโดนหั่น 18% การจัดงบแบบนี้จึงเป็นการทำลายเอสเอ็มอีซึ่งเป็นฐานภาคธุรกิจของประเทศ แบบนี้ประเทศเราจะฟื้นได้อย่างไร
ทั้งหมดนี้บอกกับเราว่าในช่วงที่วิกฤตที่สุด ช่วงที่คนไทยกำลังทุกข์ยากที่สุดและการคลังตึงตัวสูงสุด รัฐบาลกลับเลือกที่จะจัดงบแบบทองไม่รู้ร้อน เสมือนอยู่ในสงครามโลกมากกว่าสงครามโรค ผิดทิศผิดทาง เสมือนคนกำลัง
จมน้ำ แต่จัดห่วงยางรั่วมาให้
พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการจัดงบแบบนี้อันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตเช่นนี้ มากกว่านั้น จากความล้มเหลวของรัฐบาลทั้งทางด้านสาธารณสุข ด้านเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาแล้วยังจัดงบได้อย่างน่าผิดหวัง สังคมกำลังตั้งคำถามดังๆ ว่าเราควรจะไว้วางใจให้รัฐบาลแบบนี้เป็นผู้ดูแลงบประมาณ (3.1 ล้านล้านบาท) รวมถึงเงินกู้ก้อนใหม่ (ราว 7 แสนล้านบาท) อีกหรือไม่
ศิริกัญญา ตันสกุล
ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ฝ่ายนโยบาย
การอภิปราย พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 นั้น สไตล์ของพรรค ก.ก.คือการอภิปรายหนึ่งคนหนึ่งเรื่องไม่ซ้ำกัน โดยในการอภิปรายปีนี้ใช้ธีม หากพรรค ก.ก.เป็นรัฐบาลจะออกแบบงบเป็นปีแห่งการฟื้นฟูประเทศในแต่ละด้าน เช่น การฟื้นฟูรากฐาน สวัสดิการสุขภาพประชาชน เศรษฐกิจฐานรากและอุตสาหกรรม รวมถึงการปรับลดงบในส่วนที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่างบ 65 มีปัญหาเชิงโครงสร้างค่อนข้างเยอะ มีปัญหาในเชิงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติหนี้สาธารณะ และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นมาในยามที่รัฐบาลจัดเก็บรายได้ประชาชนลดลง สุดท้ายส่วนที่ขาดอยู่ก็ต้องใช้วิธีการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล ซึ่งก็กู้ได้อย่างจำกัด
จนทำให้กรอบงบ 65 อยู่ที่ 3.1 ล้านล้านบาท แทนที่จะต้องเพิ่มขึ้น
เพื่อใช้อัดฉีดเงินในระบบเศรษฐกิจ
พรรคจะใช้ธีมปีแห่งการฟื้นฟู ยืนยันว่างบประมาณด้านสวัสดิการจะต้องเพิ่มขึ้น เพราะงบ 65 งบส่วนนี้ถูกตัดไปจำนวนมาก เช่น บัตรทอง
ประกันสังคม และบัตรคนจน ก็ต้องตั้งคำถามว่าในยามที่ประเทศต้องการการฟื้นฟูและประชาชนต้องการความมั่นคงในชีวิต รัฐบาลตัดสวัสดิการแบบนี้ถือว่าไม่ถูกที่ถูกเวลา โดยจะเน้นประเด็นเรื่องการฟื้นฟู ตัวอย่างเช่น การฟื้นฟูสุขภาพ ปัจจุบันประชาชนมีความเสี่ยงด้านสุขภาพมากขึ้น ทั้งจากโควิด-19 และโรคอื่นๆ โดยเราไม่เห็นงบประมาณที่ถูกจัดไว้เพื่อซื้อวัคซีนโดสที่สาม เพื่อฉีดกระตุ้นต่อไปในอนาคตเหมือนที่วัคซีนไข้หวัดใหญ่ต้องฉีดทุกปี เรื่องการฟื้นฟูการเรียนรู้ นักเรียนนักศึกษาต้องเรียนออนไลน์มาเป็นระยะหนึ่งปีแล้ว ซึ่งไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะมีความพร้อมเรียนออนไลน์โดยเฉพาะเด็กที่มีฐานะยากจน ดังนั้น งบด้านการศึกษาจะต้องเป็นไปเพื่อฟื้นฟูการเรียนของเด็ก
เรื่องการฟื้นฟูการเรียนรู้ของแรงงานที่ต้องเพิ่มทักษะใหม่ๆ ที่กระทรวงแรงงานจัดเตรียมงบในส่วนนี้ไว้น้อยมาก เรื่องการฟื้นฟูเอสเอ็มอีที่อยู่ในภาคท่องเที่ยวและบริการที่อาจจะประสบปัญหาในการปรับเปลี่ยนธุรกิจของตัวเอง ล่าสุดงบได้ถูกตัดไปประมาณ 400 ล้านบาท

