ทางรอด ‘บริหารงบ-เยียวยา’ รับมือโควิดระลอกใหม่

12.07.21 | 11:30 น.

หมายเหตุ – ความเห็นจากฝ่ายต่างๆ เกี่ยวกับการบริหารจัดการงบประมาณ รวมทั้งการเยียวยา เพื่อรองรับผลกระทบจากการประกาศมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ครั้งใหม่ โดยจะมีผลวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป

เผ่าภูมิ โรจนสกุล
รองเลขาธิการและผู้อำนวยการศูนย์นโยบายพรรคเพื่อไทย (พท.)

ในการรับมือและการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 พรรค พท.จะดำเนินการ 10 ข้อ ดังนี้ 1.ประเทศไทยจะมีวัคซีนทุกประเภท จะไม่แทงม้าตัวเดียว และเมื่อเราเลือกผิด จะกล้ายอมรับผิดแล้วปรับแผนวัคซีนทันที โดยเข็มแรกของไทยจะเริ่มฉีดตั้งแต่ปลายปี 2563 ถึงวันนี้จะฉีดได้ 70% และทำลายข้อจำกัดการนำเข้าวัคซีนทางเลือกของภาคเอกชนทันที เราต้องไม่แพ้เพราะข้อจำกัดที่เราสร้างขึ้นเอง

2.ในช่วงที่ไม่มีการระบาด (ตั้งแต่ปลายปี 2563) จะเตรียมความพร้อมเพิ่มศักยภาพระบบสาธารณสุขทันที ในเงินกู้ 1 ล้านล้าน ก้อนแรก จะแบ่งให้ด้านสาธารณสุข จำนวน 1-2 แสนล้าน เบิกจ่ายทันที โดยระดมลงทุน โรงพยาบาลสนาม สถานพักพิงผู้ติดเชื้อ ICU สนาม เครื่องช่วยหายใจ ยาฟาวิพิราเวียร์ ทำฐานข้อมูลศักยภาพ
โรงพยาบาลทั้งประเทศ และระบบ Logistics เตรียมขนย้ายผู้ป่วยทันที ให้พร้อมตั้งแต่ต้นปี 2564

3.เราจะไม่มีข้อจำกัดแปลกๆ ที่ว่าตรวจผลเป็นบวก ต้องแอดมิตทันที ตรวจที่ไหนแอดมิตที่นั่น เพราะในโรงพยายาล ศักยภาพการให้บริการ (เตียง) น้อยกว่าศักยภาพการตรวจเสมอ ข้อจำกัดนี้ทำให้โรงพยาบาลตรวจไม่ได้ เพราะเตียงเต็ม ทั้งๆ ที่ศักยภาพการตรวจเหลือเฟือ 4.เราจะใช้ Rapid Antigen Test, DnaNudge ควบคู่กับ RT-PCR ตั้งแต่เริ่มแรก รวดเร็วและเข้าถึงง่าย แยกผู้ป่วยออกจากสังคมได้เร็วกว่า ซึ่งคือกุญแจสำคัญ

Advertisement

5.ระดมตรวจโรคจำนวนมหาศาล เมื่อตรวจเสร็จ เราจะมีระบบ Logistics ระดับประเทศมารองรับ โดยใช้ฐานข้อมูล ที่เตรียมไว้ตามข้อ 2 โดยนำพาคนป่วยปานกลาง-หนัก กระจายสู่สถานพักพิง, ไอซียู และโรงพยาบาลที่หนาแน่นน้อยในจังหวัดที่ศักยภาพเหลือทันที ไม่มีการนอนรอเตียง ไม่มีการตายคาเตียง

6.การสื่อสารในภาวะวิกฤตกับประชาชนของเราจะตรงไปตรงมา ให้คนทั้งประเทศได้รับรู้ข้อเท็จจริงเดียวกัน ไม่บิดเบี้ยว และให้ประชาชนรับรู้ถึงแผนงานที่ชัดเจนของเราทุกขั้นตอน

7.เราจะใช้มาตรการคงการจ้างงานขนาดใหญ่ตั้งแต่เริ่มแรก สนับสนุนค่าจ้าง 50% จ่ายตรงไปที่นายจ้างงานเอาไปจ่ายค่าจ้างลูกจ้าง โดยต้องจ้างงานอยู่ที่ 90% ตรงนี้คนจะไม่ตกงาน บริษัทจะไม่ล้ม คนว่างงานจะไม่เพิ่มมากขึ้น ระดับหนี้ครัวเรือนจะอยู่ที่ 80% ไม่เฉียด 100% เหมือนในปัจจุบัน

8.ซอฟต์โลน จะมีขนาดใหญ่ และใช้ได้จริง มีเงื่อนไขผ่อนปรนและเข้าถึงง่ายมาก เพราะเราทราบดี
ว่าภาคธนาคารยังแข็งแกร่งกว่าภาคธุรกิจและภาคประชาชนอยู่มาก คนล้มก่อนคือประชาชน ไม่ใช่ธนาคาร เราจะใช้กลไกธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเป็นแกนกลางในการปล่อยสินเชื่อ และใช้ระบบกองทุนให้สินเชื่อ SMEs ที่เข้าไม่ถึง

9.การเยียวยาจะเป็นแบบตรงจุด ตรงเป้า โดยใช้ระบบฐานข้อมูลที่ระบุความเดือดร้อนได้ตรงเป้า และการเยียวยาจะต้องมุ่งสู่การลงทุนภาคเอกชน และการสร้างงานใหม่ ไม่ใช่แค่การกระตุ้นการบริโภคที่หมดไปวันๆ แบบที่เป็นอยู่

10.ทำตามข้อ 7, 8 และ 9 เงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้าน ก้อนแรกนั้นเหลือเฟือ ไม่ต้องกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้าน ไม่ต้องกู้เพื่อชดเชยขาดดุลอีก 7 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะต่อจีดีพี จะอยู่ที่ราว 50% เท่านั้น ไม่ทะลุเพดานเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

นณริฏ พิศลยบุตร
นักวิชาการอาวุโสด้านนโยบายเศรษฐกิจส่วนรวมและเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

ปัจจุบันภาคธุรกิจ และประชาชนเริ่มเหน็ดเหนื่อยกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดขึ้นหลายระลอก ทั้งมาตรการที่มีการสั่งการขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ร้านค้าธุรกิจต่างๆ เริ่มซบเซา เพราะฉะนั้นหัวใจสำคัญคงไม่สามารถพิจารณาเฉพาะการควบคุมการแพร่ระบาดเพียงอย่างเดียว และทอดทิ้งประชาชนได้ การแพร่ระบาดในปัจจุบันถือว่ามีความรุนแรงสูงมาก ดังนั้นมาตรการภาครัฐอาจจะนำบางมาตรการที่เคยใช้ในช่วงแพร่ระบาดช่วงแรกมาใช้ หรือในช่วงเดือนเมษายน 2563 มีการสั่งล็อกดาวน์และมีการเคอร์ฟิว 100% แต่ความแตกต่างระหว่างการระบาดในระลอกแรก และปัจจุบันคือ ครั้งนี้มีผู้ติดเชื้อเยอะ บวกกับไทยประสบกับปัญหาโควิด-19 มากว่า 1 ปีแล้ว จึงส่งผลต่อประสิทธิภาพในการรับมือต่ำลง

มาตรการภาครัฐได้เตรียมไว้ในช่วงแพร่ระบาดระลอกที่ 3 อาทิ การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท โครงการคนละครึ่ง และโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ แต่ละโครงการมีผู้เข้าร่วมเยอะ แต่การช่วยเหลือน้อย อย่างคนละครึ่งเข้าถึงโครงการดังกล่าวประมาณ 31 ล้านคน ยิ่งใช้ยิ่งได้ประมาณ 4 ล้านคน ส่วนกลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มสวัสดิการแห่งรัฐ ได้รับเงินในการช่วยเหลือเพียง 200 บาท/เดือน ช่วงเกิดการระบาดเช่นนี้ ต้องคิดมุมกลับ รัฐจะต้องไปเน้นเยียวยากลุ่มเปราะบาง

แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ 1.กลุ่มได้รับผลกระทบ จากมาตรการควบคุมของภาครัฐ หรือผู้อยู่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 10 จังหวัด และบางกิจกรรมห้ามเปิดดำเนินการ รัฐควรพิจารณาอุดหนุนคนกลุ่มนี้ อย่างน้อยจะได้ช่วยให้ประชาชนมีรายได้ไม่ได้ออกจากบ้านไปหางานทำในช่วงนี้ เพราะฉะนั้นการชดเชยต้องเทียบเท่ากับเงินเดือน หรือชดเชยให้วันละ 200-300 บาท เป็นอย่างน้อย

2.กลุ่มคนยากจน คนชรา คนพิการ และแรงงานยังไม่มีงานทำ กลุ่มเหล่านี้รัฐมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว โจทย์ในตอนนี้คือทำอย่างไรให้เกิดการทำงานอย่างบูรณาการร่วมกัน บางกลุ่มที่กล่าวมาได้รับการช่วยเหลือ 200 บาท/เดือน น้อยมากและไม่สามารถพลิกฟื้นชีวิตเขาได้ ดังนั้นรัฐจะต้องเร่งเพิ่มการช่วยเหลือให้มากขึ้น และต้องวางแผนทางออกให้กับคนกลุ่มนี้ว่าทำอย่างไรให้สามารถกลับมายืนได้อีกครั้ง หรือใกล้เคียงเดิม

สำหรับการช่วยเหลือระยะสั้นหรือระยะเร่งด่วนนั้น รัฐจะต้องเร่งช่วยเหลือผู้ประกอบการ และแรงงานโดยเน้นธุรกิจได้รับผลกระทบจากมาตรการรัฐ
รวมถึงกิจกรรมที่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่กรุงเทพมหานครกำหนด อาทิ สถานบันเทิง และฟิตเนส เป็นต้น ภาครัฐควรนำข้อมูลดังกล่าวและเปิดรับฟังทางระบบออนไลน์ เพื่อให้แต่ละร้านยื่นขอความช่วยเหลือจากภาครัฐตามสมควร เพราะแต่ละร้านได้รับผลกระทบไม่เท่ากัน

ส่วนแรงงานก็ต้องมีการชดเชยให้อย่างน้อยตามค่าจ้างขั้นต่ำ หรือประมาณ 300 บาท/คน/วัน เพื่อให้แรงงานกลุ่มนี้ได้มีรายได้มาจุนเจือตัวเองในระยะนี้ ต่อไป

ในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณนั้น รัฐคงต้องกลับไปดูว่ากลุ่มไหนได้รับผลกระทบมากน้อยแตกต่างกันแค่ไหน และเยียวยาตามผลกระทบของแต่ละราย แต่ตามหลักการแล้วตอนนี้ภาครัฐต้องเตรียมตัว หรือต้องเร่งเตรียมงบประมาณพอสมควร เพราะที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่เพียงพอ หากประเมินสถานการณ์ในปัจจุบัน กว่าจะสิ้นสุด หรือแม้ไทยจะพ้นการล็อกดาวน์ไปแล้ว เศรษฐกิจก็ยังซบเซาอีกสักพักหนึ่ง ดังนั้นรัฐควรอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาท/เดือน และต้องเตรียมเงินไว้สำหรับฟื้นเศรษฐกิจประมาณ 6 แสนล้านบาท

แต่ปัจจุบันภาครัฐมีงบประมาณในการฟื้นเศรษฐกิจอยู่ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ภาครัฐจะต้องกู้เงินเพิ่มอีก เรื่องนี้ต้องใช้เวลาพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการผันเงินจาก พ.ร.ก.ตัวใหม่ๆ เพิ่มเติม นอกจากนี้ ภาครัฐจะต้องดำเนินงานมากกว่า ศบค. เพราะปัจจุบัน ศบค.มีคณะทำงานเป็นแพทย์เป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ค่อยมีมาตรการด้านเศรษฐกิจและสังคมออกมา ทั้งที่ทางรัฐบาลได้ตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจการแพร่ระบาดโควิด-19 (ศบศ.) ขึ้นมา แต่ไม่ได้ใช้ความคิดเห็นจากกลุ่มนี้ในการออกมาตรการเยียวยามากเท่าที่ควร ดังนั้น รัฐบาลต้องพลิกฟื้นโดยใช้ ศบศ.เข้ามาช่วยระดมความคิดในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจ และศึกษาหาวิธีอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างน้อย 1 แสนล้านบาท ในระยะต่อไป

ส่วนเรื่องการกู้เงินเพิ่มเติมรัฐบาลไทยยังมีศักยภาพหรือไม่นั้น ประเมินว่าตอนนี้ยังสามารถทำได้ เพราะหากมีการกู้เงินเพิ่มเติม 2-3 แสนล้านบาท ก็จะสามารถช่วยกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ได้ประมาณ 1-2% ปัจจุบันเพดานหนี้ของไทยอยู่ที่ 57% หากจะกระโดดเพิ่มเป็น 58-59% ก็ยังถือว่าอยู่ในวิสัยไม่เกิน 60% และกรณีการกู้เงินเพิ่มเติม หรือส่งผลให้เพดานหนี้สูงเกิน 60% คาดว่ายังไม่มีผลร้ายแรง ต้องเข้าใจว่าเพดานหนี้ที่มีการกำหนดเป็นเพียงเกณฑ์กำหนดเสถียรภาพความมั่นคงทางด้านการคลัง แต่ไทยมีการรวมหนี้รัฐวิสาหกิจ ตามมาตรฐานสากลจะมีการรวมหนี้ก้อนนี้เข้าไป แต่ไทยรวมเพื่ออยากให้มั่นใจว่าครอบคลุมหนี้ทุกประเภท หนี้บางตัวไม่ใช่หนี้เสี่ยง หรือส่วนนี้คิดเป็นประมาณ 6-7% และหนี้ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เกิดจากการกู้เพื่อไปพัฒนาสิ่งที่สามารถสร้างรายได้ในอนาคต ไม่ได้นำไปใช้แบบอีลุ่ยฉุยแฉก

พิสิฐ ลี้อาธรรม
ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

แ น่นอนว่าจากการล็อกดาวน์ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องการขาดรายได้ และการเยียวยาของภาครัฐจะต้องเกิดขึ้นก็คงเป็นรอบใหม่ที่ต้องช่วยเหลือและดูแลช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบ แต่เราจะใช้วิธีการแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ ต้องคิดอ่านและทำอะไรต่างๆ ที่ปรับตัวเข้ากับเรื่องนี้เพราะสภาพแบบเดิมก่อนเกิดโควิดคงกลับมาได้ยาก ส่วนการฉีดวัคซีนจำเป็นต้องเร่งดำเนินการ เพราะว่าสถานการณ์ในต่างประเทศชี้ชัดแล้วว่าถ้าประเทศใดที่ฉีดวัคซีนอัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตก็จะน้อยลง ดังนั้นจำเป็นต้องเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชากรโดยเร็วที่สุดเพื่อจะได้หยุดยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่ว่าฉีดวัคซีนแล้วจะไม่ติดเชื้อยังติดได้อยู่ เพียงแต่ทำให้ความรุนแรงและความเสียหายลดน้อยถอยลงไป

ส่วนผู้ประกอบการต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายและผลกระทบจากเหตุการณ์นี้จำเป็นต้องช่วยเหลือเช่นกัน แต่ว่าบ้านเรานั้นมีร้านเล็กร้านน้อยเป็นจำนวนมาก ระบบการขึ้นทะเบียนต่างๆ ก็ไม่สมบูรณ์ การช่วยเหลือก็อาจจะไม่ได้ผลนักในแง่เพื่อให้ถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่ว่ารัฐคงต้องหาวิธีการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายเล็กรายน้อยให้มากที่สุด ดังนั้น หากเรามีการฉีดวัคซีนอย่างเต็มที่ สถานการณ์ความรุนแรงก็จะเบาบางลงได้ และต้องดูแลเยียวยาผู้ที่ได้รับผล กระทบโดยตรง

ทั้งนี้ เรื่องของงบประมาณ เรื่องการใช้เงินดูแล จำเป็นต้องใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นคือว่าเงินที่รัฐจ่ายลงไปบางทีมันไปกองอยู่ที่หน่วยราชการ ดังนั้น ระบบการใช้เงินต้องมีการตรวจสอบให้ดีว่านโยบายของรัฐที่จะอัดฉีดเงินถึงเวลาแล้วกลไกของภาครัฐที่เป็นท่อลงไปมันไปมีการถ่วงไว้หรือไม่ ตอนนี้เราผ่านเหตุการณ์มาปีกว่าประสบการณ์และบทเรียนก็คงมีพอสมควร ปัญหาใหญ่ของบ้านเราคือระบบข้อมูลทะเบียนต่างๆ อาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นข้อมูลต้องเร่งจัดการทำให้ถูกต้องเป็นข้อมูลรวม รวมทั้งการจ่ายเงิน การใช้เงิน เรามีบทเรียน ควรไปศึกษา ติดตาม ว่าอะไรได้ผล อะไรไม่ได้ผล อะไรที่ซ้ำซ้อน ก็นำไปปรับปรุง รัฐต้องอัดฉีดเงินเข้าไปดูแล สถานการณ์แบบนี้จะปล่อยให้คนเดือดร้อนมากขึ้นไม่ได้ ยิ่งเชื้อโรคตัวนี้มันกลายพันธุ์มากขึ้นด้วย