ส่องศึกอภิปรายงบ65 ทะลุแปรญัตติวาระ2

ส่องศึกอภิปรายงบ65 ทะลุแปรญัตติวาระ2

หมายเหตุ ความคิดเห็นของนักวิชาการ และคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท ถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในวาระ 2 หลังผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระแรกเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา

ศิริกัญญา ตันสกุล
ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.)
ในฐานะ กมธ.วิสามัญพิจารณางบฯปี 2565

สําหรับภาพรวมการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 เป็นปีที่มีความพิเศษตรงที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล วิพาษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯฉบับนี้ เนื่องจากเห็นว่ามีปัญหาจริงๆ ทำให้ประชาชนต้องเสียประโยชน์ เสียโอกาส

ประเด็นที่พูดกันมากคือด้านสาธารณสุข เพราะค่อนข้างขัดแย้งกับความรู้สึกว่าเรากำลังอยู่ในท่ามกลางวิกฤตสาธารณสุข แต่ปรากฏว่างบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขหลายรายการถูกตัดลดไป อาทิ กรมควบคุมโรค สถาบันวัคซีนแห่งชาติ

ส่วนทางด้านสวัสดิการของประชาชนก็มีข้อข้องใจหลายอย่างว่าเหตุใดถึงตัด สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กองทุนประกันสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา บัตรคนจน เป็นต้น

ทั้งนี้ ตลอด 3 วันที่ผ่านมาทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีเวลาที่จะตอบคำถามของ ส.ส.หลายชั่วโมง แต่ไม่ทำให้เรารู้สึกวางใจว่าเมื่อตัดลดสวัสดิการ สุดท้ายแล้วจะกระทบกับชีวิตประชาชนหรือไม่ อย่างไร ยังไม่มีความกระจ่าง

เป็นที่น่าแปลกใจ เพราะไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณปีนี้รุนแรงขนาดไหน แต่สุดท้ายก็ยังคงยกมือให้ผ่านอยู่ดี ทั้งๆ ที่มันยังมีทางออก ถ้าเกิดจะต้องกลับไปใช้งบ 2564 ไปพลางก่อน ก็จะทำให้ทั้งงบสวัสดิการ งบสาธารณสุขที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลได้วิพากษ์วิจารณ์ก็จะเพิ่มขึ้นกับมาทันที แต่น่าเสียดายที่ไม่ยอมเลือกทางนี้ ทำให้สุดท้ายพอจะเห็นว่าไม่ใช่ระบบสาธารณสุขหรือสวัสดิการประชาชนที่อยากจะปกป้อง แต่มันคืออำนาจและผลประโยชน์ที่เขารู้สึกว่าเสียไป นี่คือการต่อรองทางการเมือง พอคุยกันจบ ก็ยกมือให้ผ่านกันง่ายๆ

สำหรับการพิจารณาวาระ 2 ในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) คงต้องตรวจกันแบบรายบรรทัดเลย เพราะว่างบประมาณปีนี้น้อยลงอยู่แล้ว แน่นอนว่ายังเหลือไขมันที่เราตัดได้ แต่ต้องตัดด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ นอกจากกระทรวงกลาโหมแล้ว ยังเห็นว่ามีงบก่อสร้างที่ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอยู่ในทุกกระทรวง ยกตัวอย่างกระทรวงมหาดไทย จะมีงบก่อสร้างจวนผู้ว่าราชการจังหวัดหลังละ 12 ล้านบาท ส่วนตัวมองว่าหากกระทรวงมหาดไทยไม่สามารถนำรูปมาให้ดูว่าจวนผู้ว่าฯใกล้พังก็คงเป็นสิ่งแรกๆ ที่ต้องถูกตัดไป รวมถึงที่ว่าการอำเภอ หอประชุมต่างๆ ที่ยังไม่มีความจำเป็นขณะนี้ อาจจะชะลอการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอาคารต่างๆ ออกไปได้

นอกจากนี้งบในส่วนของการอบรมสัมมนา แม้ว่านายกฯยืนยันว่ามีการตัดไปแล้ว แต่ยังมีซ่อนอยู่ในโครงการต่างๆ อีกมาก ดังนั้นถ้าไม่มีการตั้งเป้าหมายว่าเกิดผลสำเร็จได้จริงก็จะต้องพิจารณาอย่างเข้มข้น

สิ่งสำคัญหลายหน่วยงานได้รับงบจากเงินกู้ 1 ล้านล้านบาทด้วย จึงต้องพิจารณาว่าถ้า 1 ล้านล้านบาท ยังไม่ทำสำเร็จ จะยังมีสรรพกำลังที่จะมาทำโครงการเพิ่มของงบปี 2565 หรือไม่ ต้องสอบถามเรื่องผลการดำเนินงานของงบประมาณเงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งสัปดาห์หน้าจะมีการพิจารณา พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาทด้วย จึงต้องพิจารณาอย่างเข้มข้นว่าเงินที่ให้ไปเพิ่มได้ใช้ด้วยความมีประสิทธิภาพหรือไม่ หากต้องรับโครงการใหม่ของปี 2565 จะสามารถดำเนินกิจการได้หรือไม่ เพราะปัญหาเรื่องหน่วยงานไม่พร้อม ก็เป็นปัญหาที่ทำให้โครงการเบิกจ่ายล่าช้าและไม่สัมฤทธิผลมาโดยตลอด

อย่างไรก็ตาม ตลอด 2 ปีที่เข้ามาทำหน้าที่กรรมาธิการงบประมาณ การทำงานจะไม่ได้แบ่งเป็นฝ่ายค้านหรือรัฐบาล ถ้ากรรมาธิการให้เหตุผลที่สามารถจูงใจกรรมาธิการคนอื่นได้ สามารถโหวตกันหรือปรับลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นได้หลายกรณี และเมื่อตัดได้แล้ว การตัดสินใจว่าจะโอนงบนี้คืนไปให้หน่วยงานใด เท่าที่ผ่านมาเราสามารถส่งกลับคืนไปให้หน่วยงานที่มีความจำเป็น แต่โดนสำนักงบประมาณตัดมาตลอด

เช่น ปีที่ผ่านมา ให้คืนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ถูกปรับลดอัตราภาษีที่ดินประมาณ 1 หมื่นล้านบาท กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สำนักงานประกันสังคมในส่วนของเงินสมทบ เป็นต้น ซึ่งกรรมาธิการงบประมาณมีความเข้มแข็งที่จะพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนในระดับหนึ่ง

ภราดร ปริศนานันทกุล
ส.ส.อ่างทอง และโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
ในฐานะ กมธ.วิสามัญพิจารณางบปี 2565

กรณีที่พรรค ภท. ลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2565 ในวาระแรก หลัง ส.ส.ของพรรคอภิปรายวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักนั้น เป็นการวิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้รัฐบาล รู้ข้อบกพร่องและนำไปแก้ไข ไม่ใช่เป็นการวิจารณ์เพื่อทำลายใคร ผมเป็น ส.ส.มา 3 สมัย อยู่ฝ่ายรัฐบาลตลอด แต่ทุกครั้งที่อภิปราย ไม่เคยมีครั้งใดที่ชื่นชมรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด เพราะได้แสดงเหตุผล ข้อดี ข้อเสีย และเสนอแนะแนวทางปรับปรุงแก้ไข

ส่วนสาเหตุที่พรรคลงมติรับหลักการนั้น เพราะหากไม่ลงมติรับหลักการ และร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯตกไป รัฐบาล และหน่วยงานต่างๆ จะต้องให้สำนักงบประมาณพิจารณากันใหม่ กว่าจะเสนอวาระแรกต่อสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง ก็ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน กว่าจะได้ใช้งบประมาณ 2565 ก็ไม่น่าเร็วกว่าเดือนมีนาคม 2565 ซึ่งเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณแล้ว และหากใช้งบประมาณปี 2564 ไปพลางก่อน ก็ไม่มีงบลงทุนจากรัฐบาล ซึ่งไม่เป็นผลดี และยังไม่มีงบประมาณสำหรับบริหารสถานการณ์โควิดด้วย

ดังนั้นการอภิปรายท้วงติง ก็เพื่อต้องการชี้ให้เห็นชัดๆ ว่าการจัดสรรงบประมาณแบบนี้ บนสถานการณ์ไม่ปกติแบบนี้ เป็นการจัดสรรที่ผิดพลาด และน่าผิดหวัง ทั้งที่ควรทำได้ดีกว่านี้ การทำหน้าที่ผู้แทนฯ ก็มีหน้าที่วิพากษ์ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่วิพากษ์ เพื่อนำไปสู่ความพินาศ

ส่วนการพิจารณาขอเพิ่มงบของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ยอมรับว่าการพิจารณาในชั้น กมธ.วิสามัญฯ ค่อนข้างลำบาก เพราะ ส.ส.ไม่สามารถแปรญัตติเพิ่มงบประมาณได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 144 กำหนดไว้ ดังนั้นหน้าที่ของ กมธ. คือปรับลดได้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณา หน่วยงานสามารถเสนอคำขอเพิ่มเติมได้ และ กมธ.มีหน้าที่พิจารณาว่าหากคืนงบให้หน่วยงานเพื่อเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาล หน่วยงานด้านสาธารณสุขได้หรือไม่

เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ
กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2565

ที่มีชื่อผมเป็น กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2565 ในสัดส่วนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพิ่งรู้เรื่องช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ก่อนหน้านี้มีฝ่ายค้านพรรคเล็กติดต่อมาบ้าง และฝั่งรัฐบาลก็ไม่ได้มีแค่พรรค พปชร.พรรคเดียว แต่พรรคอื่นก็ชวนมาทำงานด้วยกัน อย่างไรก็ตามถ้าเขาตั้ง ก็ทำงานให้

เมื่อคืนยังไม่รู้ว่ามีรายชื่อ เพราะเขาไม่เคยบอก แต่ยืนยันว่าก็ยังคงตรวจสอบเหมือนเดิม ยกตัวอย่างกรณีที่ผ่านมา ตอนที่อยู่ฝ่ายค้านเห็นพรรคร่วมโหวตกฎหมายที่ไม่ถูกก็ร้องหมด ไม่ใช่ว่าพอเป็นผู้ชำนาญการให้เห็นอะไรไม่ถูกและจะปล่อยผ่าน ถ้าเห็นว่าอะไรไม่ถูกก็ยังคงร้องเหมือนเดิม แม้จะย้ายค่ายแล้ว ส่วนตัวเป็นคนอย่างนี้

ส่วนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯปี 2565 ในวาระที่ 2 นั้น ที่เห็นการอภิปรายของ ส.ส.ที่ผ่านมาเห็นด้วยที่งบจะต้องแปรเพื่อความเหมาะสม และงบประมาณฉบับนี้ ครม.มีมติเมื่อธันวาคมปี 2553 แต่ตอนนี้ปี 2564 มีปัญหาที่ใหญ่โตของบ้านเมืองอย่างโควิดระลอก 3 เริ่มเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และวันนี้ต้องให้รัฐบาลเอางบไปก่อน ส่วนอะไร ตรงไหน ไม่ถูกที่ทำมาตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมาก็ต้องแปรญัตติตัดงบประมาณว่าตรงไหนที่ไม่เหมาะสม ไม่จำเป็นหรือเร่งด่วนก็ต้องปรับลดไป แล้วให้รัฐบาลไปจัดสรร เพราะบอกให้ลดได้ แต่ไม่สามารถชี้ให้เอาไปตรงนั้น ตรงนี้ เพราะผิดรัฐธรรมนูญ ฉะนั้นมองว่างบประมาณต้องออกให้เร็วเพราะรัฐบาลมีเรื่องอื่นต้องทำ ไม่ใช่เอามาแช่อย่างที่ผ่านมา

ที่หลายคนบอกว่าโหวตไม่รับหลักการ 201 เสียง แล้วทำไมจึงรับเป็น กมธ. คือ ถ้าไม่รับทั้งฉบับ จะแปรญัตติได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจึงต้องรับแล้วแปรญัตติเพื่อให้เกิดประโยชน์ การที่บอกให้คว่ำงบไปเลย แล้วยังชวนพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์คว่ำงบด้วย อย่างนี้จะแก้ปัญหาประเทศได้อย่างไรเพราะมันน้อย ใช้งบประมาณ 2564 ไปพลางก่อน แต่ในงบประมาณ 2564 ไม่ได้มีเรื่องโควิดและอย่างนี้จะเอาเงินอะไรไปซื้อ เพราะเงินแผ่นดินไม่สามารถจ่ายออกได้

3 วันที่ผ่านมา ก็พูดวนเวียนไปมาไม่รู้เรื่องกันเลย แถมยังมีการยกมือไหว้ให้ลาออก แล้วใครจะมาบริหารประเทศในยามวิกฤต เพราะกว่าจะฟอร์มรัฐบาลกว่าจะมีการเลือกตั้ง ระหว่างนั้นใครดูแลบ้านเมือง รัฐบาลทำถูกไม่ถูก ตรงไหนก็เข้าชื่อร้องเรียนไป ไม่ใช่แถลงข่าวจะร้องแล้วหายเงียบ ส่วนตัวมองว่าในวิกฤตบ้านเมืองอย่างนี้ทำงานเอามันไม่ได้

ฉะนั้นเมื่อเข้าสู่งบประมาณควรทำ และทำอย่างไรให้หน่วยงานที่ของบมาอยู่ในความเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ได้วิ่งพลุ่งพล่านอย่างทุกปีที่ผ่านมา และในวันนี้ต้องทำให้เร็วเพราะมีเรื่องให้ห่วง เมื่อเสร็จงบประมาณ 2565 ก็ รีบดู พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ให้เรียบร้อย รัฐบาลจะได้มีเครื่องมือ และก็มาไล่ดูว่ารัฐบาลใช้เงินทุจริตหรือประพฤติมิชอบหรือไม่ อย่างเป็น กมธ.วิสามัญติดตามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ พ.ร.ก. 1 ล้านล้าน ในวันนี้มีออกมาระบุบ้างหรือไม่ว่าเกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น

ผศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จริงๆ แล้วการอภิปรายงบประมาณครั้งนี้ ธงอยู่ที่ความพยายามมองเกมการเมืองในอนาคต เหมือนกับว่าตอนนี้ทุกฝ่ายพร้อมที่จะมองเรื่องการเลือกตั้งและการยุบสภาเป็นเรื่องหลัก เราจะเห็นว่าเมื่องบประมาณอะไรมาจะหมายถึงการปูพรมการหาเสียงไปด้วยถ้ามีอุบัติเหตุยุบสภาขึ้นมา

การโหวตในสภารอบนี้ ทุกฝ่ายไม่มั่นใจว่ารัฐบาลจะอยู่ได้นานขนาดไหน ฝ่ายค้านหลายคนอภิปรายข้อมูลได้ดีมาก โดยเฉพาะฝั่งพรรคเพื่อไทย อย่างไรก็ตาม การอภิปรายล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่เป็นการเปิดแผลรัฐบาล

การอภิปรายอย่างราชสีห์ โหวตอย่างหนูอาจเป็นภาษาการเมืองที่สะท้อนภาพการทำงานของสภา ท้ายที่สุดต้องรอดูว่าการยุบสภาจะเกิดขึ้นเมื่อไร

เวลาเรามองสภาไทย มันมีพรรค แต่ภายใต้พรรคยังมีพวก ดังนั้นการอภิปรายก็ทำไป แต่มีใต้โต๊ะ สังคมไทยต้องอย่าลืมว่ามันมีพวกอยู่ พอมีพวก เส้นแบ่งระหว่างพรรค ไม่มีคำว่าพวก คือจุดอ่อนของการเมืองไทยในปัจจุบัน คำว่าพวกจะสร้างงูเห่า คำว่าพรรคและพวก ซ้อนอยู่ในการเมือง ในรัฐสภาไทย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon