บทเรียนซ้ำซาก-ทางแก้ ไฟไหม้ รง.สารเคมี-บึ้มซ้ำ

7.07.21 | 11:16 น.
บทเรียนซ้ำซาก-ทางแก้ ไฟไหม้ รง.สารเคมี-บึ้มซ้ำ หมายเหตุ - ความเห็นนักวิชาการ

หมายเหตุ ความเห็นนักวิชาการ กรณี บริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด ตั้งอยู่ ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นโกดังเก็บสารเคมี 50 ตัน เกิดเหตุเพลิงไหม้ และระเบิดขึ้นหลายครั้ง ส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบรัศมีกว่า 1 กิโลเมตร

ไพสิฐ พานิชกุล
ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.)

จังหวัดเชียงใหม่เคยเกิดเหตุรุนแรงในลักษณะเดียวกันนี้มาแล้ว คือ โรงงานอบลำไยระเบิด ที่ อ.สันป่าตอง ครั้งนั้นมีคนงานเสียชีวิต 36 ราย บ้านเรือนเสียหาย 562 หลังคาเรือน รวมทั้งวัด โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ราชการที่อยู่บริเวณรอบโรงงานในรัศมี 1 กิโลเมตร ประเมินค่าเสียหายไม่ต่ำกว่า 212 ล้านบาท

ปกติแต่ละพื้นที่จะมีแผนทุกปี เพราะมีกฎหมายเกี่ยวกับการบรรเทาสาธารณภัย เช่น เรื่องแผ่นดินไหว หรือน้ำท่วม

Advertisement

แต่โรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นปัญหาส่วนใหญ่จะเป็นโรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบ หากจะใช้บทเรียนของโรงงานกิ่งแก้ว บางพลี สมุทรปราการ ก็ต้องเป็นเรื่องของผังเมือง ที่จะต้องเข้ามาจัดโซนนิ่ง เขตโรงงานที่ชัดเจน ลงลึกในรายละเอียดว่า โรงงานใช้สารอะไรในกระบวนการผลิต ที่ผ่านมามีความพยายามผลักดันเรื่องที่ควรจะทำมาตลอด

แต่มักจะติดเรื่อง ‘ความลับ’ ทางการค้า เลยทำให้ความพยายามยังติดขัด ซึ่งความจริงผู้ประกอบการต้องแจ้งเกี่ยวกับสารที่ใช้ในการผลิต สถานที่จัดเก็บ ก็จะไปเจอว่าสารบางตัวไม่สามารถจัดเก็บอยู่ในชุมชนได้

ตรงนี้จะทำให้เห็นว่ากระบวนการผลิต จะมีการปล่อยสารอะไรออกมา คือ ใส่สารอะไรเข้าไป เมื่อผลิตแล้ว จะมีสารอะไรออกมาบ้าง โรงงานต้องรับผิดชอบว่ามีการปล่อยสารพิษ หรือสารไม่มีพิษอะไรออกมา คือ ต้องชัดเจน บทเรียนของโรงงานกิ่งแก้ว คือ ต้องทำให้อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อมโปร่งใส

คือที่ผ่านมา เราใช้วิธีการตั้งพื้นที่กลุ่มโรงงาน เช่น เขตโรงงาน เขตนิคมอุตสาหกรรม แต่กรณีโรงงานกิ่งแก้ว เมื่อสร้างโรงงานแล้ว มีหมู่บ้านจัดสรรเกิดขึ้นตามมาล้อมรอบในภายหลัง ปัญหาคือ ทำให้การวางผังและการใช้พื้นที่ไม่ไปด้วยกัน

จุดนี้ต้องไปดูว่า มีความหละหลวมขนาดไหน ต้องกลับไปดูแผนผัง เพราะเคยมีตัวอย่างในนิคมมาบตาพุด แต่คราวนั้นเกิดในเขตนิคม แต่ครั้งนี้เกิดที่บางพลี ท้องถิ่นต้องมีเครื่องมือจัดการ เพราะสารบางตัวใช้น้ำดับไม่ได้ ต้องใช้โฟมลักษณะไหน

กระทรวงอุตสาหกรรมมีความพยายามเสนอเขตอุตสาหกรรม หรือที่เรียกว่า นิเวศอุตสาหกรรมสีเขียว แต่ปัญหาใหญ่ คือ การลงทุนสูงมาก

ซึ่งโรงงานที่มาตั้งในประเทศไทยส่วนใหญ่จะพยายามลดต้นุทน กลายเป็นการผลักภาระให้สังคมแบกรับ กลายเป็นปัญหาใหญ่มาก ยกตัวอย่างที่เกิดกับโรงงานกิ่งแก้วครั้งนี้ ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ

บทเรียนนี้ควรนำไปสู่การปรับระบบการดูแลให้เกิดความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและอาชีวอนามัยอย่างจริงจัง

ธเนศ วีระศิริ
นายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)

ผลจากการเกิดเพลิงไหม้ และแรงระเบิดโรงงานพลาสติกในซอยกิ่งแก้ว จ.สมุทรปราการ ทำให้โครงสร้างของอาคารบ้านเรือนที่อยู่ใกล้เคียงได้รับผลกระทบ จนต้องอพยพ เพราะกลัวไฟลามควันพิษ รวมถึงเรื่องการระเบิดซ้ำ

ที่แน่ๆ โครงสร้างอาจจะได้รับผลกระทบจนทำให้โครงสร้างนั้นอาจจะเป็นอันตรายต่อผู้พักอาศัย ตอนนี้ที่เป็นห่วงคือประชาชนที่อพยพออกไปแล้วจะกลับเข้าบ้าน

ซึ่งใน 1-2 วันนี้คงจะยังเข้าไปไม่ได้ เนื่องจากยังมีควันพิษอยู่ ยังไม่ปลอดภัย ก่อนจะกลับเข้าไปควรจะมีการตรวจสอบอาคารก่อน เพื่อความปลอดภัย

ซึ่งอาคารใหญ่อาจจะได้รับผลกระทบน้อย เพราะน้ำหนักเยอะ แต่ถ้าบ้านชั้นเดียว หรือสองชั้น มีโอกาสที่จะมีการโยกตัวจากแรงกระแทกได้

เบื้องต้นยอมรับว่า อาคารบางหลังอาจจะได้รับผลกระทบผนังร้าว เสาแตก เพราะเกิดการโยกตัว เนื่องจากแรงระเบิด ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อ วสท.มีการตรวจสอบแล้วจะบอกข้อแนะนำให้ว่าจะทำการแก้ไขได้อย่างไร หรืออาคารบางหลังไม่จำเป็นต้องแก้ไข เราจะบอกว่าเพราะเหตุใด เราจะดูจากสภาพโครงสร้างได้

มีคำถามว่าจะมีมาตรการป้องกันในอนาคตต่อไปอย่างไร เรามองอย่างเป็นกลาง เข้าใจว่าโรงงานตั้งก่อนที่จะมีหมู่บ้านต่างๆ มาอยู่ใช่หรือไม่ เพราะเมื่อก่อนตั้งโรงงานอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่มีชุมชนล้อมรอบ แต่เมืองขยายไปล้อมเขาเอง เลยเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ต่อไปจะต้องมีมาตรการว่ามีโรงงานอยู่แล้ว ถ้าจะไปพัฒนาโครงการหมู่บ้าน หรือจะไปสร้างบ้านอยู่ในขอบเขตนี้จะต้องห่างกี่เมตร ต้องกันพื้นที่เป็นบัฟเฟอร์โซน

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องเป็นหน่วยงานภาครัฐที่จะเป็นผู้กำหนดเรื่องการวางผังเมือง แต่โดยปกติแล้วเรื่องพวกนี้หน่วยงานจะคำนึงถึงอยู่แล้ว เพียงแต่เราอาจจะไม่ได้ศึกษาดูในช่วงนี้

ที่มีการก่อสร้างอยู่ทุกวันนี้ ไม่ใช่ประชาชนก่อสร้างแล้วผิด แสดงว่าตอนนั้นยังไม่มีกฎหมายหรือมีการวางผังเมืองที่ป้องกันเรื่องนี้อยู่ ตอนนี้เมื่อเกิดไปแล้ว เขาคงไม่ให้มาสร้างตรงนั้นแล้ว ต่อไปโรงงานจะต้องมีการย้าย หรือขยายออกไปให้ไกลจากพื้นที่เหล่านี้ ไปอยู่ในโซนของโรงงานโดยตรง คงตั้งในเมืองไม่ได้ เพราะโรงงานที่มีการเก็บถังสารเคมีต่างๆ ที่เป็นอันตรายพร้อมเกิดปัญหาได้ แม้จะระมัดระวัง

ผมขอฝากเป็นข้อคิด จากบทเรียนจากเพลิงไหม้โรงงงานที่กิ่งแก้ว 1.ต้องมองตำแหน่งที่ตั้งโรงงาน แต่กรณีนี้เราคงว่าไม่ได้ เพราะเขาตั้งมาก่อน ถ้าต่อไปจะตั้งโรงงาน คงต้องกั้นโซนให้ห่างจากชุมชน 2.ระบบของสารเคมีที่ไวต่อการเกิดปฏิกิริยา ระเบิดขึ้นมาหรือลุกไหม้ขึ้นมา ระบบจริงๆ เชื่อว่าเขาต้องมีการควบคุมอยู่แล้ว เพราะเป็นงานและอาชีพของเขา แต่ต้องตรวจเรื่องพวกนี้ให้มาก ตรวจเป็นระยะๆ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ 3.ต้องจำแนกการดับเพลิงลักษณะที่เป็นสารเคมีอยู่ คงต้องดูว่าแต่ละจุดที่มีโรงงานตั้งอยู่และเป็นโรงงานต้องใช้สารเคมี บริเวณที่ใกล้ที่สุดในการที่จะดับด้วยโฟม อยู่ไกลแค่ไหน แหล่งที่ดับอยู่ไกลแค่ไหน ตรงนี้ก็สำคัญ เพราะจะเกี่ยวกับระยะเวลาของความสูญเสีย และ 4. เป็นสิ่งที่สำคัญคือ สัญญาณเตือนภัย เช่น กริ่ง ระบบเซ็นเซอร์ ต้องให้ชัดเจน

สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และนายกสภาวิศวกร

การระเบิดของโรงงานผลิตพลาสติกที่ซอยกิ่งแก้ว เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่ากังวล โดยขณะนี้ถือเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ มีการแพร่กระจายของก๊าซพิษ จำเป็นต้องมีเครื่องตรวจก๊าซพิษในอากาศ ในส่วนของสภาวิศวกร คงไม่สามารถเข้าไปตรวจโครงสร้างได้ในขณะนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านก๊าซพิษของสภาวิศวกร ตรวจสอบเบื้องต้นการลุกไหม้ดังกล่าว เกิดจากสารสไตรีนโมโนเมอร์ และสารเพนเทน ซึ่งเป็นของเหลวไวไฟสูงระดับ 4ที่เกิดการรั่วไหล เสียดสีกับวัตถุไวไฟ จนเกิดไฟลุกไหม้อย่างรุนแรง ทำให้เกิดการระเบิด สร้างความเสียหายทั้งกับตัวโรงงาน และชุมชนใกล้เคียง

กรณีหมู่บ้านจัดสรรมาปลูกสร้างบริเวณใกล้กับโรงงานนั้น สามารถดำเนินการได้ เพราะพื้นที่ดังกล่าวจัดเป็นพื้นที่สีแดง จากข้อกำหนดของผังเมือง มีจุดประสงค์หลักเพื่อการพาณิชย์ สามารถสร้างที่อยู่อาศัย และโรงงาน เพื่อการพาณิชย์ได้ ทำให้มีข้อจำกัดน้อย ยอมรับว่าการบริหารจัดการของประเทศไทยมีข้อจำกัด

อย่างกรณีนี้ โรงงานอ้างเหตุอยู่มาก่อนชุมชน จึงยังไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ ซึ่งในต่างประเทศ ท้องถิ่นจะกดดัน ผ่านการประเมินที่เข้มข้น รวมถึงให้สิทธิพิเศษ มาตรการลดหย่อนภาษี กรณียินยอมย้ายออกจากพื้นที่ เพื่อความปลอดภัยของชุมชน

ทางสภาวิศวกรมีข้อเสนอทางนโยบายต่อภาครัฐ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวในอนาคต ดังนี้ 1.เสนอให้โรงงานอุตสากรรม ย้ายออกจากพื้นที่ชุมชน หรือหากไม่สามารถย้ายออกได้ ต้องกำหนดให้โรงงานมีการประเมินความเสี่ยง และมีแผนผังพื้นที่ แบบประเมินตัวเองตามระดับสีการแบ่งพื้นที่ของผังเมือง เช่น สีแดง สีส้ม และสีเขียว เป็นต้น

2.ควรมีอุปกรณ์ดับเพลิงที่มีมาตรฐานเพียงพอ และ 3.ต้องเตรียมความพร้อม โดยวิศวกรโรงงานควรมาขึ้นทะเบียนกับสภาวิศวกร เพื่อเข้ารับการอบรมความรู้ เรื่องสารพิษที่ใช้ในโรงงานจากผู้เชี่ยวชาญ

ธีรยุทธ วิไลวัลย์
ผอ.ศูนย์ความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสิ่งแวดล้อม
รองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เหตุการณ์เพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นในโรงงานยอมรับว่ามีขนาดใหญ่มาก ที่เคยเห็นมาล่าสุดเมื่อ 20 กว่าปีก่อนก็เป็นปัญหาที่โรงกลั่นน้ำมัน หลังเกิดเหตุครั้งนี้ประเมินว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุฉุกเฉินค่อนข้างน้อย

โดยเฉพาะเครื่องมือและอุปกรณ์ เท่าที่เห็นเจ้าหน้าที่ก็ทำงานด้วยมือเปล่า เพราะที่ผ่านคงคิดว่าเราอยู่บนความโชคดีมาตลอด ไม่คิดว่าจะมีปัญหาแบบนี้

สำหรับแผนเผชิญเหตุ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงมีการฝึกซ้อมบ้าง แต่ส่วนใหญ่มีการดับเพลิงเฉพาะอาคารสถานที่ธรรมดา ซึ่งสภาพแตกต่างกับโรงงานเก็บสารเคมีขนาดใหญ่ และเข้าใจว่าความพร้อมของหน่วยงานในระดับจังหวัด หรือท้องถิ่นมีไม่มากนัก กว่าที่จะประสานงาน หาหน่วยงานภายนอกเข้ามาช่วยเหลือ สถานการณ์ก็ลุกลามไปใหญ่โตแล้ว และยิ่งเวลาล่วงเลยไป ความเสียหายก็เพิ่มขึ้น การดับไฟที่เกิดจากสารเคมีก็ทำได้ยาก การฉีดน้ำธรรมดาไม่สามารถดับไฟได้

หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแล้ว หน่วยงานรัฐต้องทบทวนแผนการเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยปกติก็ควรทราบว่าต้องทำอย่างไร กรมโรงงานอุตสาหกรรมต้องทราบดีว่าในแต่ละโรงงานมีสารเคมีอันตรายประเภทใดบ้าง ต้องส่งรายการสารเคมีให้รับทราบเพื่อประเมินความเสี่ยง

ต้องทราบว่าโรงงานในลักษณะนี้ตั้งอยู่บริเวณใดต้องคิดและวางแผนอยู่เสมอว่า หากมีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นแล้วจะทำอย่างไรบ้าง มีแผนรองรับจริงหรือไม่ มีระบบการทำงานหน้าที่จะระงับเหตุได้ทันที เป็นเครือข่ายหรือไม่ เพราะไม่มีสถานที่ใดเพียงแห่งเดียว ที่จะเก็บโฟมจำนวนมากสำหรับดับไฟในโรงงานลักษณะนี้ แต่จะต้องตรวจสอบสต๊อกโฟมดับไฟอยู่เสมอ หากมีเหตุสามารถประสานงานเพื่อขอสนับสนุนได้ทันที และทราบว่าโรงงานที่มีเหตุการณ์ในช่วงดึก แต่ไม่ทราบว่ามีอุปสรรคอะไรบ้าง ทำให้สถานการณ์ไปไกลว่าโรงงานจะจัดการเองได้ ทั้งที่ควรป้องกันได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น

ที่น่าตกใจพบว่าโรงงานเก็บสารเคมีไว้ค่อนข้างมาก สารเคมีบางชนิดสามารถลุกติดไฟได้เอง และหากอยู่ใกล้กับวัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงในปริมาณมากก็คงจะต้องมีแผนเผชิญกับความเสี่ยง และก่อนหน้านี้ผู้บริหารโรงงานควรตอบคำถามให้ได้ว่า หากเกิดเหตุร้ายที่สุดจะทำอย่างไร และอย่างน้อยการตรวจโรงงานในระยะเวลาที่กำหนดจะดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลกระทบตามมาตรฐานที่กำหนด

กฎหมายก็บอกแนวทางชัดเจนว่า การเก็บสารเคมีประเภทนี้ไว้จะต้องมีแนวทางในการบริหารจัดการอย่างไร และหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ก็เชื่อว่าต้องมีปัญหาเกิดขึ้นอีกมากมายกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพราะกว่าจะระงับเหตุได้ ผลกระทบกับประชาชนและผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมก็ไปไกลมาก และส่วนตัวเชื่อว่ายังมีโรงงานในพื้นที่อื่นอีกหลายแห่งที่เก็บสารเคมี ดังนั้นในอนาคตโรงงานกลุ่มนี้ไม่ควรเกิดเหตุแบบเดิม

ขณะที่กฎหมายได้วางหลักเกณฑ์ไว้อย่างเข้มงวด แต่ปัญหาจะอยู่ที่การบังคับใช้ และจิตสำนึกของบุคคลที่เกี่ยวข้องว่าเห็นความสำคัญมากน้อยแค่ไหน

เรื่องนี้ไม่ใช่วัวหายล้อมคอก เพราะกฎหมายเขียนไว้แล้วอย่างชัดเจน ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ต้องอพยพคนในเขตชานเมืองออกไปในรัศมีห่างออกไปหลายกิโลเมตร ถือว่ามีผลกระทบค่อนข้างมาก ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นในต่างประเทศ จะต้องจัดการตามกฎหมายว่ามีใครบกพร่อง หากมีความผิดพลาด จะต้องชดใช้ค่าเสียหายอย่างหนัก ทั้งภาครัฐและเอกชน

แต่ในเมืองไทยคนไทยอาจจะไม่ชอบเรียกร้องสิทธิ ยอมที่จะทนอยู่กับเรื่องเหล่านี้ ทั้งที่หลังจากมีการระงับเหตุในโรงงานได้แล้ว

สิ่งสำคัญที่สุดจะต้องตรวจสอบสารเคมีอันตรายที่ตกค้างในรัศมีที่กำหนด เพราะจะมีผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว