หมายเหตุ – นายอุตตม สาวนายน อดีต รมว.คลัง และอดีตหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา (ThailandFuture Foundation) บุตรชายนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการก่อตั้ง ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ ที่ได้รวมคนทุกรุ่นทุกอาชีพระดมสมองแนวความคิดช่วยหาทางออกของปัญหาต่างๆ ให้กับประเทศไทย ที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 8 กรกฎาคม
อุตตม สาวนายน
ประธานคณะที่ปรึกษาสถาบันอนาคตไทยศึกษา (ThailandFuture)
ที่มาที่ไปของการจัดตั้งกลุ่มไทยแลนด์ฟิวเจอร์ กลุ่มนี้เกิดมาตั้งแต่ ปี 2555 สถาบันอนาคตไทยศึกษา หรือ ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ ในตอนนั้นมีผู้ร่วมการสร้าง อาทิ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายยกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและผมได้ร่วมกันสร้าง กลุ่มนี้มีการทำงานมาตลอดแต่เมื่อสมัยที่เข้ารับตำแหน่งทำงานทางการเมือง ทำให้กลุ่มนี้ไม่ได้แอคทีฟดังเดิม แต่ในวันนี้เป็นทีมใหม่ของคนรุ่นใหม่ที่มาร่วมตัวกันอย่างหลากหลาย หัวเรือใหญ่นำโดย ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ และทีมคนรุ่นใหม่ ประกอบด้วยคนในด้านต่างๆ
ทั้งนี้ กลุ่มไทยแลนด์ฟิวเจอร์ จะนำเสนอในระดับนโยบายใหม่ๆ ที่ประเทศไทยต้องให้ความสนใจและพัฒนาขีดความสามารถ จะมีทีมที่ดูแลในแต่ละโครงการและมีการประสานระหว่างองค์กร ทั้งนี้ องค์กรของเราเป็นองค์กรเปิด แน่นอนจะมีการปรึกษาพูดคุยกับนักวิชาการหลายกลุ่ม อย่างนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่มีความเป็นนักวิชาการและรู้จักกันอยู่แล้ว
เหตุผลหนึ่งในการรวมตัวของคนรุ่นใหม่คือต้องการให้คนไทยมีเวทีร่วมคิดร่วมระดมสมอง และเชิญให้องค์กรจากภาครัฐและเอกชนมาช่วยกันคิดเสมือนเป็นพาร์ตเนอร์หรือหุ้นส่วนกัน ตัวอย่างองค์กรมีความสนใจ เรื่องการพัฒนาคนไทยให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในโลก จะดูว่าองค์กรใดมีความสนใจร่วมกันทางเราก็จะไปหาไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชน เป็นต้นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางกลุ่มก็จะยื่นมือออกไป เน้นการยื่นมือ
ส่วนข้อถามว่าการจัดตั้งกลุ่มนี้จะเป็นการกลับคืนสู่สนามการเมืองหรือไม่นั้น ผมคิดว่าคนไทยต้องมารวมพลังความคิด หารือในปัญหาปัจจุบันอย่างเช่นในขณะนี้คือปัญหาเรื่องของโควิด-19 และ เรายังต้องระดมความคิดพลังคนไทยเพื่อมองไปข้างหน้ากำหนดอนาคตของประเทศด้วยกันว่านโยบายที่เกี่ยวกับอนาคตในเรื่องต่างๆ ควรจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าทางกลุ่มจะไปทำทั้งหมด แต่ขอมีส่วนร่วมด้วยกันที่จะนำเสนอเพราะวันนี้โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ทั้งนี้กลุ่มไทยแลนด์ฟิวเจอร์ เป็นองค์ระดมสมองซึ่งไม่เกี่ยวกับการเมือง ไม่ได้สังกัดพรรคใดและผลงานไม่ว่าจะเป็นรายงาน วงเสวนาออนไลน์หรือรูปแบบอื่นๆ ทุกฝ่ายสามารถหยิบไปใช้ได้ ทางเราไม่หวงในสิ่งที่กลุ่มสร้างสรรค์ขึ้นมา ส่วนจะพัฒนาไปเป็นพรรคการเมืองในอนาคตหรือไม่นั้น ต้องดูก่อนว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรมีความเหมาะสมหรือไม่ แต่ในตอนนี้พวกเราคิดตรงกันว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติก็จะพิจารณาว่าควรทำหรือไม่ แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ต่างๆ ที่จะต้องติดตามและประเมินแต่ในวันนี้ยังไม่ใช่
ส่วนบทบาทของกลุ่มไทยแลนด์ฟิวเจอร์จะขับเคลื่อนอย่างไรต่อไปนั้น อยากให้ไทยแลนด์ฟิวเจอร์มีบทบาทที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและประเทศ ทำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะทำทุกอย่าง แต่ขอเป็นหนึ่งในตัวกระตุ้นให้เกิดการรวมพลังของคนไทย ที่จะมาช่วยกันและเป็นการมองอนาคตให้คนไทยในรุ่นต่อๆ ไปมีความหวังมีโอกาสเพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองเฉยๆ เราต้องสร้างมันขึ้นมา
ทั้งนี้ ผมมีความผูกพันเดิมกับกลุ่มไทยแลนด์ฟิวเจอร์และสนใจในเรื่องเหล่านี้จึงมาทำงานในตำแหน่ง ประธานคณะที่ปรึกษา ฉะนั้นไม่ได้เข้าไปทำงานวันต่อวันทีมที่ทำเป็นทีมคนรุ่นใหม่แต่ก็ยังมีคณะที่ปรึกษาที่เป็นคนมีประสบการณ์มาทำงานร่วมกัน ขอเชิญชวนร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอนาคตไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของไทยแลนด์ฟิวเจอร์ movement ร่วมกันสร้างอนาคตไทยให้คนไทย
ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์
กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา (ThailandFuture)
ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ ไฟแห่งปัญหา รอบทิศทางทั้งไฟปัญหาเก่าที่รุมเร้า ท่ามกลางเสาหลักเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังผุพัง ทำให้การเติบโตชะลอลง ซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ ไฟปัญหาใหม่ที่กำลังปะทุจากวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงยังมีฟืนความท้าทายที่รอวันลุกไหม้จากเทรนด์คุกคามอีกมากมาย เช่น ความไม่พร้อมต่อการไปสู่สังคมสูงวัย การมาของ automation การผงาดขึ้นของจีน และภาวะโลกร้อน
ปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่ว่าประเทศไทยมีทรัพยากรไม่เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศชาติ คนที่มีความสามารถเรามี ทุนเราก็มี เพียงแค่มันอยู่ไม่ถูกที่ถูกเวลา อยู่ภายใต้ระบบการทำงานที่ขาดประสิทธิภาพ ความชัดเจน และเต็มไปด้วยความสับสน และมันก็ได้กำเริบออกมาให้เห็นในการพลาดท่าต่อสายพันธุ์เดลต้า แต่หากลองถอยออกมา จะพบว่าต้นตอของปัญหาทั้งหมดทั้งปวงสามารถถูกยุบลงมาให้เห็นได้กระจ่างว่ามันล้วนเกิดมาจากการขาดหลักการและประสิทธิภาพในการจัดสรรและบริหารทรัพยากรเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม
แนวคิด ไตรลักษณ์นโยบายอนาคต ที่ ThailandFuture ขออาสานำมาประยุกต์ใช้ช่วยพาไทยรอดพ้นวิกฤตและเท่าทันโลกยุค VUCA เริ่มจากอันดับแรก กระบวนการคิดการทำนโยบายต้องเปิดกว้างและเชื่อมต่อกับโลกภายนอกมากขึ้น เป็นการ ปลดล็อก ห้องออกแบบนโยบายแล้วเชื่อมต่อมันเข้ากับประชาชน ท้องถิ่น และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดทุกข้อต่อของห่วงโซ่นโยบาย (Policy Chain) เพื่อให้ทุกฝ่ายกระจ่างถึงปัญหา ข้อจำกัด รวมถึงร่วมกันสังเคราะห์ทางออกและนวัตกรรมนโยบายใหม่ๆ
ในแนวทางนี้ ล่าสุด ThailandFuture ได้ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พัฒนานวัตกรรมนโยบายเมืองปลอดภัย (Safe City) โดยดึงเจ้าหน้าที่ตำรวจรุ่นใหม่ระดับผู้กำกับและสารวัตร ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงประชาชนท้องถิ่นจากกลุ่มต่างๆ จากภาคเอกชนและประชาสังคม มาร่วมพัฒนานโยบายร่วมกันใน Policy Lab เป็นระยะเวลา 6 เดือน
อันดับที่สอง ภาครัฐต้องกระจายอำนาจในการพัฒนาอนาคตประเทศไปสู่ โหนด (Node) ต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งอำนาจการคลัง อำนาจในการเข้าถึงข้อมูล และอำนาจในการออกแบบนโยบายบางส่วนออกมาจากส่วนกลางบ้าง ทั้งภายในภาครัฐเอง และภายนอก จากบนสู่ล่าง จากผู้ใหญ่สู่คนรุ่นใหม่ จากระดับประเทศสู่ระดับท้องถิ่น
ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมาก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่าไม่มีกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งสามารถแก้ไขปัญหาและภัยระดับโลกได้ด้วยตัวเอง การรวมศูนย์อำนาจไม่ตอบโจทย์วิกฤตและอนาคต
ที่ขาดไม่ได้ก็คือ อันดับที่สาม ประเทศไทยจะต้องคิด-ทำนโยบายอย่าง เป็นวิทยาศาสตร์ มากขึ้น เลิก candle-driven แล้วหันมาอิงหลักฐานเชิงข้อมูลมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มเก็บฐานข้อมูลโดยคำนึงถึงการวัดผลในอนาคต การทำการทดลองพฤติกรรมศาสตร์ การดำเนินนโยบายบนหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence-based policymaking) หรือการใช้เทคนิคห้องปฏิบัติการอนาคตเพื่อรังสรรค์แนวทางและนวัตกรรมนโยบายใหม่ๆ ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ลงพื้นที่ทำ Prototype จากนั้นปรับปรุงแล้วนำไปขยายผลต่อ เพื่อให้นโยบายในอนาคตมีประสิทธิผล คุ้มเงินภาษี และคุ้มเวลาที่เสียไปกว่าเดิม
ยกตัวอย่าง เช่น ปัญหาอุบัติเหตุทางถนน ซึ่งถือเป็นปัญหาทุนมนุษย์ระดับชาติที่คร่าชีวิตคนไทยโดยเฉลี่ย 40 คนต่อวันมาโดยตลอด ThailandFuture ร่วมมือกับภาคีที่มีประสบการณ์ในการใช้ข้อมูล Big Data เพื่อแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ อาทิ มูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย (iTic) บริษัทสยามเมทริกซ์ คอนซัลติ้ง จำกัด และแผนงานภายใต้ความร่วมมือระหว่างองค์กรการอนามัยโลกกับรัฐบาลไทย เพื่อตกผลึกคู่มือการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ ตั้งแต่ต้นน้ำในการแก้ไขจุดเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุที่ซ้ำซาก จนถึงปลายน้ำในการยกระดับบริการ การใช้สิทธิ การเยียวยาผู้พิการ และการประเมินต้นทุนต่อสังคม รวมถึงขยายผลการวัดผลและการทดลองเชิงพื้นที่ เช่น การตั้งด่านตรวจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การทดลองเชิงพฤติกรรมศาสตร์กับป้ายจราจร และเสนอช่องทางในการคมนาคมยามค่ำคืนที่เป็นช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย เป็นต้น
จุดมุ่งหมายสูงสุดของ ThailandFuture คือ อนาคตที่การคิดการทำนโยบายในการพัฒนาอนาคตประเทศ จะเป็นกระบวนการที่ ทุกคน สามารถเข้าใจ เข้าถึง มีส่วนร่วมได้ และค้นพบว่าเป็นกิจกรรมที่คุ้มค่า
โดยในการเดินทางครั้งนี้ ThailandFuture ได้เริ่มร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อดำเนินงานและพัฒนาผลักดันแนวคิดนี้แล้ว ผ่านกรอบ 5 ประเด็นเชิงนโยบายที่มุ่งเน้น ได้แก่ 1.เทคโนโลยีกลุ่มแนวหน้า (Frontier Technologies) 2.เครื่องยนต์ใหม่ในการพัฒนาประเทศ (New Growth Engine) 3.การพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital Development) 4. การปฏิรูปภาครัฐ (Government Transformation) และ 5.สิทธิและโอกาส (Rights & Opportunities) และ ThailandFuture จะดำเนินงานผ่าน 4 รูปแบบต่อไปนี้
ThailandFuture Policy Platform: แพลตฟอร์มทางความคิดและการลงมือทำของนโยบายสาธารณะ ช่วยผสานพลังของผู้ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนประเทศไทย ให้เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันและผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในพื้นที่จริง เชื่อมต่อข้อมูลจากเสียงประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไปสู่ผู้นำในการออกแบบและขับเคลื่อนนโยบาย เช่น สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กระทรวงสาธารณสุข กรมควบคุมโรค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ GISTDA
ThailandFuture Playbook: แผนการเดินเกมที่ ThailandFuture และพาร์ต์เนอร์ตกผลึกแนวทางปฏิบัติจากการศึกษา ออกแบบ ลงมือทำ และวัดผลกับปัญหาจริง ผู้ใช้จริง และพื้นที่จริง ในรูปแบบ คู่มือการแก้ปัญหา แบบ System-thinking
และ Solution-driven ที่เข้าใจง่ายและอัพเดตเวอร์ชั่นอยู่เสมอเหมือนซอฟต์แวร์ โดยจะผลิตผลงานรูปแบบนี้ร่วมกับภาคีพันธมิตร ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แผนงานภายใต้ความร่วมมือระหว่างองค์กรการอนามัยโลกกับรัฐบาลไทย (WHO-RTG) สถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (PIER) สถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน เป็นต้น โดย ในระยะหกเดือนข้างหน้า ThailandFuture จะมุ่งเน้น Playbook ในเรื่องความปลอดภัยทางถนนจากมุมมองทุนมนุษย์ การแก้ไขปัญหาความยากจน การพัฒนาตลาดทุนไทยของทุกคน รวมถึงแนวทางในการปรับโครงสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
ThailandFuture Talks: พูดคุยภาษานโยบายให้เกี่ยวกับคุณ เราชวน Change Agents และ Policy Enthusiasts มาพูดคุย ตั้งคำถามในมุมมองที่สดใหม่ กับเรื่องราวชวนพัฒนาประเทศ ให้เปิดโลก เข้าใจและเข้าถึงง่าย เพื่อให้วันหนึ่งเรื่อง นโยบาย จะกลายเป็นเรื่องของทุกคน แม้มันจะเคยเป็นเรื่องที่เข้าถึงยากและเข้าใจยาก
ThailandFuture Upgrades: อัพเกรดการออกแบบและขับเคลื่อนนโยบาย ผ่าน Workshops ที่พิสูจน์ความสำเร็จมาเป็นเวลากว่า 12 ปี ด้านนโยบายการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven Policy) และ ด้าน Foresight & Policy Labs เพื่อติดอาวุธการทำงานให้กับองค์กรภาครัฐ
ในช่วงวิกฤตโควิด-19 เชื่อว่าทุกคนคงมีโอกาสได้สัมผัสพลังแรงใจของทุกภาคส่วนที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อาสาใช้เครื่องมือและศักยภาพจุดเด่นของตนเองเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาส่วนรวม ในภาวะแบบนี้สังเกตได้ว่าหมวกหรือบทบาทของแต่ละคนมักไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อจำกัดหรือขอบเขต แต่ถูกนำมาใช้เป็นจุดแข็งและสปีดโบ๊ตของการทำงาน เราร่วมกันทำทั้งหมดนี้เองได้ก็เพราะว่าบังเอิญวิกฤตนี้บีบบังคับให้เกิดการเปิดช่อง เกิดการเชื่อมต่อ เกิดการกระจายอำนาจแบบเล็กๆ ในเวลาที่ยากลำบากที่สุดของทุกคน ผมเชื่อว่าหากเราสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์นี้แล้วประยุกต์มันเข้ากับเรื่องอื่นๆ ของอนาคตประเทศสเกลความสำเร็จของมันออกไปในวงกว้างด้วยกัน พวกเราคงได้เห็นแสงสว่างปลายทางของอนาคตประเทศไทยกันบ้าง ความหวังที่จะเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นคือปณิธานความมุ่งมั่นของทีมงาน ThailandFuture ในการหาวิธีใหม่เพื่อช่วยกันเร่งดับไฟปัญหาที่กำลังทำลายบ้านเมืองให้จงได้
ในเวลาแบบนี้ เราต้องหาวิถีใหม่ในการไปข้างหน้า ไม่มีเหตุผลที่จะใช้วิธีเดิมๆ ที่พิสูจน์มาแล้วนักต่อนักว่าไม่เพียงพอและไม่สอดคล้องกับความท้าทายใหม่ๆ วันนี้เราต้องเชื่อมต่อกันให้มากๆ กระจายอำนาจที่กระจุกและไม่โปร่งใส ออกไปสู่ทีมที่มีศักยภาพ และต้องเริ่มใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์กับเทคโนโลยีให้มากขึ้น ประเทศไทยจึงจะมีอนาคต ThailandFuture ขอเป็นตัวกลางสนับสนุนแนวทางใหม่นี้ เพราะเชื่อว่าด้วยวัตถุดิบที่เรามี อนาคตประเทศไทยต้องดีกว่านี้

