หมายเหตุ – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ตรวจเยี่ยมการวิจัยพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ชี้แจงบทบาทของ อว.ในการช่วยดูแลผู้ป่วยโควิด ขณะที่ ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว.รายงานความคืบหน้าการพัฒนาวัคซีนของไทย 4 ชนิด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม

เอนก เหล่าธรรมทัศน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
สถานการณ์โควิด ที่เราเจออยู่นี้ คือการดิสรัปชั่นด้านการสาธารณสุขที่ประสบพบเจอไปทั่วโลก และใช้เวลายาวนานที่กว่าที่แต่ละประเทศจะเริ่มบริหารจัดการได้ ทำให้การต่อสู้ในสงครามโควิดจากที่เราเคยเป็นฝ่ายรับในช่วงแรก ตอนนี้เราอยู่ในช่วงยันแล้ว จนสถานการณ์โควิดของไทยเริ่มคงที่ ตัวเลขคนหายป่วยกลับบ้านเริ่มมากกว่าคนติดเชื้อใหม่ ผมเชื่อว่าอีกไม่กี่เดือนประเทศไทยก็จะสามารถบริหารจัดการให้เข้าสู่ภาวะปกติได้
อว.เป็นแนวหลัง กองหนุนทั้งคุณภาพและปริมาณ ที่พร้อมสนับสนุนรัฐบาลอย่างเต็มที่ ตั้งแต่การรักษาผู้ป่วยโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ ใน กทม.จำนวน 11 แห่ง และต่างจังหวัด จำนวน 13 แห่ง รวม 8,494 เตียง ที่สำคัญรับเคสผู้ป่วยโควิดทุกประเภท โดยเฉพาะอาหารหนักและวิกฤต
นอกจากนั้น ยังจัดทำโรงพยาบาลสนามและศูนย์แยกกักชุมชน โดยใช้สถาบันการศึกษา/หน่วยงานใน อว. 59 แห่ง ใน 50 จังหวัด มีเตียงพร้อมรับ 15,596 เตียง แบ่งเป็นภาคเหนือ 3,323 เตียง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3,855 เตียง ภาคกลาง 1,154 เตียง ภาคตะวันออก571 เตียง ภาคใต้ 3,554 เตียง กทม.และปริมณฑล 3,139 เตียง รับดูแลผู้ป่วยแล้วตั้งแต่เริ่มดำเนินการ รวม 54,266 ราย
ที่สำคัญเปิดหน่วยบริการฉีดวัคซีน 11 จุด สำหรับพื้นที่ กทม.และปริมณฑล และ 39 จุดฉีดวัคซีนทั่วประเทศ ฉีดแล้วมากกว่า 587,853 คน
นอกจากนี้ อว.ยังมีการพัฒนานวัตกรรมห้อง ICU ความดันลบเคลื่อนที่ รวมถึงนวัตกรรมทางการแพทย์ต่างๆ ซึ่งในวิกฤตเราก็สามารถพัฒนาศักยภาพด้านนี้ไปได้อย่างรวดเร็ว ผลิตออกมาใช้ได้ทันการณ์
โครงการ อว.พารอด เปลี่ยนกลุ่มที่ “รอ” เป็น “รอด” ระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนของ อว.สู้โควิด อาทิ ส่งกล่อง อว.พารอดที่มียาและอุปกรณ์ ที่จำเป็นเพิ่มเติมจากที่โรงพยาบาลมีให้ สร้าง Community Isolation ซึ่งเป็นสิ่งที่เสริมจากการติดต่อตามปกติเพื่อสอบถามอาการประจำวันของบุคลากรทางการแพทย์ โดยจะเป็นการส่งกำลังใจจากอาสาสมัครผู้ที่เคยป่วยแต่หายแล้ว มาพูดคุยแชร์ประสบการณ์
อีกทั้ง ยังให้บริการตรวจคัดกรอง สนับสนุนทางห้องปฏิบัติการสำหรับการตรวจคัดกรอง และการค้นหาผู้ติดเชื้อเชิงรุกในชุมชน จัดรถตรวจเอกซเรย์เคลื่อนที่ไปใช้ที่ รพ.สนาม
ที่สำคัญ อยากจะบอกข่าวดีว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังจะปลดล็อก หรือให้ข้อยกเว้น หรือปรับแก้ระบบราชการ กฎหมาย ระเบียบให้สอดรับกับสถานการณ์ให้ดีขึ้น เร็วขึ้น จึงขอให้ทุกคนเชื่อมั่นได้ว่ารัฐบาลกำลังทำงานอย่างเต็มที่ และสู้ไปด้วยกัน เพื่อฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้

ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล
ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
ขณะนี้ประเทศไทยมีการพัฒนาวัคซีนโควิด ในระยะการทดสอบในมนุษย์รวม 4 ชนิด แต่ละชนิดมีการพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง คือ ชนิดแรกวัคซีน ChulaCov19 ชนิด mRNA โดยศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จะเริ่มทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 2 ในเดือนสิงหาคมนี้ตั้งเป้าจะเริ่มใช้ฉีดวัคซีนได้ในกลางปีหน้า
ชนิดที่ 2 คือ วัคซีนพัฒนาจากเซลล์ใบยาสูบ ที่สร้างนวัตกรรมการใช้เซลล์ใบยาสูบในกระบวนการสร้างวัคซีนในหนู สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีมาก และมีความปลอดภัย โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะเริ่มทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 และ 2 ในเดือนกันยายนและธันวาคมนี้
ชนิดที่ 3 วัคซีน DNV-HXP-S วัคซีนชนิดเชื้อตาย พัฒนาโดยนำสารพันธุกรรมส่วนโปรตีนหนาม ผนวกรวมกับไวรัส โรคนิวแคสเซิล ผลิตเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย โดยเทคโนโลยีไข่ไก่ฟัก ผลวิจัยพบว่า มีความปลอดภัยและกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีในสัตว์ทดลอง โดยองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และมหาวิทยาลัยมหิดล เริ่มทดสอบในมนุษย์แล้ว คาดว่าจะสำเร็จช่วงกลางปี 2565
ชนิดที่ 4 วัคซีนโควิเจน วัคซีนชนิดดีเอ็นเอ โดยบริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด ที่สร้างนวัตกรรมวัคซีนโควิด ชนิดดีเอ็นเอ มีความปลอดภัยและสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีมาก จะเริ่มทดสอบในมนุษย์ระยะแรกเดือนตุลาคมนี้ นับว่าเป็นความหวังของไทย ในการสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนสำหรับโรคโควิด และป้องกันการระบาดระลอกต่อไปด้วย

ความคืบหน้าการวิจัย-ทดลอง
1.โครงการพัฒนาเอ็มอาร์เอ็นเอวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา SARS-CoV-2
– วัคซีน ChulaCov19
ออกแบบและพัฒนาโดยคนไทย โดยโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ได้ทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มอายุ จำนวน 72 คน กลุ่มแรก เป็นอาสาสมัครผู้ที่มีอายุ 18-55 ปี ทดสอบจำนวน 36 คน กลุ่มที่ 2 เป็นอาสาสมัครผู้ที่มีอายุ 65-75 ปี ทดสอบจำนวน 36 คน เพื่อหาปริมาณวัคซีน ChulaCov19 มีประสิทธิภาพสูงสุด หลังจากนั้นจะเข้าสู่การทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 2 จำนวน 150-300 คน ในเดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป
วัคซีน ChulaCov19 สามารถอยู่ในอุณหภูมิตู้เย็น (2-8 องศาเซลเซียส) ได้นานถึง 3 เดือน และเก็บในอุณหภูมิห้อง (25 องศาเซลเซียส) ได้นาน 2 สัปดาห์ ทำให้มีความยืดหยุ่นในการจัดเก็บ และการบริหารวัคซีน
ผลการทดสอบในสัตว์ผ่านเกณฑ์ดีมาก จากการทดลองในหนูทดลองชนิดพิเศษที่ออกแบบให้สามารถเกิดโรคโควิด-19 ได้ พบว่า สามารถป้องกันหนูทดลองไม่ให้ป่วยเป็นโรค และยับยั้งไม่ให้เชื้อไวรัสเข้าสู่กระแสเลือด มีความปลอดภัย
วัคซีนชนิด mRNA สามารถผลิตได้เร็ว ไม่ต้องรอเพาะเลี้ยงเชื้อ สังเคราะห์ในหลอดทดลอง ไม่เกิน 4 สัปดาห์ ก็มีวัคซีนใช้ทดสอบในหนูได้ การที่ผลิตได้รวดเร็วทำให้ไม่ต้องใช้โรงงานขนาดใหญ่ และสามารถปรับแต่งวัคซีนต้นแบบตามพันธุกรรมของเชื้อกลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับบริษัท Bionet Asia เพื่อผลิต
2.โครงการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ที่ผลิตในประเทศไทย โดยใช้เซลล์พืชเป็นแหล่งผลิตในมนุษย์ ระยะที่ 1 และ 2
– วัคซีนใบยา
บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สร้างนวัตกรรมการใช้เซลล์ใบยาสูบในกระบวนการสร้างวัคซีน โดยในการทดลองวัคซีนในหนู สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีมาก และมีความปลอดภัย จึงวางแผนการพัฒนาวัคซีนเป็น 2 Generation คือการขยายผลทดลองในมนุษย์ในระยะที่ 1 ในเดือนกันยายน 2564 เพื่อหาขนาดของวัคซีนที่เหมาะสมในการกระตุ้นภูมิ รวมถึงมีความปลอดภัย เพื่อนำข้อมูลไปใช้กับวัคซีน Generation ที่สอง คือ การปรับสูตรให้สามารถครอบคลุมสายพันธุ์ต่างๆ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น
วัคซีน Generation แรกได้ Prototype ผ่านการทดสอบ Proof of concept study และการศึกษา Non-clinical study ทั้งหมดมากกว่า 10 การศึกษา ในโมเดลสัตว์ทดลองหลายชนิด เช่น หนูขาว ลิง แฮมสเตอร์ และหนูตัดต่อพันธุกรรม โดยวางแผนการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 ในเดือนกันยายน 2564
ดำเนินการที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถานเสาวภา สภากาชาดไทย จำนวนอาสาสมัครทั้งหมด 96 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 48 คน คืออาสาสมัครอายุ 18-60 ปี และกลุ่ม 60-75 ปี โดยเริ่มดำเนินการในกลุ่มอายุ 18-60 ปีก่อน ในแต่ละกลุ่มอาสาสมัครจะทำการทดสอบวัคซีน 3 ขนาด คือ 10, 50 และ 100 ไมโครกรัม เพื่อหาขนาดของวัคซีนที่เหมาะสมในการกระตุ้นภูมิ รวมถึงมีความปลอดภัยเพื่อนำข้อมูลไปใช้กับวัคซีน Generation ที่สองต่อไป
ปรับให้สามารถครอบคลุมสายพันธุ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น รวมถึงการปรับสูตร Adjuvant ให้สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น โดยได้ทำการศึกษาในสัตว์ทดลองหลายชนิด เช่น หนูขาว ลิง แฮมสเตอร์ และหนูตัดต่อพันธุกรรม และเตรียมการผลิตเพื่อเตรียมดำเนินการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 และ 2 ในเดือนธันวาคม
3.โครงการศึกษาวิจัยระยะที่ 1/2 เพื่อประเมินความปลอดภัย และความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันของวัคซีน NDV-HXP-S ในประเทศไทย โดยองค์การเภสัชกรรม (อภ.) และมหาวิทยาลัยมหิดล
– วัคซีน NDV-HXP-S
พัฒนาวัคซีนโควิด-19 โดยนำสารพันธุกรรมส่วนโปรตีนหนาม ผนวกรวมกับไวรัส โรคนิวแคสเซิล ผลิตเป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายโดยเทคโนโลยีไข่ไก่ฟัก ผลวิจัยพบว่ามีความปลอดภัย และกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดีในสัตว์ทดลอง และได้เริ่มการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2564 ใช้อาสาสมัครจำนวน 210 คน ช่วงอายุ 18-59 ปี
กลุ่มแรก อาสาสมัคร 18 คน เริ่มด้วยวัคซีนขนาดที่ต่ำที่สุด และค่อยเพิ่มไปยังขนาดที่สูงขึ้น กลุ่มที่ 2 อาสาสมัคร 192 คน ในขนาดต่างๆ กัน
จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเลือกให้ได้ขนาด หรือสูตรวัคซีนวิจัย 2 สูตร นำไปวิจัยต่อในระยะที่ 2 โดยดำเนินการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 2 ในเดือนกรกฎาคม 2564 เป็นการวิจัยในอาสาสมัครอายุ 18-75 ปี จำนวน 250 คน คาดว่าจะทราบผลภายในปลายปี 2564 และนำไปสู่การทดลองระยะที่ 3 ต่อไป
วัคซีน NDV-HXP-S เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายสามารถผลิตได้ในไข่ไก่ฟัก โดยโรงงานขององค์การเภสัชกรรม มีความพร้อมในการผลิตระดับอุตสาหกรรม โดยใช้เทคโนโลยีเดียวกันกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ไม่ต้องลงทุนสร้างโรงงานใหม่
ได้รับความร่วมมือระดับนานาชาติจากองค์กร PATH ในการสนับสนุนกล้าเชื้อไวรัสการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ และร่วมวิจัยกับผู้ผลิตจากประเทศเวียดนาม และบราซิล
4.โครงการพัฒนาและผลิตวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชนิด DNA
– วัคซีนโควิเจน
บริษัท ไบโอเนท-เอเชีย จำกัด สร้างนวัตกรรมวัคซีนโควิด-19 ชนิดดีเอ็นเอ มีความปลอดภัยและสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีมากในหนูทดลอง ขณะนี้อยู่ระหว่างการยื่นขออนุมัติกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 ภายในเดือนตุลาคม 2564 คาดว่าจะเริ่มทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 2 และ 3 ภายในปี 2564 ขณะเดียวกัน มีการทดสอบในมนุษย์ระยะที่ 1 ในประเทศออสเตรเลียในอาสาสมัคร 150 คน คู่ขนานกันไป
บริษัทมีความพร้อมในการผลิตวัคซีนโควิด-19 ทั้งชนิดดีเอ็นเอและเอ็มอาร์เอ็นเอ โดยหากเป็นวัคซีนชนิดดีเอ็นเอ ที่บริษัทศึกษาวิจัยเอง สามารถผลิตได้ในระดับอุตสาหกรรมได้โดยเร็ว

