หนุน ‘กู้เพิ่ม’1 ล้าน ล. ตุนกระสุน-พลิกฟื้นเศรษฐกิจ

หนุน ‘กู้เพิ่ม’1 ล้าน ล. ตุนกระสุน-พลิกฟื้นเศรษฐกิจ หมายเหตุ - ความเห็น

หมายเหตุความเห็นภาคเอกชน กรณีนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เสนอทางออกเศรษฐกิจไทยให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท เพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

สุพันธุ์ มงคลสุธี
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

ข้อเสนอของ ธปท.ที่ให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาทนั้น ส่วนตัวเห็นด้วยอย่างยิ่ง ส.อ.ท.เรียกร้องมาตลอด โดยจะเห็นว่าตอนนี้รัฐบาลใช้เงินไปกับการเยียวยาเกือบทั้งหมด ดังนั้นควรมีเงินสำรองไว้สำหรับการฟื้นฟูประเทศในช่วงหลังจากนี้ เมื่อการเยียวยาจบลง ประชาชนเริ่มกลับมามีรายได้อีกครั้ง รายได้เหมือนเดิม หรือมากขึ้น ซึ่งการใส่เงินเข้าไปฟื้นฟูจะทำให้รัฐมีรายได้ และทำให้หนี้สาธารณะลดลง

นอกจากนี้ จะส่งผลให้หนี้ครัวเรือนของไทยมีโอกาสลดลงด้วย จากปัจจุบันพุ่งสูงกว่า 90% จากปกติอยู่ที่ 60-70% เพราะฉะนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีเงินอยู่ในมือ จะเห็นว่า ส.อ.ท.พูดเรื่องนี้มานานมากแล้ว ตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ช่วงแรกๆ แต่ไม่มีใครเห็นด้วย บอกว่าเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป ซึ่งผมเสนอกู้รวม 2 ล้านล้านบาท แต่ของ ธปท.เสนอล่าสุดคือกู้รวม 2.5 ล้านล้านบาท มากกว่าที่ผมเสนออีก

การกู้เงินของรัฐบาลมีความจำเป็น ต้องมีเงินสำรองในการใช้จ่ายยามจำเป็น ตอนนี้เหลือเงินอยู่ประมาณ 5 แสนล้านบาท แต่ก้อนนี้สามารถทำได้เพียงการเยียวยา ซึ่งมีหลายเรื่องต้องใช้จ่าย อาทิ การรักษาผู้ป่วยจากโควิด-19 การช่วยเหลือภาคเอกชนในเรื่องของชุดตรวจโควิด แอนติเจน เทสต์ คิท (เอทีเค) ต้องเยียวยาพวกนี้

นอกจากนี้ ต้องเยียวยากลุ่มได้รับผลกระทบ ทั้งผู้ประกอบการ ประชาชนทั่วไป หลังรัฐบาลมีมาตรการล็อกดาวน์ ตัวเลข 5 แสนล้านบาทจึงเหมาะแก่การกันไว้เยียวยาก่อน สำหรับการกู้เงินเพิ่มจะเหมาะสมกับการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน การสร้างสาธารณูปโภคใหม่ๆ การทำโครงการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เดินหน้า

อย่างไรก็ตาม เวลานี้อีกเรื่องจำเป็นเร่งด่วนของรัฐบาลคือ การแก้ปัญหาเรื่องวัคซีน ต้องจัดหาอย่างเร่งด่วน ต้องมากพอ เพราะประชาชนกลัวการติดโรคไม่กล้าใช้จ่าย ทำให้มีสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างในปัจจุบันนี้ ดังนั้นรัฐบาลต้องปูพรมฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด ต้องเปิดคอขวดให้การกระจายวัคซีนไปทุกโรงพยาบาลอย่างทั่วถึง

ล่าสุดวัคซีนมีโอกาสที่ทั่วทั้งโลกจะใช้เข็ม 3 จำนวนมาก ทำให้วัคซีนมีโอกาสขาดตลาดได้ ถ้ารัฐบาลไม่เร่งจัดหา นำเข้ามาในไทย มีโอกาสที่ประเทศอื่นจะต้องการวัคซีน มีการกว้านซื้อในตลาดมาใช้ อาจทำให้บางยี่ห้อผลิตออกมาไม่เพียงพอกับความต้องการตลาด หรือบางยี่ห้อประสิทธิภาพไม่เหมาะสมกับสายพันธุ์ในปัจจุบัน จะเกิดดีมานด์มากกว่าซัพพลาย ที่ผ่านมาประเทศไทยคิดว่าวัคซีนยี่ห้อซิโนแวคจะช่วยหยุดยั้งการแพร่ระบาดโควิด-19 ในไทยได้ แต่สุดท้ายประสิทธิภาพกับสายพันธุ์ที่กำลังระบาดก็ช่วยไม่ได้มาก ดังนั้นรัฐบาลต้องดูเรื่องนี้ด้วย

ส่วนกรณีที่ ธปท.เสนอให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษี อาทิ ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 7% นั้น ต้องดูว่าเมื่อประเทศไทยคุมสถานการณ์โควิดได้และเข้าสู่ขั้นตอนการฟื้นฟูแล้ว เศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นถึงระดับไหน ถ้าเศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ การปรับขึ้นแวตก็สามารถทำได้ อาจขึ้น 0.5-1.0% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เพื่อทำให้สภาพทางการเงินการคลังของรัฐบาลเข้มแข็งขึ้นแต่ทั้งนี้ต้องดูตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยว่าเป็นอย่างไร

หากหนี้ครัวเรือนส่งสัญญาณดีมีระดับลดลงความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้นเมื่อไหร่ก็จะทำให้การขึ้นแวตมีโอกาสมากขึ้น เพราะปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยขึ้นมาระดับกว่า 90% หากสามารถลดหนี้ลงไปเหลือระดับ 60-70% จะถือว่าเป็นสัญญาณที่สามารถขึ้นแวตได้

ธนิต โสรัตน์
รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย)

ส่วนตัวเห็นด้วยที่รัฐบาลจะต้องกู้เงินเพิ่มอีกเนื่องจากเศรษฐกิจในปัจจุบันที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของวัคซีน และจำนวนผู้ติดเชื้อที่ยังทรงตัวอยู่ที่วันละ 2 หมื่นราย ส่งผลให้จากเดิมที่สถานการณ์โควิด-19 จะเริ่มคลี่คลายภายในช่วงปลายปี 2564 อย่างที่เคยคาดหวังไว้ อาจจะไม่ได้ง่ายแบบนั้น

อีกทั้งแม้ว่าในปี 2565 รัฐจะจัดหาวัคซีนได้เพิ่มขึ้น แต่เชื่อว่าการติดเชื้อก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งในแง่ของเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบและทำให้หยุดชะงักลง เช่นเดียวกับภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าในปี 2565 ก็ยังไม่ฟื้นกลับมาแน่นอน ตอนนี้เครื่องมือเดียวที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไปได้ในตอนนี้คือ ภาคการส่งออก แต่ต้องยอมรับว่าภาคการส่งออกอย่างเดียวอุ้มเศรษฐกิจทั้งประเทศไม่ได้ เพราะการที่เศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อไปได้ต้องมีผู้บริโภค แต่ปัจจุบันบริโภคเปลี่ยนเป็นแรงงานแฝงเพราะตกงานในช่วงโควิดระบาดหนักไม่สามารถประกอบอาชีพได้ มีจำนวนกว่า 2.8 ล้านคน ซึ่งส่งผลต่อการใช้จ่าย โดยสิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำคือต้องเร่งเยียวยาแรงงานกลุ่มนี้

ปัจจุบันรัฐบาลยังเหลืองบประมาณในการช่วยเหลือ ประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าเงินจำนวนนี้รัฐบาลจะนำออกมาใช้ในช่วงไตรมาสที่ 3-4/2564 ดังนั้น จึงเห็นพ้องกับ ธปท. ที่ให้รัฐกู้เงินเพิ่มอีก 1 ล้านล้านบาท หรืออย่างน้อยกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท เพื่อนำมาช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจริง

โดยรอบนี้อยากเสนอให้รัฐบาลวางแผนการใช้งบประมาณในระยะยาว เนื่องจากปัจจุบันรัฐใช้งบประมาณแบบไม่ได้วางแผน วัดได้จากมีโครงการใหม่ๆ ผุดขึ้นมาใหม่เกือบทุกสัปดาห์ การทำงานในลักษณะนี้เปรียบเสมือนการหว่านแหอาทิ การช่วยเหลือแรงงานในมาตรา 39 และมาตรา 40 ซึ่งการช่วยเหลือกลุ่มนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีแต่รัฐไม่ได้ตรวจสอบลงลึกว่าที่ให้เงินช่วยเหลือไปบางประเภทแรงงานมีความเดือดร้อนจริงหรือไม่เป็นต้น

ดังนั้น จึงอยากให้รัฐบาลใช้งบประมาณที่มีช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง หรือกลุ่มเปราะบางโดยต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าจะช่วยกลุ่มไหนอย่างไร เพราะแต่ละกลุ่มมีความเดือดร้อนไม่เหมือนกัน หรือแยกประเภทว่ากลุ่มไหนมีแนวโน้มว่าจะฟื้นตัว หรือยังไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นตัว เพื่อแยกการช่วยเหลือได้อย่างชัดเจนและตรงจุด แม้แต่ภาคการส่งออก ที่อาจได้รับผลกระทบด้านการผลิต กลุ่มนี้เองก็ต้องถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องช่วยเหลือ แต่วิธีช่วยเหลือต้องแตกต่างจากกลุ่มเปราะบางเพราะปัญหาไม่เหมือนกัน อย่างน้อยควรได้เห็นภาพแผนการช่วยเหลือที่เป็นระบบในปี 2565 ตลอดทั้งปี

เมื่อวางแผนแล้วต้องมาดูผลว่าได้ผลอย่างไรบ้าง สามารถช่วยเหลือได้มากน้อยแค่ไหนหรือช่วยประทังได้อย่างไรบ้าง เพื่อปรับปรุงวิธีการช่วยเหลือให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ส่วนอีกเรื่องที่สำคัญ คือในเรื่องของสภาพคล่อง หากรัฐยังใช้วิธีปล่อยเงินกู้ตามเดิม ยังไงการช่วยเหลือดังกล่าวก็ไปไม่ถึงกลุ่มเปราะบาง จากที่ได้หารือร่วมกับหลายสถาบันทางการเงิน หากยังใช้เงื่อนไขเดิมในการปล่อยกู้ ไม่ว่าอย่างไรกลุ่มเปราะบางก็เข้าไม่ถึงเงินแน่นอน เพราะกลุ่มเหล่านี้ไม่มีรายได้ ไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน เมื่อขอกู้ธนาคารก็ไม่สามารถปล่อยสินเชื่อให้ได้ จากที่จะได้ช่วยกลุ่มเปราะอาจกลายเป็นไปช่วยเหลือกลุ่มที่แข็งแรงอยู่แล้วแทน

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ต้องจัดตั้งกองทุนเอสเอ็มอีขึ้นมา เพื่อมาเยียวยาฟื้นฟูกลุ่มเปราะบางได้อย่างตรงจุด รวมทั้งต้องลดเงื่อนไขในการปล่อยกู้ อาทิ การเช็กรายได้ หรือกำไรที่ธุรกิจนั้นมี เป็นต้น หากสามารถดำเนินการได้ เชื่อว่าผู้ประกอบการกลุ่มนี้ก็จะเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้มากขึ้นต่อไป

วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา
รองประธานกรรมการหอการค้าไทย

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ การกู้เงินเพิ่มของรัฐบาลก็เป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากไม่มีงบประมาณใหม่ๆ มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเลย ก็ทำให้เศรษฐกิจของประเทศต้องซบเซาอีกเป็นเวลานานเนื่องจากมองว่าการระบาดของโควิด-19 ในรอบนี้หนักกว่ารอบแรกและรอบที่สองอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการส่วนมากต้องหยุดดำเนินกิจการ ซึ่งกระทบกับกำลังซื้ออย่างมาก นอกจากนี้ในส่วนของธุรกิจที่ยังเปิดได้อยู่ก็รับผลกระทบจากโควิด-19 ด้วยเช่นกัน เพราะจากกำลังซื้อที่ลดลง ทำให้รายได้ก็ลดตาม

ดังนั้นจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะให้รัฐบาลกู้เงินเพิ่มอีก เพราะว่าในแต่ละเดือนที่ตกอยู่ภายใต้สภาวะการระบาดของโควิด-19 แบบนี้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจก็หดหาย ทำให้มีเม็ดเงินหายไปจากระบบเศรษฐกิจ 2-3 แสนล้านบาทต่อเดือน รวมทั้งเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2564 ที่ผ่านมานี้ ก็ดีขึ้นได้ เพราะจากแรงกระตุ้นจากมาตรการของรัฐ ที่ช่วยเยียวยาและกระตุ้นกำลังซื้อ เพราะว่ารายได้จากภายนอกประเทศนั้น ในตอนนี้ได้มาจากทางด้านเดียวเลย คือ ภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวอยู่เท่านั้น ส่วนภาคการบริโภคหรือกำลังซื้อจากภายในประเทศหากไม่ได้รับการกระตุ้นจากรัฐบาล ก็คงทำให้กำลังซื้อแทบจะไม่เหลือเลย

เมื่อรัฐบาลกู้เงินมาแล้วควรนำไปใช้อย่างไรนั้น แน่นอนว่าต้องนำมาใช้ในนโยบายหรือมาตรการเพื่อการกระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศ หรือไม่ก็ควรเป็นในรูปแบบของการฟื้นฟูประชาชนและภาคธุรกิจ ในตอนนี้มีธุรกิจหลายราย และหลายส่วนที่ต้องหยุดไป หรือล้มไปแล้วและลุกไม่ไหวแล้วก็มี แต่หากมีส่วนที่ที่ยังพอลุกขึ้นมาเพื่อสู้ต่อได้อยู่ รัฐบาลก็ควรจะสนับสนุน เยียวยาและฟื้นฟูเพื่อให้ดำเนินกิจการต่อไปได้

ในตอนนี้มีคนจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ในรอบแรก เมื่อปีที่แล้ว โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ภาคการท่องเที่ยวและบริการ ที่ยังมีคนจำนวนมากตกงานไป เพราะกิจการหยุดหรือเลิกจ้าง และยังไม่สามารถหางานใหม่ทำได้ ก็คงต้องหาทางที่จะช่วยให้คนเหล่านี้ ให้หางานได้ โดยเติมเข้าไปอยู่ในภาคธุรกิจประเภทอื่นๆ ได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon